บทความพิเศษ | ธงชัย วินิจจะกูล
หลอนวิทยา (Hauntology)
และ ‘ถ้า’ ในทางประวัติศาสตร์
ว่ากันว่า หลอนวิทยา (Hauntology มาจาก haunting + ontology) เริ่มต้นจาก ฌาคส์ เดอริดา (Jaques Derrida) นักคิดคนสำคัญของสกุล “รื้อสร้าง” (Deconstruction) ในการบรรยายของเขาเมื่อปี 1993 (และต่อมาพิมพ์เป็นหนังสือ Specters of Marx)
เดอริดาเสนอว่า แนวความคิดสมัยใหม่และโลกยุคปัจจุบันโดยเฉพาะหลังสงครามเย็น มีร่องรอยของมาร์กซ์อยู่ด้วย ไม่ว่าจะในแง่มรดกทางความคิดหรือผลสืบทอดจากการต่อสู้กับมาร์กซิสม์และคอมมิวนิสม์ในเกือบสองศตวรรษที่ผ่านมา แต่ทว่า ณ วันนี้ปรากฏการณ์ทางสังคมและแนวคิดเหล่านั้น กลับมิได้แสดงร่องรอยของมาร์กซ์อีกต่อไป ทั้งๆ ที่มีส่วนอย่างมากในการประกอบสร้างความคิดและปรากฏการณ์ทางสังคมเหล่านั้นขึ้นมา
ความเป็นจริงสารพัดในปัจจุบันจึงเสมือนมีผีหรือปีศาจของมาร์กซ์เฝ้าเวียนหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา
หลอนวิทยา ซึ่งเป็นแนวคิดทางวิชาการที่กล่าวขวัญถึงกันมากในขณะนี้ จึงเป็นผลผลิตโดยตรงของปีศาจ (specters) หรือผีของมาร์กซ์ และพยายามชี้ชวนให้รับรู้การดำรงอยู่ของ “ผี” ที่อยู่คู่กับความเป็นจริงและความรู้ทั้งหลาย
ในเวลาใกล้เคียงกัน หนังสือ Ghostly Matters (1996) ของ Avery Gordon ก็เสนอคล้ายกันว่า สิ่งที่เชื่อกันว่าเป็นความจริงเชิงประจักษ์พิสูจน์และรับรู้ได้ด้วยทางวิทยาศาสตร์นั้นล้วนแล้วแต่มีร่องรอยของสิ่งที่ถูกลบเลือนหรือล้มเหลวซึ่งมีส่วนสำคัญให้นำไปสู่ผลสำเร็จหรือปรากฏเป็นความเป็นจริงที่เรารับรู้กันต่อมา



หลอนวิทยาท้าทายความเชื่อที่ว่า “ความจริง” หมายถึงเฉพาะที่เป็นเชิงประจักษ์ รับรู้ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ เพราะหากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าแทบทุกสิ่งที่ปรากฏเป็น “ความจริง” อย่างที่เรารับรู้ได้นั้น ล้วนมีร่องรอยว่าถูกประกอบสร้างขึ้นมาจากอีกหลายปัจจัยซึ่งเรามองไม่เห็นหรือถูกลบจากความรับรู้ของเราไปแล้ว
สรรพสิ่งที่เราเชื่อว่าดำรงอยู่อย่างเป็นภววิสัย (objective) ประกอบด้วยมิติมากกว่าที่เรารับรู้ได้ เพราะมีสิ่งที่เราลืมไปแล้วหรือไม่รับรู้แล้วเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการดำรงอยู่ของมันเสมอ
คงต้องขออนุญาตอธิบายตามความเข้าใจ (ตื้นๆ) ของผมดังนี้
เราคงรู้ว่าผลผลิตจำนวนมากที่เป็นผลของเทคโนโลยีนั้น กว่าจะได้เทคโนโลยีหนึ่งๆ ขึ้นมา มักผ่านความล้มเหลวล้มลุกคลุกคลานมามากมาย ความล้มเหลวเหล่านั้นมีคุณูปการช่วยให้เราเห็นหนทางที่พึงกระทำได้ในที่สุด แต่ความล้มเหลวมักไม่ปรากฏร่องรอยให้เรารับรู้ต่อมา ทั้งๆ ที่เป็นปัจจัยสำคัญของการเกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ นั้นขึ้นมา
ปรากฏการณ์ทางสังคมก็เช่นกัน ผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ ทางเลือกและทางไม่เลือก ความผิดพลาดบกพร่องและสำเร็จ ฯลฯ กว่าจะมาเป็นผลผลิตทางสังคม การเมือง การบริหารจัดการ หรือสถาบันทางสังคมหนึ่งๆ นั้นล้วนเต็มไปด้วยคุณูปการของทางที่ไม่ถูกเลือก หรือของทางที่เลือกแล้วแต่ผิดพลาดมามากมาย

หากเราดูให้ดี ปีศาจหรือผีของสิ่งที่ถูกลืมหรือมองข้ามไปแล้วเหล่านั้นยังปรากฏร่องรอยอยู่
“ผี” แบบต่างๆ ตามที่ผมเสนอในบทความก่อนหน้านี้ ล้วนมีส่วนประกอบสร้างความเป็นจริงแต่เรามองไม่เห็นแล้วทั้งนั้น
หมายความว่า ความเชื่อเหนือธรรมชาติ เชื่อในเรื่องภพภูมิอื่นของผีและชีวิตของสรรพสิ่ง พฤติกรรมและวิถีปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ เอาเข้าจริงเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความเป็นจริงทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมนอกตะวันตก แต่ในคำอธิบายทางสังคมศาสตร์กลับมักไม่นับรวมสิ่งเหล่านี้
หมายความว่า ผีจากชายขอบ ไม่ว่าจะเป็นอดีตที่ถูกกดทับไว้ ความทรงจำที่น่ากลัว ความวิตกกังวลถึงความไม่แน่นอนของอนาคตอันเนื่องมาจากโลกที่ผันผวนจนชีวิตถูกเหวี่ยงไปมาในสภาพแวดล้อมที่เราไม่คุ้นเคยอีกต่อไป เช่น การเปลี่ยนเป็นสังคมเมืองอย่างรวดเร็ว หรือการเปลี่ยนผ่านสู่สมัยใหม่ที่กวาดเอาอดีตออกไปเพื่อความศิวิไลซ์เจริญก้าวหน้า แถมการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างอยู่นอกเหนือการควบคุมของเราอีกด้วย “ผี” เหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ก่อให้เกิดความเป็นจริงของโลกปัจจุบันทั้งนั้น
หมายความว่า อดีตที่ยังค้างคา ไม่ได้รับความยุติธรรม เป็นปีศาจหรือผีที่เฝ้าหลอนปัจจุบัน ก็เป็นส่วนหนึ่งของทุกอณูของปัจจุบันและมีส่วนสร้างความเป็นจริงในปัจจุบันด้วย
ใน 30 กว่าปีที่ผ่านมา หลอนวิทยามีอิทธิพลอย่างมาก เป็นแนวความคิดและแนวทางการศึกษาสังคมและมนุษย์ในแบบใหม่ๆ สำหรับวิชาการด้านปรัชญา ศิลปะ ทั้งทัศนศิลป์ ดนตรี วรรณกรรม ภาพยนตร์ วรรณกรรมวิจารณ์ ฯลฯ ในทางสังคมศาสตร์ มีอิทธิพลต่อมานุษยวิทยา การเมือง ฯลฯ ทั้งมีส่วนให้เกิดผลงานวรรณกรรมใหม่ๆ จำนวนมากที่อาศัยแนวคิดดังกล่าวนี้
แม้กระทั่งในไทยศึกษา หลอนวิทยาก็ปรากฏตัวบ่อยขึ้นในการศึกษาวรรณกรรมและศิลปะ เช่น งานวิจัยล่าสุดของอาจารย์ชุติมา ประกาศวุฒิสาร ที่เห็นว่าภาพยนตร์เรื่อง “ดาวคะนอง” เป็นการมอง 6 ตุลาจากสายตาของผีซึ่งอยู่คนละรุ่น (generation) กัน
งานของผมเองที่พูดถึง 6 ตุลาที่หลอกหลอนปัจจุบัน (ดู ห้วงแห่งความเงียบงัน โดยเฉพาะ “บทส่งท้าย”) ผมก็เรียนรู้ความคิดเช่นนี้จากหลอนวิทยา (ตามที่ผมเข้าใจ) ผมจึงอ่าน “ดาวคะนอง” ว่าแสดงถึงการหลอกหลอนของ 6 ตุลาในชีวิตปกติทุกวี่วันของสังคมไทยต่อมาจนทุกวันนี้
มองเลยออกไปจาก 6 ตุลา งานล่าสุดของ Alan Klima นักมานุษยวิทยาที่ศึกษาสังคมไทย คือหนังสือ Ethnography #9 (2019) ก็เป็นงานชาติพันธุ์วรรณาทดลอง วิจารณ์สังคมไทยภายใต้ระบบทุนนิยมนับจากกลางและปลายศตวรรษที่ 20 เพื่อชี้ว่าสิ่งที่เราชื่อว่า “จริง” รวมทั้งความจริงทางเศรษฐกิจนั้น อันที่จริงอาจจะมีผีหลอนอยู่ตลอดเวลา แต่เรามองไม่เห็นแค่นั้นเอง ดังนั้น “ความจริง” จึงควรนับรวมความเป็นไปได้หรือทางเลือกที่ไม่ถูกเลือกด้วย
สําหรับการศึกษาประวัติศาสตร์ กอร์ดอนกล่าวหลายครั้งว่า ความจริงทางประวัติศาสตร์หนึ่งๆ บ่อยครั้งเป็นผลของการเลือกทางหนึ่งและไม่เลือกทางอื่น (โดยผู้กระทำการ agency ซึ่งอาจเป็นบุคคล กลุ่มคน สถาบัน พรรค ชนชั้น ฯลฯ) ทั้งๆ ที่ทางเลือกเหล่านั้นมีโอกาสเป็นไปได้ทั้งนั้นในอดีต และล้วนเป็นเงื่อนไขของกันและกัน
การเลือกทางหนึ่งซึ่งมีผลให้ประวัติศาสตร์ดำเนินต่อมาเป็นความจริงทางประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนไม่ได้แล้วก็จริง แต่ความเป็นจริงนั้นไม่ได้อยู่โดดๆ หากดำรงอยู่ในบริบทเงื่อนไขจำนวนมากซึ่งรวมทั้งทางเลือกอื่นที่ไม่ได้เลือกด้วย
กอร์ดอนเห็นว่าถ้าหากเราสามารถจะเข้าใจทางเลือกอื่นเราก็อาจจะเข้าใจได้ว่าประวัติศาสตร์มีทางเลือกอยู่ และอาจเป็นไปได้สำหรับการสร้างอนาคตที่ต่างออกไป
เฉพาะในแง่นี้จะคล้ายมากกับประวัติศาสตร์ “ถ้า” (IF history) ซึ่งนักประวัติศาสตร์มักถือว่าเป็นคำถามไร้สาระ ไม่ควรต้องคิด เพราะมันไม่เคยเกิดขึ้น แต่สำหรับกอร์ดอนและแนวคิดแบบหลอนวิทยากลับเห็นว่า การเข้าใจถึงความเป็นไปได้ของทางเลือกอื่น มิใช่อย่างเดียวกันกับประวัติศาสตร์ “ถ้า” อย่างมากก็แค่มีส่วนพ้องกันนิดหน่อย
หากเปรียบเทียบก็อาจคล้ายกับโค้ชทีมฟุตบอลทบทวนเกมที่ผ่านไปแล้วเห็นว่าถ้าหากเขาเปลี่ยนตัวผู้เล่นคนหนึ่งก็อาจส่งผลให้การเล่นของทีมเปลี่ยนไป การขาดผู้เล่นคนนั้นจึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งของผลซึ่งเกิดขั้นไปแล้ว การทบทวนนี้ไม่เปลี่ยนผลของเกมที่เสร็จสิ้นไปแล้ว แต่อาจมีผลต่ออนาคตก็ได้
หลอนวิทยาในทางประวัติศาสตร์ จึงหวนไปตระหนักรับรู้สิ่งที่ไม่เกิดขึ้นซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ แต่เพราะไม่เกิดจึงมีส่วนทำให้ความเป็นจริงในปัจจุบันเป็นไปแบบหนึ่ง ดังตัวอย่างที่เสนอไว้ในบทความก่อนว่า ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของไทยอาจจะมีโฉมหน้าต่างจากที่เป็นอยู่ในขณะนี้ลิบลับ “ถ้า” ไม่แคร์หน้าอินทร์หน้าพรหมในกรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8 และไม่ลงโทษประหารผู้รับเคราะห์ 3 รายในกรณีนั้น
จะเห็นได้ว่า หลอนวิทยาไม่สนใจจะเปลี่ยนข้อเท็จจริงในอดีต (เช่น ถ้าไม่เคยเกิดพระนเรศวรหรือพ่อขุนรามคำแหงประวัติศาสตร์ไทยจะเปลี่ยนไปเป็นอย่างไร) แต่สนใจบางช่วงขณะของประวัติศาสตร์ที่มีร่องรอยความเป็นไปได้ต่างไปจากที่เกิดขึ้นจริง ทางที่ไม่ได้เลือกจึงยังอาจจะเป็นทางเลือกสำหรับอนาคต จึงควรมองให้เห็น “ผี” จากอดีตที่หลอนและส่งเสียงดังลั่นอยู่ในความเงียบด้วย เพราะผีเหล่านั้นอาจจะเป็นอนาคตก็เป็นได้
ความพยายามมองให้เห็น “ผี” จากอดีตที่ยังหลอนอยู่ จึงเป็นคนละเรื่องกับประวัติศาสตร์ “ถ้า” เพราะเป็นการขยายขอบเขตของ “ความจริงทางประวัติศาสตร์” ที่เราพึงสนใจ เพราะเรามักอธิบายประวัติศาสตร์โดยมองเฉพาะผลลัพธ์ที่ปรากฏขึ้นไปแล้ว ลืมไปว่าทางที่ไม่ได้เลือกหรือสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นก็เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นจริงด้วย เป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ด้วยกันทั้งนั้น
หวังว่าคงพอเข้าใจชัดขึ้นว่าทำไมสิ่งที่ถูกลบเลือนจนมองข้าม จึงยังเป็นผีที่อยู่ควบคู่กับความเป็นจริงของสังคมไทยตลอดเวลา แต่เรามองไม่ค่อยเห็นแค่นั้นเอง
ถ้าเข้าใจหลอนวิทยา ก็หวังว่าจะช่วยให้คิดกับภาพยนตร์ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้สนุกขึ้นหน่อย เพราะผีมีบทบาทมากในภาพยนตร์หลายเรื่องของเขา
และหวังว่าดู “ผีใช้ได้ค่ะ” แล้วจะเงี่ยหูฟังเสียงของผีทั้งที่ใช้ได้และใช้ไม่ได้มากขึ้นตามที่คุณรัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เชิญชวนไว้
[บทความนี้เป็นบทสุดท้ายของชุด “ผี” ซึ่งปรับปรุงจากการนำเสนอในการประชุมทางวิชาการเรื่อง “ผี (Ghost)” วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2568]
