เทียบสเป๊ก ‘อีซูซุ’ รุ่นเดิม VS ปรับโฉม ‘D-MAX’ และ ‘MU-X’ ออปชั่นจัดเต็ม
ยานยนต์ สุดสัปดาห์ | สันติ จิรพรพนิต
แม้ยังอยู่ในบรรยากาศแห่งความสูญเสีย กับการเสด็จสู่สวรรคาลัยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
แต่วิถีทุกอย่างยังดำเนินต่อไปด้วยความเหมาะสม
จากประกาศของรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กิจกรรมต่างๆ การท่องเที่ยวในช่วงลอยกระทง หรือเคาต์ดาวน์ปีใหม่ ยังสามารถทำได้ เพียงแต่ตัดทอนบางส่วนออกไป หรือลดโทนลงบ้าง
เช่นเดียวกับแวดวงยานยนต์ ยังมีความเคลื่อนไหว เปิดตัวรถใหม่ ทั้งโมเดลเชนจ์ และไมเนอร์เชนจ์
โดยหนึ่งแบรนด์ที่แนะนำรถใหม่แบบไมเนอร์เชนจ์ ที่มากันทั้งค่ายคือ “อีซูซุ” เจ้าพ่อตลาดปิกอัพเมืองไทย
ถือเป็นการปรับโฉมครั้งใหญ่ในรอบหลายปี อัพเกรดครบทุกไลน์อัพ ทั้ง D-MAX, X-SERIES และ MU-X
ไปเจาะรายละเอียดรถแต่ละรุ่นกันว่ามีอะไรที่เปลี่ยนไป และน่าสนใจบ้าง

มาในคอนเซ็ปต์ “THE ONE & ONLY – หนึ่งเดียว…เท่านั้น”
รูปร่างหน้าตาโดยรวมอาจเปลี่ยนไม่มากนัก แต่ที่จัดหนักไม่พ้นออปชั่น และตัวช่วยต่างๆ
เริ่มจากรถครอบครัวอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง MU-X “THE NEXT PEAK”
พยายามแก้ปัญหาเรื่องความนุ่มนวลด้วยการปรับช่วงล่างใหม่ ด้านหน้าแบบอิสระปีกนก 2 ชั้น พร้อมโช้กอัพแก๊ส Stiff Flex
ช่วงล่างหลังแบบ 5-Link Suspension พร้อมโช้กอัพแก๊ส Stiff Flex
จุดเด่นลดการสั่นสะเทือนและการโคลงของรถขณะขับขี่
ความนุ่มนวลเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเพิ่มความมั่นใจยามเข้าโค้ง
ขุมพลังยังเป็น 2 บล็อกเดิม
2.2 Ddi MAXFORCE และ
3.0 Ddi MAXFORCE
ที่น่าสนใจคือเพิ่มออปชั่นและความสะดวกสบาย เข้ามาเพียบในหลายรุ่นย่อย
MU-X 2.2 Active และ MU-X 2.2 Elegant ที่เด่นๆ เช่น มาตรวัดแบบ Integrated พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 4.2 นิ้ว (MID)
เพิ่มระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Paddle Shift)
ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ พร้อมควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ
ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติเมื่อมีรถสวนทางขณะเลี้ยวขวา
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ, ระบบแจ้งเตือนก่อนการชนด้านหน้า
ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์เมื่อเหยียบคันเร่งผิดพลาด ฯลฯ
ส่วนรุ่น MU-X 2.2 Ultimate เพิ่มกล้องรอบคัน 360 องศา พร้อมมุมมองแบบ 3 มิติ
ขณะที่รุ่นเครื่องยนต์ 3.0 ออปชั่นใส่มาให้เต็มๆ อยู่แล้ว

ด้านปิกอัพ D-MAX ที่รุ่นย่อยมียุ่บยั่บเหลือเกิน ปรับมาก ปรับน้อยแตกต่างกันไป
อย่าง D-MAX Spark 4×2 และ 4×4 กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ สีดำและเทา
D-MAX Spacecab และ Hi-Lander 2 ประตู เพิ่มอยู่เยอะพอสมควร
อาทิ ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ Bi-Beam LED Projector ไฟท้ายดีไซน์ใหม่ LED (เกรด L)
กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ สีดำและเทา หรือสีเทาไทเทเนียมและสีเงิน (แล้วแต่เกรด)
เบาะนั่งดีไซน์ใหม่ วัสดุผ้าพรีเมียมสีดำ (เกรด L)
เบาะนั่งดีไซน์ใหม่ วัสดุผ้าพรีเมียมสีดำ หรือวัสดุหนังสังเคราะห์
ขณะที่ D-MAX Cab4 กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ สีเทาไทเทเนียมและสีเงิน
เบาะนั่งดีไซน์ใหม่ วัสดุผ้าพรีเมียมสีดำ หรือวัสดุหนังสังเคราะห์
รุ่น D-MAX Hi-Lander 4 ประตู จัดหนักพอสมควร ทั้งกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ สีเทาไทเทเนียมและสีเทาเข้ม
ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ Bi-Beam LED Projector ไฟท้ายดีไซน์ใหม่ LED
ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว
ภายใน เบาะนั่งดีไซน์ใหม่ วัสดุหนังสังเคราะห์ Cool Max สีดำ
พวงมาลัยไฟฟ้า EPS (เกรด M)
ออปชั่นเสริมที่เพิ่มเข้ามา เช่น กล้องรอบคัน 360 องศา พร้อมมุมมองแบบ 3 มิติ
ระบบช่วยป้องกันไม่ให้รถออกนอกเลน, ช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในสภาวะฉุกเฉิน, ระบบช่วยควบคุมทิศทางของรถตามรถคันหน้า ฯลฯ

ขณะที่ D-MAX รุ่นแต่งพิเศษ X-Series ทั้งรุ่น Speed และ Hi-Lander
รุ่น Speed กระจังหน้าสีดำและแดงแบบ Multi-Layer โทนเข้มตัดแดง Garnet Red
ไฟหน้าเพิ่มเส้นสาย Stylish Red Line
ไฟท้าย LED แบบใหม่ Clear Lens
กันชนหน้าแลละหลังสีเดียวกันกับตัวรถสไตล์ Integrated ลาย Kevlar พร้อมปั๊มลาย X
สติ๊กเกอร์ Illusion of Speed คาดหน้าและหลัง
ส่วนรุ่น Hi-Lander ไฟหน้า-ไฟท้ายเหมือนกัน ส่วนกระจังหน้าสีดำและแดงแบบ Multi-Layer โทนเข้มตัดแดง Garnet Red
กันชนหน้าและหลังสีเดียวกันกับตัวรถสไตล์ Integrated
สติ๊กเกอร์ Uptown Vibe คาดหน้าและหลัง
และล้ออัลลอยสี Gloss Black ขนาด 18 นิ้ว
ส่วนเครื่องยนต์ลดจาก 3.0 ลิตร มาเป็นเครื่อง 2.2 ลิตร

หากเปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่างรุ่นเดิมกับรุ่นใหม่ D-MAX
เด่นๆ เลยต้องยกให้พวงมาลัยไฟฟ้า EPS ขณะที่ของเดิมเป็นแบบไฮดรอลิก ทำให้การขับขี่ง่ายขึ้นมากในเมืองและเวลาเข้าไลน์จอดตามห้างสรรพสินค้า
ระบบความปลอดภัย ADAS กระจายลงมาในรุ่น Hi-Lander และ V-Cross มีกล้อง 360 แบบ 3 D พร้อมมุมมองใต้ท้องรถ
เบาะ Cool Max ระบายอากาศดีกว่า ดีไซน์ไฟหน้า-ท้ายใหม่ทันสมัยกว่า
รุ่น X-SERIES รุ่นเดิมเครื่องยนต์ 3.0 เกียร์ 6 สปีด มาใช้ เครื่อง 2.2 Maxforce รุ่นใหม่ เกียร์ 8 สปีดใหม่ แบบ REV TRONIC ได้ความประหยัดเพิ่มขึ้นแต่ความแรงไม่ได้หนีกันมาก
นอกจากนี้ มี Paddle Shift ชุดแต่ง The X Package โฉบเฉี่ยวขึ้นกว่าเดิม รวมถึง Sport Bar ใน Hi-Lander
ส่วน MU-X
นำเสียงจากลูกค้าและผู้ใช้จริงที่เกี่ยวกับช่วงล่างมาปรับใหม่ด้วย Stiff Flex เพิ่มความนุ่มนวล ลดการสั่นสะเทือนและอาการโคลง
ระบบความปลอดดภัย ADAS รุ่นเดิมมีเฉพาะรุ่นท็อปและไม่ครบทุกฟังก์ชั่น กล้องหน้าแบบเดี่ยว
ส่วนรุ่นปรับโฉม ADAS ใส่มาครบทุกรุ่น กล้องหน้าคู่ 3 D แม่นยำกว่าเดิม
เพิ่ม Paddle Shift ทุกรุ่น อัดออปชั่นระะบบความปลอดภัยเพิ่มขึ้น
ราคา D-MAX มีมากกว่า 30 รุ่นย่อย เริ่มต้น 558,000 บาท ไปจนถึงล้านต้นๆ
ส่วนรถอเนกประสงค์ MU-X ราคา 1,194,000-1,759,000 บาท
