บทความพิเศษ | ธงชัย วินิจจะกูล
ผีในทางวิชาการและไทยศึกษา
: หลอกหลอนจากชายขอบ
“[ผีในเครื่องดูดฝุ่น]… สร้างพื้นที่ให้เสียงชายขอบได้ถูกยินยอมรับบนเวทีเดียวกับ “เสียงหลัก” ของสังคม เป็นการบอกว่าแม้สิ่งที่สังคมตีตราว่า “ไร้สาระ” ก็อาจบรรจุความจริงบางอย่าง…เปิดช่องให้ผีอื่นๆ ที่ถูกจองจำ ไม่ว่าจะเป็นอดีตที่ถูกกดทับ, เรื่องราวต้องห้าม, หรือความทรงจำที่สังคมไม่อยากเผชิญ ได้ปรากฏขึ้น”
จาก facebook.com/anantnarkkong, Aug 30, 2025; 11.05pm)
ข้างบนนี้เป็นส่วนหนึ่งของความเห็นที่คมกริบของอาจารย์อนันต์ นาคคง ต่อภาพยนตร์ไทยที่โลดแล่นในเวทีนานาชาติล่าสุด … “ผีใช้ได้ค่ะ” (The Useful Ghost) ซึ่งได้รับรางวัลจากการประกวดที่เมืองคานส์เมื่อเร็วๆ นี้
ผมขอยืมความเห็นของท่านมาเกริ่นนำข้อเขียนชิ้นนี้ ซึ่งขยายความเกี่ยวกับ “ผี” ในแง่ที่ท่านกล่าวไว้
ในทางวิชาการไทยศึกษาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษานั้น มีการศึกษาถึง ผี หรือ spirits ต่างๆ กันมากพอสมควร โดยมากอยู่ใน 2 แวดวง
แวดวงแรกคือในศาสนศึกษา (Religious studies) รวมทั้งพุทธศึกษาด้วย แวดวงนี้ศึกษา “ผี” ในฐานะความเชื่อหรือส่วนหนึ่งของศาสนาในสังคมอุษาคเนย์ (ศาสนาผี พุทธแบบชาวบ้าน หรือความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ และอื่นๆ)
มักถือกันว่าผีเป็น “ชีวิต” แบบหนึ่งที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านสถานะ จากการมีชีวิตสู่หลังความตาย แต่ยังไม่ได้เกิดใหม่
งานศพและบรรดาพิธีกรรมที่ทำกับคนตายในวัฒนธรรมสารพัดเป็นความพยายามส่งวิญญาณหรือส่งชีวิตที่ผ่านพ้นไปแล้วในโลกมนุษย์นี้ ให้เข้าสู่ภพภูมิอื่นได้ โดยเฉพาะส่งให้ไปเกิดในสวรรค์หรือภพภูมิที่มีมีความสุขกว่ามนุษยภูมิ
แต่มีผีหลายแบบเป็นชีวิตไปเกิดแล้วในภพภูมิที่คู่ขนานกับมนุษยภูมิ เช่น เกิดเป็นเปรตหรือเกิดในนรกภูมิขุมใดขุมหนึ่ง
อีกแวดวงหนึ่งซึ่งสนใจ “ผี” อย่างมากเมื่อสัก 30 สิบปีที่ผ่านมาคือในภาพยนตร์ศึกษา (Film Studies)
การศึกษา “หนังผี” ในกลุ่มเหล่านี้ได้เปิดประตูสู่ความเข้าใจ “ผี” ในสังคมไทยและอุษาคเนย์อย่างน่าตื่นเต้นไปอีกแบบ และยังพัฒนาวิธีการศึกษาได้อย่างน่าสนใจมาก ทั้งผ่านวัฒนธรรมศึกษา จิตวิทยา ประวัติศาสตร์ นิเวศวิทยา มานุษยวิทยา
แม้กระทั่งหนังผีที่เรารู้จักในสังคมไทยเป็นอย่างดีอย่างแม่นาคพระโขนงนั้น มองในแง่หนึ่งก็เป็นเรื่องผีๆ ของนางนาคที่ตายไปแล้วแต่ยังมีห่วงจึงไม่ไปเกิดใหม่
แต่ในอีกแง่หนึ่ง ภาวะก้ำๆ กึ่งๆ ตรงรอยต่อระหว่างภพภูมิ ความคลุมเครือระหว่างสองสภาวะ ไม่ปรากฏชัดไปแบบใดแบบหนึ่ง มิได้เกิดกับการมีชีวิตกับความตายในความหมายทางชีววิทยาอย่างเดียว
แต่ชวนให้เราคิดไปถึงความคลุมเครือ ก้ำกึ่งครึ่งๆ กลางๆ ระหว่างสองหรือหลายสภาวะทางสังคมก็ได้
กล่าวอีกอย่างคือ “ผี” เป็นอุปมา (metaphor) หรือเป็นสัญลักษณ์ หรือเป็นอุปมานิทรรศน์ (allegory) ที่มนุษย์แทบทุกสังคมรู้จักและใช้ต่อเนื่องกันมานาน
ผีหลอก หมายถึง อาการ “หลอกหลอน” (haunt) ที่เกิดจากภาวะไม่รู้จะเอายังไงแน่ ไม่ชัดเจนหรือสิ้นสุดไปแบบใดแบบหนึ่ง จนทำให้คนและ/หรือสังคมกระวนกระวาย กังวล ไม่แน่ใจ อาการ “ประสาท” เช่นนี้สามารถเกิดกับปัจเจกบุคคลหรือสังคมได้ทั้งนั้น
ปรากฏการณ์หรือภาวะซึ่งหลอน หมายถึงการเปลี่ยนไม่ผ่านสารพัดชนิดด้วยเหตุผลต่างๆ นานา เช่น …
การโหยหาอดีต (nostalgia) แทนที่จะให้สิ่งที่ผ่านแล้วผ่านไปเลย อดีตกลับมามีชีวิตโลดแล่นในความคิดคำนึงของเราในเวลาต่อมา เพราะความปรารถนาหรือเพราะปัญหาของปัจจุบันชวนให้ย้อนไปโหยหาครั้งที่ชีวิตเคยดีกว่าขณะนี้
ความทรงจำที่ถูกกดทับไว้ (repressed memory) หมายถึงความกลัวกับบางสิ่งบางอย่าง (เช่น สถานที่หรือวัตถุ) ที่เราคุ้นเคย แต่เพราะเรามีความทรงจำที่ยังแก้ไม่ตกเกี่ยวกับสิ่งนั้น โดยมากเป็นความทรงจำที่ไม่ดี จึงถูกเก็บงำ กดทับเอาไว้ วัตถุหรือสถานที่เหล่านั้นจึงสามารถหลอนเราได้ในเวลาต่อมา
“หนังผี” ที่จัดว่าคลาสสิคจำนวนมากของฝรั่งเล่นกับประเด็นความทรงจำที่ถูกกดทับไว้นี้
ปรากฏการณ์ซึ่งเกิดขึ้นและเป็นที่รู้จักกันดีในทางสังคมศาสตร์ว่าเป็นการหลอนชนิดหนึ่ง แต่ในสังคมไทยอาจจะไม่ถือเช่นนั้นก็ได้ ก็คือ ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจที่คุกคามทำให้ปัจจุบันตกอยู่ในความไม่มั่นคง ทำให้อนาคตไม่แน่นอน ความไม่มั่นคงไม่แน่นอนทางสังคมก่อให้เกิดอาการหลอนแบบหนึ่ง
เช่น ภาวะสมัยใหม่ แม้จะมีสิ่งน่าปรารถนาใหม่ๆ มากมาย แต่ก็ได้ทำลายสิ่งที่เรายังคงพึงพอใจหรือยังปรารถนาอยู่ให้สิ้นไปด้วยเช่นกัน (ใครสนใจประเด็นนี้กรุณาอ่าน Andrew A Johnson, “Progress and Its Ruins: Ghosts, …the Uncanny in Thailand” -2013 และ Pattana Kitiarsa, “The Horror of the Modern : Violation, Violence … in Contemporary Thai Ghost Films” -2011)
ผีแม่หม้าย เกิดจากชีวิตชนบทซึ่งถูกเปลี่ยนฉับพลันสู่อุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากการเปลี่ยนแปลงนั้นมิได้เกิดจากการเลือกของเขาเอง แต่ถูกกำหนดหรือถูกบังคับให้ผันแปร จนกลายเป็นผู้อพยพจากชนบทสู่เมือง เป็นที่มาของการหลอนเช่นกัน ผีทำนองนี้มีในทุกสังคมในอุษาคเนย์ (ใครสนใจประเด็นนี้กรุณาหาหนังสือ Bewitching Women, Pious Men, Aihwa Ong and Michael G. Peletz eds. -1987 มีบทความเกี่ยวกับไทยโดย Mary Beth Mills, “Attack of the Widow Ghosts” รวมอยู่ในนั้น) แถมคล้ายกับปีศาจบางตัวในลาตินอเมริกาอีกด้วย
โลกาภิวัตน์ที่ทำให้ชีวิตปกติและอนาคตไม่สามารถกำหนดได้โดยสังคมนั้นๆ เอง กลับต้องขึ้นอยู่กับความเป็นไปของสังคมโลก ความกังวลมักเกิดในรูปของความเชื่อว่าอัตลักษณ์ของสังคมหนึ่งๆ (เช่น ความเป็นไทย) กำลังถูกทำลายโดยโลกาภิวัตน์ เช่นนี้ก็ทำให้เกิดอาการ “หลอน” ได้เช่นกัน ภาพยนตร์ “แม่นาค” ที่ผลิตในช่วงหลังสะท้อนข้อนี้
(ดู May Adadol Ingawanij, “Nang Nak : Thai bourgeois heritage cinema Globalization”-2007)
ในประวัติศาสตร์ไทย การเปลี่ยนสู่รัฐสมัยใหม่ที่เข้าไปจัดการเปลี่ยนชีวิตของผู้คนจนเดือดร้อน เป็นที่มาของการต่อต้านที่รัฐที่กระจายหลายแห่งในอีสานในปี 2445 รัฐสยามเห็นว่าคนเหล่านี้เป็น “ผีบุญ”
จะว่าไปแล้วยุคสมัยใหม่ของสังคมไทยทั้งหมดเป็นภาวะสมัยใหม่ที่เปลี่ยนผ่านอย่างครึ่งๆ กลางๆ อยู่ในภาวะค้างคาระหว่างสิ่งเก่ากับสิ่งใหม่แทบทุกด้าน แต่แทนที่เราจะเรียกว่า “เปลี่ยนไม่ผ่าน” เราควรตระหนักเถิดว่า ภาวะผสมผสานระหว่างเก่ากับใหม่อยู่ด้วยกันเช่นนี้เป็นการเปลี่ยนผ่านสู่คุณลักษณะ “ความเป็นสมัยใหม่” แบบของไทยเรียบร้อยแล้ว
ดังนั้น การศึกษาหนังผีของไทยจึงเฟื่องฟูเพราะมีหนังหลายเรื่องที่จับเอาแง่มุมนี้เป็นวัตถุดิบ
อย่างไรก็ตาม ความเป็นสมัยใหม่แบบครึ่งๆ กลางๆ ทำนองนี้ ไม่ใช่เอกลักษณ์ของชาติไทย เพราะสามารถพบได้ในสังคมที่เคยเป็นอาณานิคมจำนวนมาก ความเปลี่ยนแปลงแบบนี้จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญของการศึกษาสังคมศาสตร์ของสังคมนอกตะวันตกทั้งเอเชีย แอฟริกา และที่อื่นๆ
นอกจากนี้ อย่าลืมว่าแม้แต่สังคมตะวันตกเองก็นิยมหนัง “ซอมบี้” ซึ่งในระยะแรกๆ (กลางศตวรรษที่ 20) สะท้อนสังคมล้าหลังที่อาจคุกคามโลกตะวันตก แต่ในเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบัน ซอมบี้ (หรือผีดิบฝรั่ง) สะท้อนภาวะครึ่งๆ กลางๆ กึ่งมีชีวิตกึ่งตายอันเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมตะวันตกเอง (อ่านได้จาก ชนกพร ชูติกมลธรรม, ประวัติศาสตร์ซอมบี้)
การหลอนอีกประเภทหนึ่งเกิดจาก “บาดแผล” จากอดีตที่ยังไม่จบลงอย่างชัดเจน เช่น ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าเกิดเพราะอะไร ดีหรือเสีย และจะนำไปสู่อะไร หรือไม่มีการชำระสะสางให้เกิดความยุติธรรม เป็นต้น
อดีตประเภทนั้นจะก่อความกังวล กระวนกระวาย เรียกได้ว่าสังคมและบุคคลถูก “หลอน” จากอดีตดังกล่าว (ผมจะอธิบายหัวข้อนี้เป็นอีกบทความหนึ่งเร็วๆ นี้)
นอกจากภาวะครึ่งๆ กลางๆ สารพัดที่สามารถหลอกหลอนสังคมได้ ยังมี “ผี” อีกประเภทหนึ่งซึ่งต่างออกไปจากที่กล่าวมาทั้งหมดแต่ต้น หมายถึง ความคิดใหม่ พลังใหม่ ความเป็นไปได้ในอนาคตซึ่งเสนอตัวเป็นทางเลือกให้กับปัจจุบัน ผีของอนาคตทำนองนี้ท้าทายสิ่งที่ดูปกติในปัจจุบัน ท้าทายการยึดติดของคนปัจจุบัน หลอกหลอนคนที่กลัวต่อความเปลี่ยนแปลง
รัฐและคนที่กลัวผีประเภทนี้ ย่อมเห็นความคิดแปลกใหม่ว่าเป็นผีอันตราย เป็นพวกก่อความวุ่นวาย เป็นภัยต่อสถาบันหลักต่างๆ ของสังคมปัจจุบัน คอมมิวนิสม์เคยเป็นผีประเภทนี้ ทักษิณ ชินวัตร ก็เคยเป็น พรรคส้มเคยเป็นและยังเป็นอยู่
ชนกลุ่มน้อยหรือคนชายขอบสารพัดประเภทก็มักถูกปฏิบัติราวกับเป็นผี ไม่ใช่เพราะความคิดแปลกใหม่หรือเป็นเสียงของอนาคต แต่เพราะเป็นคู่ขนานของชนกลุ่มหลัก ไม่ว่าจะเป็นชาติพันธุ์ ศาสนา หรืออื่นๆ อย่างเช่นสามจังหวัดภาคใต้ LGBTQ+ ก็เคยเป็นผีมาก่อนในยุคหนึ่ง (และอาจยังคงเป็นสำหรับบางคนบางสังคม) เป็นต้น แม้กระทั่งฝรั่ง ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นชายขอบมาก่อน จนถูกเรียกว่าเป็น “ผีผมแดง”
“แม่นาค” ได้รับการตีความว่าเป็นผีในหลายๆ ลักษณะแทบทุกแบบที่กล่าวมาข้างต้น นั่นคือ เป็นผีของภาวะปกติสงบสุขกับสงคราม ของอดีตกับปัจจุบัน ของยุคสมัยเก่ากับยุคสมัยใหม่ ของผู้ชายกับผู้หญิง เป็นต้น อาจจะด้วยเหตุนี้กระมัง “แม่นาค” จึงเป็นหนังคลาสสิกข้ามยุคสมัย
ภาพยนตร์ของอภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุล หลายเรื่องก็มักจะเกี่ยวกับผีหรือเรียกว่าเป็นหนังผีก็ได้ แม้จะไม่ใช่หนังผีแบบที่เราคุ้นเคย ไม่น่ากลัว แต่เป็นหนังผีที่ชวนให้ฉงน ชวนคิด
คิดได้ทั้งในแง่เป็น “ผี” ที่เป็นส่วนหนึ่งของสรรพชีวิตดำรงอยู่ร่วมโลกกับมนุษย์ (โปรดดูบทความที่แล้วของผม “ผีในวัฒนธรรมไทยถึง…Bruno Latour) และในแง่ที่ “ผี” เป็นคุณลักษณะปกติของความเป็นสมัยใหม่แบบหลังอาณานิคมอย่างสังคมไทย (โปรดดูบทความก่อนหน้านั้น “ผีกับยุคสมัยใหม่”) และในแง่ที่หมายถึงสภาวะกึ่งๆ กลางๆ เนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลง (ดังที่กล่าวมาในบทความนี้)
กล่าวได้ว่า อภิชาตพงศ์ได้สร้างพื้นที่ให้กับ “ผี” ที่สังคมมักมองข้าม ถูกละเลย ในทำนองเดียวกับที่อนันต์ นาคคง กล่าวถึง “ผีใช้ได้ค่ะ” นักสร้างภาพยนตร์ใหม่ๆ เหล่านี้พยายามเชิญชวนให้เราท่านรับรู้และฟังผีเหล่านี้ให้มากขึ้น
“ผี” ที่อภิชาตพงศ์พยายามชี้ชวนให้เราเห็นและได้ยิน จึงไม่ใช่เป็นเพียง “อาการป่วยผิดปกติของเมืองร้อน” (Tropical Maladies ชื่อภาพยนตร์ของเขาเรื่องหนึ่ง) ยังเป็นอาจเป็นอนาคตของสังคมที่ไม่เคยผ่านยุคเรืองปัญญาอีกด้วย
