วัฒนธรรมศาลาไทยในต่างแดน : จากสงครามเย็นสู่สัญลักษณ์แห่งชาติ (จบ)
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
วัฒนธรรมศาลาไทยในต่างแดน
: จากสงครามเย็นสู่สัญลักษณ์แห่งชาติ (จบ)
ในจำนวน 18 หลังของศาลาไทยที่ถูกสร้างขึ้นในยุครุ่งเรือง จากข้อมูลอย่างเป็นทางการพบว่าส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์การสร้างโดยรวมร่วมกัน คือ การแสดงออกถึงมิตรภาพระหว่างประเทศ
แต่ถ้าพิจารณาลงไปยังแนวคิดเบื้องหลังการก่อสร้างตามหลักฐานที่มีอยู่ เราสามารถจำแนกออกได้เป็น 3 แนวคิด ดังต่อไปนี้ (บางหลังอาจมีแนวคิดหลายอย่างซ้อนอยู่ด้วยกัน)
แนวคิดที่หนึ่ง ศาลาไทยเพื่อการเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ มีจำนวนทั้งสิ้น 9 หลัง แบ่งเป็น เฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 9 จำนวน 5 หลัง
ได้แก่ ศาลาไทยที่โมดิอิน อิสราเอล (พ.ศ. 2541) ในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี, ศาลาไทยที่กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน (พ.ศ. 2544) ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ, ศาลาไทยที่วิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2545) ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ, ศาลาไทยที่เมืองฮัมบูร์ก เยอรมนี (พ.ศ. 2545) ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ และศาลาไทยที่เมืองโลซานน์ สวิตเซอร์แลนด์ (พ.ศ. 2550) ในโอกาสที่รัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี
เฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 5 จำนวน 4 หลัง ได้แก่ ศาลาไทยที่กรุงเบิร์น สวิตเซอร์แลนด์ (พ.ศ. 2541) ในโอกาสครบรอบ 100 ปี เสด็จเยือนสวิตเซอร์แลนด์, ศาลาไทยที่รากุนด้า สวีเดน (พ.ศ. 2541) เพื่อเป็นที่ระลึกในการเสด็จเยือนสวีเดนเมื่อ พ.ศ. 2440, ศาลาไทยที่เมืองบาดฮอมบวร์ก เยอรมนี หลังที่สอง (พ.ศ. 2550) ในโอกาสครบรอบ 100 ปี การเสด็จเยือนเยอรมนี และศาลาไทยที่เมืองบันดุง อินโดนีเซีย (พ.ศ. 2553) เพื่อครอบจารึกพระปรมาภิไธย จ.ป.ร. ของรัชกาลที่ 5 เมื่อคราวเสด็จเยือนชวาในปี พ.ศ. 2439
เฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 7 จำนวน 1 หลัง ได้แก่ ศาลาไทยที่เมืองบันดุง อินโดนีเซีย (พ.ศ. 2553) เพื่อครอบพระปรมาภิไธย ป.ป.ร. ของรัชกาลที่ 7 เมื่อคราวเสด็จเยือนชวาในปี พ.ศ. 2472 (ตั้งคู่กันกับศาลาที่ครอบจารึกพระปรมาภิไธยรัชกาลที่ 5)

ศาลาไทย ณ วิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา สร้างขึ้นในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ของรัชกาลที่ 9 ที่มา : หนังสือศาลาไทยในต่างประเทศที่ดำเนินการโดยกรมศิลปากร
แนวคิดที่สอง ศาลาไทยเพื่อฉลองครบรอบความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ มีจำนวนทั้งสิ้น 8 หลัง
ได้แก่ ศาลาไทยที่เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น (พ.ศ. 2533) แม้จุดเริ่มต้นโครงการเป็นเพียงการสร้างศาลาไทยเพื่อเข้าร่วมในงานนิทรรศการ Flower Expo’s 90 แต่ใน พ.ศ. 2550 ศาลาได้รับการบูรณะขึ้นใหม่เพื่อแสดงความหมายสื่อถึงโอกาสครบรอบ 120 ปี ความสัมพันธ์ไทย – ญี่ปุ่น, โรงเลี้ยงกระทิงที่เบอร์ลิน เยอรมนี (พ.ศ. 2540) เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ, ศาลาไทยที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย (พ.ศ. 2548) ในโอกาสครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างไทย – ออสเตรเลีย, ศาลาหอระฆังที่ปักกิ่ง จีน (พ.ศ. 2548) ในโอกาสครบรอบ 30 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต
ศาลาไทยที่เมืองโลซานน์ สวิตเซอร์แลนด์ (พ.ศ. 2550) ที่นอกจากจะสร้างในโอกาสที่รัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ยังเพื่อฉลองครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต, ศาลาไทยที่โตเกียว ญี่ปุ่น (พ.ศ. 2550) ในโอกาสครบรอบ 120 ปี ความสัมพันธ์ไทย – ญี่ปุ่น, ศาลาไทยที่ลิสบอน โปรตุเกส (พ.ศ. 2555) ในโอกาสครบรอบ 500 ปีความสัมพันธ์ไทย-โปรตุเกส
และศาลาไทยที่ซันติอาโก ชิลี (พ.ศ. 2556) ในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต

แนวคิดที่สาม ศาลาไทยที่สร้างขึ้นเนื่องในโอกาสอื่นๆ มีจำนวน 2 หลัง ได้แก่ ศาลาไทยแบบถอดประกอบได้เพื่อใช้ในเทศกาลวัฒนธรรมไทย (พ.ศ. 2548 – 2549) สร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการเคลื่อนย้ายไปจัดแสดงในเมืองต่างๆ ในต่างประเทศ และศาลาไทยที่เมืองโจวซาน จีน (พ.ศ. 2553) สร้างเพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความสัมพันธ์ด้านศาสนาและวัฒนธรรมระหว่างไทยกับจีน
จากที่กล่าวมาเห็นได้ชัดว่า ศาลาไทยทั้งหมดในช่วงเวลานี้สร้างขึ้นด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการ คือเพื่อเฉลิมพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นหลัก และสร้างเพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงความสัมพันธ์ทางการทูตเป็นเหตุผลในลำดับถัดมา
ในด้านหนึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การแสดงออกถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านศาลาไทยในบริบทสังคมวัฒนธรรมไทยนั้น สถาบันพระมหากษัตริย์คือสัญลักษณ์หรือภาพแทนตัวตนของความเป็นชาติไทยที่สำคัญที่สุด อย่างน้อยก็นับตั้งแต่ราวกลางทศวรรษที่ 2530 เป็นต้นมา
นอกจากสถาบันกษัตริย์แล้ว อีกด้านหนึ่งของภาพตัวแทนความเป็นชาติไทย เราอาจพิจารณาได้จากการเลือกรูปแบบและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่นำมาใช้ในการสร้างศาลาไทย
ในจำนวนทั้งหมด 20 หลัง (รวม 18 หลังในยุครุ่งเรืองและ 2 หลังในยุคก่อนหน้า) สามารถแบ่งรูปแบบอย่างกว้างๆ ออกได้เป็น 5 แบบ ดังต่อไปนี้
รูปแบบที่หนึ่ง ศาลาโถง ผังพื้นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หลังคาจั่ว มีกันสาดวิ่งรอบ โดยหลังคาจั่วมีทั้งแบบที่ไม่ซ้อนชั้น และซ้อนชั้น โครงสร้างศาลาทั้งหมดเป็นไม้ตั้งอยู่บนฐานที่เป็นวัสดุก่อหรือโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก รูปแบบนี้เป็นที่นิยมสร้างมากที่สุด จำนวน 10 หลัง
รูปแบบที่สอง ศาลาโถง หลังคาตรีมุข การซ้อนชั้นมีทั้งแบบเรียบง่ายและซับซ้อน โครงสร้างศาลาเป็นไม้ตั้งอยู่บนฐานที่เป็นวัสดุก่อหรือโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก รูปแบบนี้มีจำนวน 4 หลัง
รูปแบบที่สาม ศาลาโถง หลังคาจัตุรมุข การซ้อนชั้นมีทั้งแบบเรียบง่ายและซับซ้อน โครงสร้างศาลาเป็นไม้ตั้งอยู่บนฐานที่เป็นวัสดุก่อหรือโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก รูปแบบนี้มีจำนวน 3 หลัง
รูปแบบที่สี่ ศาลาโถง หลังคาจัตุรมุขแบบมีเครื่องยอด เป็นการออกแบบสถาปัตยกรรมชั้นสูงที่เต็มไปด้วยลวดลายและองค์ประกอบซับซ้อน รูปแบบนี้มีจำนวน 1 หลัง
รูปแบบที่ห้า อาคารที่ไม่จัดอยู่ในสถาปัตยกรรมประเภทศาลา มีอยู่ 2 หลัง คืออาคารโรงกระทิง เบอร์ลิน เยอรมนี ที่เป็นอาคารขนาดใหญ่ มีฝาผนังทุกด้าน หลังคาจั่วมีกันสาดโดยรอบ ภายในใช้เลี้ยงกระทิง
และอาคารพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่รากุนด้า สวีเดน เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก มีฝาผนังทุกด้าน หลังคาจัตุรมุขแบบมีเครื่องยอด
จากที่อธิบายมา ทั้งหมดล้วนถูกออกแบบขึ้นด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยแบบประเพณีที่เป็นงานช่างหลวงที่นิยมสร้างในกลุ่มวัฒนธรรมลุ่มน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ราวสมัยปลายอยุธยาถึงต้นรัตนโกสินทร์เท่านั้น
ในส่วนขององค์ประกอบตกแต่งหลังคาก็เช่นเดียวกัน แทบทั้งหมดคือการใช้ ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ แบบวัฒนธรรมภาคกลาง ลวดลายประดับตกแต่งหน้าบัน บัวหัวเสา คันทวย ลายฝ้าเพดาน ฯลฯ ก็ล้วนแต่เป็นลวดลายมาตรฐานแบบลวดลายอยุธยาปลายและรัตนโกสินทร์ตอนต้นแทบทั้งสิ้น
ศาลาทุกหลังไม่มีหลังใดเลยที่ปรากฏรูปแบบสถาปัตยกรรมในกลุ่มวัฒนธรรมอื่นในภูมิภาคอื่นของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มวัฒนธรรมใหญ่ เช่น ล้านนา อีสาน ภาคใต้, กลุ่มวัฒนธรรมย่อยต่างๆ ในประเทศ, รูปแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3, หรือรูปแบบงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่
ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อใดก็ตามที่ต้องการแสดงออกถึงความเป็นไทยในทางสถาปัตยกรรมให้ชาวต่างชาติได้สัมผัส ภาพตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวในทัศนะของภาครัฐตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาได้แก่ ศาลาไทยแบบประเพณีที่เป็นงานช่างหลวงในพื้นที่วัฒนธรรมแบบภาคกลาง ในช่วงราวสมัยปลายอยุธยาถึงต้นรัตนโกสินทร์ เท่านั้น
ซึ่งเป็นทัศนะที่คับแคบและควรปรับเปลี่ยนอย่างเร่งด่วน
แม้ว่าตั้งแต่ พ.ศ. 2556 เป็นต้นมา ธรรมเนียมการสร้างศาลาไทยในต่างประเทศจะหยุดชะงักลงไปโดยไร้คำอธิบายที่แน่ชัด
สถานการณ์นี้ชวนให้ตั้งคำถามถึงทิศทางในอนาคตว่า สังคมไทยควรหวนกลับมารื้อฟื้นธรรมเนียมนี้ ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะเฉพาะในการดำเนินนโยบายสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตามแนวทางนี้ (ที่ไม่พบเห็นเท่าที่ควรในประเทศอื่น) ต่อไปหรือไม่
หากคำตอบคือใช่ ประเด็นที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้านคือ การออกแบบศาลาไทยในบริบทใหม่ควรยกระดับจากการเป็นเพียงการจำลองงานสถาปัตยกรรมไทยแบบช่างหลวงในกรอบวัฒนธรรมภาคกลาง ไปสู่การเปิดพื้นที่ให้กับความหลากหลายทางวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ภูมิปัญญาในท้องถิ่นต่างๆ ตลอดจนการตีความลักษณะไทยในรูปแบบใหม่
เพราะในโลกปัจจุบันที่ความหมายของความเป็นไทยมิได้ผูกติดอยู่เพียงกับแบบแผนใดแบบแผนหนึ่งอีกต่อไป
ศาลาไทยในต่างประเทศจึงควรถูกใช้เป็นเวทีในการสื่อสารอัตลักษณ์ไทยที่มีชีวิต เคลื่อนไหว และพร้อมเปิดรับความแตกต่าง
ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่สังคมไทยจะขยับขยายกรอบนิยามความเป็นไทยให้กว้างพอจะโอบรับทั้งความงามในความหลากหลายและพลังสร้างสรรค์ของสังคมไทยร่วมสมัยอย่างแท้จริง
และหากเราสามารถทำเช่นนั้นได้ ศาลาไทยในต่างประเทศก็จะมิได้มีความหมายเพียงแค่ของขวัญและสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพระหว่างประเทศเพียงเท่านั้น
แต่จะกลายมาเป็นการก้าวกระโดดทางวัฒนธรรมครั้งใหญ่ที่เผยให้เห็นความเป็นไทยในมิติที่ลึกซึ้ง ยืดหยุ่น และมีชีวิตชีวามากกว่าที่เคยเป็นมา
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
