คุยกับทูต | วิลเฮล์ม ด็องโค : สุขสันต์วันชาติออสเตรีย (1)
รายงานพิเศษ | ชนัดดา ชินะโยธิน
สําหรับประชาชนส่วนใหญ่ในออสเตรีย วันที่ 26 ตุลาคมของทุกปี ถือเป็นวันชาติออสเตรีย ในวันดังกล่าวมีการเฉลิมฉลองกันทั่วประเทศ เพื่อระลึกถึงการประกาศสถานะเป็นกลางอย่างถาวรของประเทศออสเตรียหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง
นายวิลเฮล์ม มัคซีมีลีอาน ด็องโค (Wilhelm Maximilian Donko) เอกอัครราชทูตออสเตรียประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษก่อนที่จะหมดวาระการดำรงตำแหน่งในประเทศไทยปลายปีนี้ กับมติชนสุดสัปดาห์ เนื่องในวันชาติออสเตรีย ณ สถานเอกอัครราชทูตออสเตรีย ซอยนันทา-โมซาร์ท เขตสาทร

: วันชาติออสเตรียในบริบทของประวัติศาสตร์และความสำเร็จ
วันชาติออสเตรียเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญที่ออสเตรียสามารถกอบกู้เอกราชและสถานะความเป็นกลางกลับคืนมาได้
โดยรัฐสภาออสเตรียได้ผ่านกฎหมายที่กำหนดให้ประเทศเป็นกลางอย่างถาวร (permanent neutrality) ในวันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ.1955 ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในนโยบายความมั่นคงและการป้องกันประเทศของเรามาจนถึงทุกวันนี้
คำประกาศนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “Staatsvertrag” หรือ “สนธิสัญญาแห่งรัฐ” ซึ่งลงนามในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1955 เพื่อยุติการยึดครองออสเตรียมาเป็นเวลาสิบปีโดยมหาอำนาจทั้งสี่ประเทศที่ได้รับชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่สอง คือสหภาพโซเวียต สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส และมหาอำนาจทั้งสี่ได้ถอนกำลังทหารของตนออกจากออสเตรีย
ทำให้ออสเตรียได้รับอำนาจอธิปไตยกลับคืนมา และประกาศให้เป็นประเทศที่เป็นกลาง


: อัตลักษณ์ประจำชาติของออสเตรียและบทบาทในประชาคมโลกในช่วงปีที่ผ่านมา
ออสเตรียมีประวัติศาสตร์อันยาวนานอย่างน่าประทับใจในฐานะมหาอำนาจยุโรป และสิ่งนี้มีอิทธิพลอย่างมากต่ออัตลักษณ์ประจำชาติของเรามาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน ในขณะเดียวกัน เรามองว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของยุโรปภายใต้กรอบสหภาพยุโรป
อัตลักษณ์ประจำชาติของออสเตรียมีการเปลี่ยนแปลงจากอดีตที่เคยเป็นมหาอำนาจจักรวรรดิ มาเป็นประเทศที่เน้นความเป็นกลาง
การเป็นกลางนี้เป็นรากฐานสำคัญของบทบาทในประชาคมโลก โดยปรับเปลี่ยนบทบาทจากประเทศที่เคยมีอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจมหาศาล
มาเป็นผู้สนับสนุนสันติภาพ การทูต ความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในกรอบของสหภาพยุโรป และการให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมและมรดกอย่างมากในปัจจุบัน

: ความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของออสเตรียในเวทีระหว่างประเทศที่ผ่านมา
ในฐานะสมาชิกสหภาพยุโรปและประเทศที่เป็นกลาง สาธารณรัฐออสเตรียมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ และพยายามทำหน้าที่เป็นคนกลางและสร้างสะพานเชื่อมเสมอมา ผมเชื่อว่าเราได้รับความเคารพในด้านนี้มาหลายทศวรรษ ออสเตรียสนับสนุนลัทธิพหุภาคีที่มีประสิทธิภาพและให้ความเคารพหลักนิติธรรมมาโดยตลอด ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นค่านิยมหลักของนโยบายต่างประเทศของเรามาหลายสิบปี
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่กรุงเวียนนาเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่แห่งที่สามของสหประชาชาติ ต่อจากนิวยอร์กและเจนีวา
และเพื่อเป็นสัญญาณแสดงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องต่อความรับผิดชอบในระดับนานาชาติ ออสเตรียกำลังสมัครชิงตำแหน่งสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ได้รับการเลือกตั้งอีกครั้งในช่วงปี 2027-2028 การเลือกตั้งจะมีขึ้นในเดือนมิถุนายน 2026
และเรามั่นใจอย่างยิ่งว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะประสบความสำเร็จ

: นโยบายความเป็นกลางของออสเตรียกับความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินอยู่ในยูเครน
ความเป็นกลางของออสเตรียตั้งแต่ปี 1955 เป็นเรื่องทางทหาร ไม่ใช่การเมือง ซึ่งเราให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับเรื่องนี้
ออสเตรียเคยปฏิบัติเช่นนี้มาแล้วในช่วงสงครามเย็น
เมื่อเราเป็นประเทศที่เป็นกลางทางทหาร แต่เราไม่เคยเป็นกลางทางการเมือง
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เราไม่เคยเป็นกลางทางการเมืองต่อการรุกรานทางทหาร
ไม่ว่าจะเป็นในอดีตหรือปัจจุบัน

: สถานะความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรียกับไทยในปัจจุบัน และความสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์
ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐออสเตรียนั้นยอดเยี่ยม โดยพื้นฐานแล้วไม่มีปัญหาใหญ่ใดๆ ไทยเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนที่สำคัญที่สุดของออสเตรียในเอเชีย
เรามีประเพณีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมาอย่างยาวนาน รวมถึงในสถาบันพหุภาคี เช่น สหประชาชาติ และไม่ได้เป็นเพียงความสัมพันธ์ระหว่างเมืองหลวงของเราคือ เวียนนาและกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ระหว่างสหภาพยุโรปกับอาเซียนด้วย
แม้ประเทศของเรามีระยะทางภูมิศาสตร์ที่ห่างไกลและแตกต่างกันมาก แต่ท้ายที่สุดแล้ว เราก็มีความคล้ายคลึงกันที่สำคัญหลายประการ รวมถึงอุตสาหกรรมการบริการที่พัฒนาแล้วของเราด้วย เพราะการท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้สำคัญของทั้งสองประเทศ และคิดเป็นสัดส่วนสำคัญของ GDP
ซึ่งหมายความว่า ความรู้สึกในการต้อนรับขับสู้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับเราทั้งสองฝ่าย
พูดอย่างตรงไปตรงมา ผมคิดว่าเราเข้ากันได้ดี

: โอกาสใหม่ๆ ในความร่วมมือระหว่างออสเตรียกับไทย
ประเทศของเรามีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ดีเยี่ยม มีการค้าที่มุ่งเน้นไปยังภาคส่วนต่างๆ เช่น เครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ บริษัทออสเตรียส่งออกอุปกรณ์ไฮเทคและสินค้าอุตสาหกรรมมายังประเทศไทย ขณะเดียวกันก็นำเข้าสินค้าไทย เช่น อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ และอาหาร ซึ่งมีปริมาณการค้าประมาณ 1 พันล้านยูโรต่อปี หรือเทียบเท่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนการลงทุนและความร่วมมือกำลังขยายตัว โดยไทยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของออสเตรียสำหรับการผลิตภายในอาเซียน บริษัทออสเตรียประมาณ 100 บริษัทดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดย 25 บริษัท หรือประมาณหนึ่งในสี่มีโรงงานผลิตในประเทศไทย
ในช่วงปลายปี 2022 บันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับออสเตรียได้จัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อทลายอุปสรรคทางการค้า เสริมสร้างการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และเปิดช่องทางความร่วมมือใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านยานยนต์ เกษตรอินทรีย์ หุ่นยนต์ และการพัฒนาทุนมนุษย์
ความสัมพันธ์นี้ยังคงแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่องผ่านกรอบสถาบันต่างๆ เช่น การหารือข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปกับไทย คณะทำงานร่วมไทย-ออสเตรีย (จัดตั้งขึ้นในปี 2022) และการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของสถานเอกอัครราชทูตออสเตรียรวมทั้ง ADVANTAGE AUSTRIA ซึ่งเป็นฝ่ายพาณิชย์ของเรา และที่นี่ยังเป็นศูนย์รวมทุกคำถามเกี่ยวกับการลงทุนในออสเตรียด้วย
นอกจากนี้ เรายังมีความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และเทคนิคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างมหาวิทยาลัยของเรา
ผมรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยให้ความสนใจในด้านวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก จากที่ออสเตรียเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวจากประเทศไทย

: ความสำเร็จที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรียกับไทยในปีที่ผ่านมา
มีตัวอย่างและโครงการความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จในหลากหลายสาขามากมายที่ได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูต หากจะกล่าวถึงสักเล็กน้อย ผมขอกล่าวถึงสาขาวิทยาศาสตร์และความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยในชื่อ ASEA-UNINET หรือที่เขียนเป็นฉบับเต็มว่า “เครือข่ายมหาวิทยาลัยวิชาการยุโรปอาเซียน” (ASEAN-European Academic University Network) ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยในทวีปยุโรปกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความเป็นสากลอย่างต่อเนื่องในด้านการศึกษาและการวิจัย
ASEA-UNINET ก่อตั้งขึ้นในปี 1994 โดยมหาวิทยาลัยจากออสเตรียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ปัจจุบันประกอบด้วยมหาวิทยาลัยมากกว่า 80 แห่งจาก 18 ประเทศ
เราร่วมกับอาจารย์มหาวิทยาลัยชาวออสเตรียบางท่าน โดยการเริ่มก่อตั้งองค์กรศิษย์เก่าสำหรับนักศึกษาไทยที่ศึกษาภายใต้โครงการนี้ในออสเตรียตั้งแต่ปี 1994 แม้ว่าจะมีนักศึกษาไทยประมาณ 300 คนที่ได้รับทุน ASEA-UNINET ในออสเตรียแล้ว แต่ก็ยังไม่มีองค์กรศิษย์เก่าดังกล่าวเกิดขึ้น ผมจึงมั่นใจว่าโครงการนี้จะพัฒนาต่อไปในทางที่ดีและยั่งยืน
อีกหนึ่งโครงการที่อยู่ในใจของผมนั้นมาจากเรื่องราวที่เป็นโศกนาฏกรรม
หลายคนคงจำได้ว่าเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 1991 เครื่องบินของสายการบินเลาดาแอร์ (Lauda Air) เที่ยวบินที่ 004 (NG004/LDA004) ของออสเตรีย เกิดอุบัติเหตุตกในบริเวณป่าพุเตย อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นภัยพิบัติครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การบินของออสเตรีย เหตุการณ์อันน่าสลดใจครั้งนั้นคร่าชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือทั้ง 223 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวออสเตรียและชาวไทย
มีอนุสรณ์สถานหลายแห่ง เช่น สุสานสายการบินเลาดาแอร์ในจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งหน่วยงานในจังหวัดสุพรรณบุรีได้บูรณะอย่างกว้างขวางและเป็นแบบอย่าง ในโอกาสที่ผมเดินทางไปเยือนอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมกราคม 2025
ผมขอขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีสำหรับความพยายามอันยิ่งใหญ่ของท่าน เป้าหมายของผม คือการทำให้แน่ใจว่าอนุสรณ์สถานต่างๆ จะได้รับการรักษาไว้อย่างยั่งยืนและถาวรในระยะยาว แม้ว่าจะครบรอบ 35 ปีของภัยพิบัติในเดือนพฤษภาคม 2026 ก็ตาม
ตัวอย่างที่สาม คือความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จในด้านการฝึกอาชีพ ซึ่งออสเตรียสามารถนำเสนอรูปแบบที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก เรียกกันว่า “ระบบคู่” (Dual System) ที่ผมหมายถึง ความร่วมมือของเรากับวิทยาลัยเทคนิคไทย-ออสเตรีย (Thai-Austrian Technical College) ในสัตหีบ
