ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์
ผ่านไป 2 เพลง แต่ละเพลงล้วนแต่ดนตรีหนักหน่วง
ไม่ว่าจะเป็น “เชิดสิงโต” ของ “บิ๊กแอส”
และ “แสงสวรรค์” ของ “บอดี้สแลม”
ผมนึกว่าเพลงที่ 3 ของ “กอล์ฟ” จะเบาลง
เปล่าเลยครับ หนักกว่าเดิม
เขาเลือกเพลง “ในความเป็นคน” ของ “อีโบลา”
“กอล์ฟ” บอกว่าหลังจากที่ปิดค่ายเพลงไป เขารู้สึกแย่มาก
และมาเจอข้อมูลใหม่ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นมีบางคนแกล้งเขา
หรือมีเรื่องทุจริตในบริษัท
ตอนนั้น “กอล์ฟ” โกรธมาก
ทำไมคนเลวๆ พวกนี้จึงทำกับเขาได้ขนาดนี้
จนวันหนึ่ง เขาไปเรียนคอร์สเกี่ยวกับธุรกิจ
เจอกับอาจารย์ “ใบพัด”
ระหว่างที่นั่งกินข้าวกัน เขาก็เล่าเรื่องนี้ขึ้นมา
เหมือนระบายความรู้สึกแบบผู้ถูกกระทำ
“ผมควรทำอย่างไรดีครับ” เขาถาม
“ใบพัด” ไม่ตอบแต่ถามกลับ
“คุณดีกว่าเขาหรือเปล่าล่ะ”
และ “คุณเคยทำแบบนี้หรือเปล่า”
เป็นคำถามที่ทำให้ “กอล์ฟ” กลับมาครุ่นคิดอย่างจริงจัง
แล้วเขาก็ตอบตัวเองได้ว่าบางสิ่งบางอย่าง เช่น การเล่นเกมกับคนอื่น เขาก็เคยทำ
ตัวเขาก็มีทั้ง “ดี” และ “เลว” ปะปนกัน
“เราไม่ได้ดีกว่าคนอื่นนักหรอก”
และอีกประโยคหนึ่งที่เตือนสติ “กอล์ฟ”
อาจารย์ใบพัดบอกว่าถ้าคุณไม่ชอบกติกาของเกมนี้ ก็ให้ออกจากเกม
เป็นเหตุผลที่ “กอล์ฟ” เปลี่ยนมาเล่นเกมที่ตัวเองถนัดที่สุด
นั่นคือ การทำเพลง
ไม่ใช่การทำค่ายเพลง
“กอล์ฟ” นึกถึงเพลง “ในความเป็นคน”
“ไม่มีใครดีไปหมดทุกอย่าง
ไม่มีใครเลวไปหมดทุกอย่าง
อย่าเพิ่งเชื่อใจ
อย่าเพิ่งมั่นใจ
คนดีก็เคยทำผิดเหมือนกัน
คนเลวต้องมีที่ดีสักวัน
อย่าเพิ่งแน่ใจ
อย่าเพิ่งปักใจ
ดีเลวอย่าเพิ่งไว้ใจ…”
เพลงที่ 4 คราวนี้ “กอล์ฟ” ยอมปรับโหมดเข้าสู่เพลงเบาๆ บ้าง
“ขอบฟ้าไม่มีจริง” ของ “แอม-เสาวลักษณ์”
ตอนที่ฟังเพลงนี้ครั้งแรก “กอล์ฟ” ฟังเป็นเพลงรักของ “หนุ่ม-สาว”
ลองดูเนื้อเพลงสิครับ
“…ขอบฟ้าไม่มีจริง ไม่เห็นมีตัวตน
ไม่อาจจะหาเหตุผล ยิ่งคว้า ยิ่งเหนื่อย ยิ่งท้อใจ
ที่อยากที่สุดตอนนี้ ต้องการแค่เพียงกิ่งไม้
เพื่อจะเกาะให้อบอุ่นใจเท่านั้นเอง
หวังว่าเธอจะเป็นกิ่งไม้ ได้ไหมเธอ…”
เหมือนคนที่หวังอะไรมากมายกับ “ความรัก”
อยากได้โน่น อยากได้นี่
สุดท้ายก็เรียนรู้ว่าสิ่งที่ต้องการ คือ แค่ “กิ่งไม้” ไว้พักพิงเท่านั้นเอง
ในวันก่อน “กอล์ฟ” รู้สึกกับเพลงแบบนี้
แต่เมื่อ “บ่มชีวิต” มาเรื่อยๆ เจอกับวิกฤตตอนยุบค่ายเพลง ปลดคนออก
เขารู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวมาก
คนที่เคยคุยกัน มาเยี่ยมเยียน ก็หายไปตาม “หมวก” แห่งอำนาจที่ปลิวหายไป
แต่มีอยู่ 2 คนที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
นั่นคือ ภรรยาและลูก
ไม่ว่าใครจะมองว่าเขาล้มเหลว แต่สำหรับลูกแล้ว “กอล์ฟ” คือ “ฮีโร่”
“ปะป๋าเก่งจัง”
นี่คือ “ความสุข” ที่แท้จริงในชีวิตของ “กอล์ฟ”
เขาบอกว่าพื้นที่ที่มีความสุขที่สุด ไม่ใช่ออฟฟิศใหญ่ๆ บ้านใหญ่ๆ
แต่เป็นพื้นที่เล็กๆ อย่าง “เตียงนอน” ในห้องนอน
เขา ภรรยา และลูกนอนเตียงเดียวกัน
“กอล์ฟ” จะชอบประแป้งก่อนนอน
ถ้าใครติดตามโซเชียลมีเดียของ “กอล์ฟ” จะเห็นภาพเขาประแป้งหน้าขาวเป็นประจำ
เหตุผลที่เขาทำเช่นนั้น เพราะลูกชอบ “กลิ่นแป้ง”
ถ้าเขาประแป้งเมื่อไร ลูกจะวนมาหอมแก้มเขาอยู่เรื่อยๆ
นั่นคือ ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดของ “กอล์ฟ”
เมื่อเขาฟังเพลง “ขอบฟ้าไม่มีจริง” อีกครั้ง
ความหมายของเพลงนี้เปลี่ยนไป
“ขอบฟ้า” คือ ความสำเร็จที่เขาพยายามวิ่งและไขว่คว้า
แต่สุดท้ายแล้ว เขาต้องการแค่ “กิ่งไม้” ไว้เกาะให้อบอุ่นใจ…เท่านั้นเอง
และ “กิ่งไม้” ในชีวิตของเขา ก็คือ ภรรยาและลูก
ผมนึกถึงหนังของ “หว่องกาไว” ที่เปรียบเปรยเรื่อง “นกไร้ขา”
คนที่ทะเยอทะยาน ไม่มีที่สิ้นสุดก็เหมือนกับ “นก” ที่ “ไร้ขา”
บินไปเรื่อยๆ ไม่มีหยุดพัก
เหมือนนกที่ไม่มี “ขา” ที่จะหยุดบิน หากิ่งไม้เกาะเพื่อพักเหนื่อย
“กอล์ฟ” โชคดีที่เป็นนกที่มีขา
และมี “กิ่งไม้” ให้พักพิง
มาถึงเพลงสุดท้าย
“กอล์ฟ” เลือกเพลง “นักเดินทาง” ของวงกัมปะนี
เป็นการสรุปชีวิตที่ถูกบ่มมาตลอดระยะเวลา 40 กว่าปี
“จากเวลาที่ยาวนาน กับวันวานที่เลยไป
จะมีภาพที่ใจยังจดยังจำไว้ทุกคืนวัน
ผ่านไปเร็วดูราวเหมือนฝัน ภาพความหลังครั้งนั้นไม่เคยเก่า
ย้ำและเตือนในหัวใจเราตลอดเวลา”
“กอล์ฟ” บอกว่าฟังเพลงนี้ครั้งแรกเหมือนฟังเพลง “เที่ยวละไม” ของ “เฉลียง”
คือ เป็นเพลงเที่ยวสนุกๆ
แต่พอมาถึงวันนี้ เพลงนี้คือการบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตของเรา
เหมือนกับ “การเดินทาง”
มีทั้งดีและไม่ดี
แต่ทั้งหมดล้วนเป็น “บทเรียน” ที่ล้ำค่าของชีวิต
“ล่วงเลยผ่านไปถูกกลืนกับกาลเวลา
ไม่พบอะไรยั่งยืน ดุจกระแสน้ำที่ไม่คืนกลับมา
หันมองกลับไปก็มีแต่ความทรงจำ
ชีวิตที่เคยผ่านมา เปี่ยมด้วยรอยยิ้มและน้ำตาเก็บไว้
ตลอดเวลา ตลอดเวลา…”
“กอล์ฟ” เป็นนักแต่งเพลงเขาละเมียดมากกับทุกถ้อยคำในเนื้อเพลง
ตีความหมายอย่างละเอียด
เขาบอกว่าเพลงนี้ตอนจบจะเป็นการลีดกีตาร์ยาวๆ แบบไม่มีเนื้อเพลงซึ่งไม่ค่อยเห็นในเพลงทั่วไป
ส่วนของดนตรีจะเปลี่ยนเป็น 3 ช่วงไม่เหมือนกัน
เหมือนชีวิตที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ
ผมไม่เคยสังเกตเลย แต่พอฟังเพลงนี้จบ
จริงอย่างที่ “กอล์ฟ” บอก ส่วนของดนตรีช่วงนี้เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จริงด้วย
แต่ในมุมของผมกลับตีความอีกแบบหนึ่ง
การจบด้วยเสียงดนตรี ไม่มี “เนื้อเพลง”
เหมือนกับบอกทุกคนว่าการเดินทางของชีวิตนั้นยังไม่จบ
ท่วงทำนองของเพลง ยังรอทุกคนแต่ง “เนื้อร้อง” ของตัวเองอยู่
…จงเดินทางต่อไป
