bg-single

จาก ‘ผีในวัฒนธรรมไทย’ ถึง ‘มนุษย์กับสรรพสิ่ง’

22.10.2025

บทความพิเศษ | ธงชัย วินิจจะกูล

จาก ‘ผีในวัฒนธรรมไทย’

ถึง ‘มนุษย์กับสรรพสิ่ง’

และ Bruno Latour

(ปรับปรุงจากส่วนหนึ่งของการนำเสนอในการประชุมทางวิชาการเรื่อง “ผี (Ghost)” วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2568)

ทุกๆ วัฒนธรรมล้วนมีความคิดเกี่ยวกับผีสารพัดแบบ

ในวัฒนธรรมไทยก็เช่นกัน แค่เราประมวลคำที่เกี่ยวข้องกับผีมาไว้ด้วยกัน ก็จะพบว่ามีจำนวนมากมากมายเหลือเกิน

เช่น ผี สาง พราย ภูต ปีศาจ ผีดิบ เปรต โหง วิญญาณ เจ้าที่ ผีเจ้าบ้าน ผีบรรพบุรุษ ผีเจ้านาย ผีมด ผีเม็ง ผีเชื้อ ผีเสื้อเมือง ผีอารักษ์ อสูร อสุรกาย

คำเหล่านี้มีมากเสียจนบ่อยครั้งเราเรียกรวมๆ กันว่า “ผี” หรือใช้ปะปนกันจนลืมความหมายเฉพาะเจาะจงถึงผีแต่ละประเภทไปแล้ว

สาง – ซากสัตว์ หรือซากศพที่เคลื่อนไหวได้ (เรียกว่ายังมีชีวิตไหมหนอ?) บางทีใช้คู่กับ ผี เป็น ผีสาง

พฺราย – เป็นผีที่มีแสงพราว มีหลายชนิด มักเป็นหญิง น่าจะตรงกับ fairy nymph elf ของฝรั่ง แต่ในล้านนา “พราย” หมายถึง ผีหรือวิญญาณประเภทหนึ่งที่ชอบแฝงเร้นสิงสู่ในร่างคน นางไม้ที่สิงอยู่ที่ต้นกล้วยตานี เรียกว่า นางพรายตานี

โหง – ผีที่ตายผิดจากธรรมดา

ภูต – ผีที่ไม่ใช่คน

ปิศาจ – วิญญาณชั่วร้ายที่ให้โทษ น่าจะตรงกับ demon ของฝรั่ง (ตรงข้ามกับเทพซึ่งเป็นวิญญาณฝ่ายดีที่ให้คุณ)

ผีดิบ – คนตายที่เคลื่อนไหวได้ (เรียกว่ายังมีชีวิตไหมหนอ?) น่าจะตรงกับ zombie ของฝรั่ง

เปรต (สันสกฤต บาลีใช้ เปต) เอาเข้าจริงไม่ใช่ผี แต่เป็นสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งซึ่งเคยเป็นมนุษย์ ครั้นตายไปเกิดใหม่เป็นเปรตได้รับความทุกข์แสนสาหัสอยู่ในภพภูมิต่างหากจากมนุษย์ เรียกว่าเปตภูมิ

อสูร ที่จริงเป็นเทพประเภทหนึ่ง ไม่ใช่ผี

เราเรียก “ผี” ในแง่ร้ายและน่าเกลียดน่ากลัวเป็นส่วนใหญ่

แต่อันที่จริง “ผี” มีสารพัดประเภท ทั้งผีชนิดที่ดี ได้แก่ เจ้าที่ เจ้าแม่ เจ้าพ่อ ผีมด ผีเม็ง ผีเจ้าบ้าน ผีบรรพบุรุษ ผีเจ้านาย ผีอารักษ์ประจำถิ่น ฯลฯ

เหล่านี้เป็นผีที่ช่วยปกป้องมนุษย์จากผีร้าย ส่วนมากมีสถานะกึ่งเทพหรือเป็นเทพด้วยซ้ำ

ผู้คนเคารพบูชาผีกึ่งเทพเหล่านี้ ต้อนรับเข้าเรือนและอัญเชิญมาอยู่ใกล้ๆ มนุษย์ทั้งๆ ที่ก็เป็น “ผี” เช่นกัน จนชักไม่แน่ใจแล้วว่าผีกับเทพต่างกันขนาดไหน

ผีหรือวิญญาณหรือสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติเหล่านี้บ่อยครั้งก็ทั้งน่ากลัวและทั้งน่าบูชาในเวลาเดียวกัน

“ผี” ในความเชื่อของไทยแต่กาลนาน จึงเป็นคำรวมๆ ซึ่งแต่ก่อนมิได้ใช้ความหมายถึงสิ่งชั่วร้ายอย่างเดียว แต่ใช้ในความหมายทั้งลบทั้งบวกแล้วแต่กรณี ทั้งยังรวมถึงเทพและเจ้าบางประเภทอีกด้วย

คงต้องรบกวนท่านผู้รู้อื่นๆ ช่วยอธิบายว่า “ผี” กลายความหมายเป็นสิ่งชั่วร้ายอย่างเดียวไปได้อย่างไร เมื่อไร

ประเด็นน่าสนใจประการต่อมาก็คือ สิ่งที่ไทยเรียกว่า “ผี” นั้น ต่างจากสิ่งที่ฝรั่งเรียกว่า “ghost” ทั้งๆ ที่เรามักใช้คำหลังเป็นคำแปลคำแรกกันเป็นประจำ

“ผี” น่าเกลียดน่ากลัว ไม่ว่าจะเต็มตัวครึ่งตัว มีแต่หัว เห็นอวัยวะภายใน หรือยืดแขนไปเก็บมะนาวใต้ถุนบ้านได้ กล่าวได้ว่ามีเนื้อหนังมังสา มีกระดูก สัมผัสได้ ใช้มือมาหักคอเราได้นั้น ในภาษาอังกฤษเรียกว่า monsters

แต่ ghost ของฝรั่งมักจะหมายถึง สิ่งเหนือธรรมชาติซึ่งไม่มีเนื้อหนังมังสา (คือไม่ corporeal นั่นเอง) แต่ปรากฏขึ้นมาหลอกหลอนเราได้

เราจะเห็นในรูปของมนุษย์แต่ร่างใสๆ หรือบินไปมาได้อย่าง Casper แต่จับต้องไม่ได้ บีบคอเราตายไม่ได้ หรือไม่ใช่รูปมนุษย์ไปเลยก็มี

พูดง่าย ๆ ghost ของฝรั่งคือวิญญาณบางอย่างซึ่งจับต้องไม่ได้ แต่หลอกหลอนเรา

ความแตกต่างที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ghost สำหรับสังคมตะวันตกนั้นมักเกี่ยวข้องกับวิญญาณหรือชีวิตซึ่งตายไปแล้ว กลายเป็นอดีตไปแล้ว แต่ยังผูกพันกับเราในปัจจุบัน ไม่ว่าจะรักหรือโกรธแค้น หรือเป็นชีวิตที่ไม่ได้รับความยุติธรรมในอดีต จึงหวนกลับมาหาเรา หรือมาหลอกหลอนเพื่อแก้แค้นในปัจจุบัน หรือเป็นคนในอดีตที่เราผูกพัน จึงหวนมาหาเราในปัจจุบัน

(นี่เป็นประเด็นสำคัญที่เราจะอภิปรายกันในบทหน้าว่าด้วยผีในทางวิชาการสังคมศาสตร์)

ในขณะที่เปรตและสารพัดผีของไทย เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่คนละภพคนละภูมิร่วมเวลาเดียวกันกับที่คนเราอยู่บนมนุษยภูมิ เขาตายไปแล้วและเกิดใหม่ไปแล้ว เพียงแต่เป็นผีเป็นเปรตอยู่คนละภพภูมิกับคนเรา ปกติเราจึงมองไม่เห็น เพราะมนุษย์มีประสาทรับรู้ที่จำกัดต่อภพภูมิอื่นแม้จะร่วมสมัยกันก็ตาม

ผีกับคนในวัฒนธรรมไทยอยู่คนละเทศะ ผีในความเชื่อของฝรั่งเป็นอดีตที่จบไปแล้วแต่มาหลอกหลอนปัจจุบัน ผีกับคนจึงอยู่คนละกาละ

ประเด็นน่าสนใจที่สำคัญมากประการต่อมาก็คือ สังคมอุษาคเนย์ทั้งหมดทุกประเทศมีคุณลักษณะร่วมที่พิเศษอย่างหนึ่งคือความเชื่อว่าโลกธรรมชาติรอบตัวมนุษย์ล้วนมี “ผี” หรือมี “พลังชีวิต” (spirits จะเรียกว่าผี วิญญาณ ขวัญ เจ้า ฯลฯ ก็ได้ทั้งนั้น) แฝงฝังอยู่ทั่วไปหมดนี้ แม้ว่าทุกสังคมจะรับศาสนาหลักๆ ในเวลาต่อมา ไม่ว่าพุทธ อิสลาม หรือคาทอลิก ความเชื่อผีทำนองนี้กลับยังฝังแน่นทั่วทั้งภูมิภาคตลอดมา

แม้ว่าจะเปลี่ยนเป็นสมัยใหม่นานนับร้อยปีแล้วก็ตาม (ดูบทความ “ผีกับยุคสมัยใหม่” ใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับก่อน)

ในทางวิชาการ เราเรียกความเชื่อว่าสรรพสิ่งมีพลังชีวิตบางอย่างแฝงหรือสิงอยู่เช่นนี้ว่า Animism (ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรเลยกับ animal แต่มีรากศัพท์เดียวกับคำว่า animation) หรือสามารถกล่าวได้ว่าสรรพสิ่งเป็น “ชีวิต” นานาประเภทด้วยกันทั้งนั้น

ดังนั้น ภพภูมิของมนุษย์ของเรา จึงเป็นเพียงหนึ่งในภพภูมิของชีวิตอีกสารพัดประเภทร่วมสมัยเดียวกับเรา

หรือกล่าวอีกแบบก็ได้ว่า คนเราอยู่ร่วมกับภูตผีปีศาจและพลังชีวิตทั้งหลายเหล่านั้นเป็นปกติ เพียงแต่เราเองมองไม่เห็นหรือปฏิเสธที่จะรับรู้ภพภูมิอื่นๆ ไม่ว่าจะด้วยความไม่รู้ (ignorance) หรือเพราะความเชื่อในวิทยาศาสตร์

(ซึ่งเป็นความเชื่อชนิดหนึ่งว่าสรรพสิ่งเท่าที่มนุษย์เห็นหรือรับรู้ได้เท่านั้นที่เป็นความเป็นจริง อย่างอื่นที่มนุษย์รับรู้ไม่ได้ย่อมไม่จริง)

ในช่วงที่อารยธรรมตะวันตกมาปะทะกับอารยธรรมท้องถิ่นของอุษาคเนย์ ฝรั่งถือว่าความเชื่อในสรรพสิ่งมีชีวิตหรือ animism นั้น เป็นความเชื่องมงายตรงข้ามกับวิทยาศาสตร์

การดำรงอยู่ของ animism จึงเป็นตัวชี้วัดถึงความล้าหลังป่าเถื่อน คนที่เชื่อเช่นนั้นเป็นคนที่ล้าหลัง เป็น “คนนอก” ของความเป็นสมัยใหม่ หรือเป็นคนที่อยู่ในอดีตหรือยุคโบราณถึงแม้ว่าเป็นชาวบ้านนอกคอกนาจะร่วมสมัยกับคนผู้เจริญหรือศิวิไลซ์กว่าก็ตาม

แต่ว่าในขณะนี้ สังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์มีการตีความ animism ต่างออกไป

กล่าวคือ กำลังสนใจว่าที่ผ่านมาความรู้ทั้งหลายถือเอามนุษย์เป็นศูนย์กลาง (anthropocentrism) จนเกินไป

เราถือเอาสัตว์ พืชพันธุ์ สรรพสิ่งอื่นๆ ที่ดำรงอยู่ทั้งตามธรรมชาติและที่เป็นภาวะเกื้อหนุนการดำรงชีวิตของคน ว่าเป็นเป้าหมายที่มนุษย์ต้องเข้าไปจัดการเปลี่ยนแปลงเอามาใช้ประโยชน์สำหรับมนุษย์ จนกระทั่งเกิดวิกฤตสิ่งแวดล้อมหรือนิเวศวิทยาอย่างรุนแรง

ไม่นานมานี้ ในแวดวงวิชาการจึงเกิดสังคมศาสตร์แนวใหม่ที่พยายามพลิกฐานคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่ตามธรรมชาติและที่ไม่ธรรมชาติแต่เป็นภาวะเกื้อหนุนการดำรงชีวิตของมนุษย์ เพราะตระหนักแล้วว่าความเกี่ยวเนื่องกันของสรรพสิ่งล้วนกระทบความเป็นมนุษย์และการดำรงอยู่อย่างยั่งยืนของดาวเคราะห์ดวงนี้

จึงต้องจัดความสัมพันธ์กับสรรพสิ่งเสียใหม่ คือต้อง “de-anthropocentrism”

นักคิดชั้นนำอย่าง Bruno Latour จึงโดดเด่นขึ้นมาด้วยแนวคิดทำนองนี้ (โปรดดูหนังสือ We Have Never Been Modern, 1993 และ If We Lose the Earth, We Lose Our Souls, 2024 และผลงานอื่นของเขาระหว่างนั้น)

นักวิชาการอุษาคเนย์หลายท่าน (เช่น Anna L. Tsing นักมานุษยวิทยาชั้นนำที่สุดคนหนึ่งของวงการ) มีส่วนสำคัญในการบุกเบิกแนวทางใหม่นี้ด้วย

บางคน เช่น Rosalind Galt เห็นว่าสิ่งที่ดำรงอยู่ตามธรรมชาติมิใช่หมายถึงเพียงสัตว์ พืช ก้อนหิน ต้นไม้ ลำธาร ฯลฯ แต่ยังรวมถึงชีวิตที่เรามองไม่เห็น ชีวิตที่อยู่นอกเหนือความรับรู้หรือโสตประสาทของมนุษย์

ถ้าหาก animism เป็นความเชื่อที่ตรงข้ามกับความเป็นสมัยใหม่แบบตะวันตกที่ยึดถือวิทยาศาสตร์เป็นสรณะ จนถือกันว่าดักดานล้าหลังหรือ “เป็นอื่น” Galt เสนอว่า new animism ต้องหาทางให้มนุษย์ สัตว์ พืชพันธุ์ พลังชีวิต (spirits ผี) ทั้งหลายอยู่ด้วยกันให้ได้ (ดู Rosalind Galt, Alluring Monsters, 2021)

New animism คือนิเวศวิทยาแบบหลังอาณานิคม (“Animism as post-colonial ecology”, Galt เล่มเดิม, p.233) เพราะในทัศนะแบบนี้เห็นว่าเราควรตระหนักในการดำรงอยู่ร่วมกันของมนุษย์กับผีสางวิญญาณสารพัด ซึ่งเรามองไม่เห็น แต่อาจจะมีอยู่เป็นปกติร่วมสมัยกับเราในขณะนี้ก็ได้ จักรวาลวิทยาของอนาคตไม่ควรเอามนุษย์เป็นศูนย์กลางเหนือกว่าสรรพสิง แล้วไปตัดสินว่าอะไรมีอยู่จริงหรือไม่มีอยู่จริง

ถ้าหากหลักปรัชญา anthropocentrism ไม่เหมาะกับอนาคต ทัศนะที่โต้แย้งอย่าง new animism อาจจะน่าสนใจ แม้จะเป็นการย้อนกลับไปรับเอาความคิดแต่โบราณของสังคมอุษาคเนย์ ปรับให้มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตปกติในยุคหลังสมัยใหม่หรือหลังอาณานิคมก็ตาม

ความคิดต่อมนุษย์ โลก และจักรวาลวิทยาทำนองนี้ไม่เคยหายไปจากอุษาคเนย์เลย นี่อาจจะเป็นปัจจัยเบื้องหลังอีกอย่างของปรากฏการณ์ที่ “สายมู” กลับฟื้นเฟื่องฟูขึ้นในสังคมหลังสมัยใหม่หรือหลังอาณานิคมโดยเฉพาะในอุษาคเนย์ (ก่อนที่นักสังคมศาสตร์จะประมวลออกมาเป็น new animism เสียอีก)

“ผีก็ใช้ได้ค่ะ” จริงๆ อาจถึงกับเปลี่ยนโลกและสังคมศาสตร์ก็ได้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน
‘สุชาติ’ ค้านขึ้น VAT-กู้ 4 แสนล้านแจกเงิน จี้ปฏิรูปราชการอุดรูรั่วทุจริต ดีกว่ารีดภาษีประชาชน
ยศชนัน-ประเสริฐ ชูหลักสูตรฐานสมรรถนะ ยกระดับวิชา “ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-ภาษาไทย” ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลกที่สมบูรณ์