คุยกับทูต | อับดุรเราะฮีม เราะห์ฮาลี ครบรอบ 50 ปี Green March การเดินขบวนสีเขียวของโมร็อกโก (1)
รายงานพิเศษ | ชนัดดา ชินะโยธิน
นอกจากเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมและธรรมชาติ โมร็อกโกยังได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ก้าวหน้าที่สุดของแอฟริกา ผสมผสานมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับความทันสมัยผสมผสานประเพณีดั้งเดิมเข้ากับความก้าวหน้าครั้งสำคัญด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสีเขียว และอุตสาหกรรม
นายอับดุรเราะฮีม เราะห์ฮาลี (H.E. Mr.Abderrahim Rahhaly) เอกอัครราชทูตโมร็อกโกประจำประเทศไทย กล่าวถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์แห่งความภาคภูมิใจ
“ในโอกาสครบรอบ 50 ปี Green March คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ได้มีมติรับรองเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2025 ยืนยันความชอบธรรมของอำนาจอธิปไตยของโมร็อกโกเหนือทะเลทรายซาฮารา และรับรองแผนการปกครองตนเองของโมร็อกโก ในฐานะกรอบการทำงานที่สมจริงและยั่งยืนที่สุดสำหรับการยุติปัญหาทางการเมือง

สมเด็จพระราชาธิบดีมุฮัมมัดที่ 6 แห่งโมร็อกโก (HM King Mohammed VI) พระมหากษัตริย์ของประเทศโมร็อกโกองค์ปัจจุบัน ทรงยกย่องการรับรองมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติฉบับใหม่ว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญและจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ของโมร็อกโกยุคใหม่
โดยทรงตรัสว่า “ถึงเวลาแล้วที่ราชอาณาจักรโมร็อกโกที่เป็นรัฐเดี่ยวและรัฐเอกราช ในดินแดนจากเมืองแทนเจียร์ (Tangier) ไปจนถึงเมืองลากูอิรา (Lagouira) ซึ่งสิทธิและพรมแดนทางประวัติศาสตร์ของโมร็อกโกจะไม่ถูกละเมิดโดยใคร”
และทรงตรัสเสริมว่า “หลังความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมานานห้าสิบปี มติใหม่ของสหประชาชาติถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ ยุคแห่งความสามัคคี ความชอบธรรม และสันติภาพที่ยั่งยืน”
มติทางประวัติศาสตร์ฉบับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญทางการทูต สะท้อนให้เห็นถึงฉันทมติระหว่างประเทศในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยสนับสนุนความคิดริเริ่มของโมร็อกโกและยอมรับบทบาทเชิงสร้างสรรค์ของโมร็อกโกในการส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค
นับเป็นจุดเปลี่ยนในข้อพิพาทอันยาวนาน เนื่องจากเป็นการเสริมสร้างการสนับสนุนจากทั่วโลกต่อแนวทางที่สมดุลและมองไปข้างหน้าของโมร็อกโก และเป็นการยกย่องความชอบธรรมของอุดมการณ์แห่งชาติที่สมเด็จพระราชาธิบดีมุฮัมมัดที่ 6 แห่งโมร็อกโก ทรงยึดมั่นการเคลื่อนไหวนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของประชาคมระหว่างประเทศต่อความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของโมร็อกโกในการสร้างการเจรจา ความร่วมมือระดับภูมิภาค และสันติภาพที่ยั่งยืน พร้อมทั้งยืนยันแผนปกครองตนเองว่าเป็นทางออกเดียวที่เป็นไปได้และเป็นที่ยอมรับร่วมกันภายใต้กรอบของสหประชาชาติ



“การเดินขบวนสีเขียว Green March เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 1975 เป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์โมร็อกโกที่จัดขึ้นตามพระราชดำริของสมเด็จพระราชาธิบดีฮะซันที่ 2 (King Hassan II of Morocco) เพื่อประท้วงการยึดครองซาฮาราตะวันตก ชาวโมร็อกโกทั้งชายและหญิงกว่า 350,000 คนจากทั่วโมร็อกโกได้เริ่มการเดินขบวนอย่างสันติไปยังทะเลทรายซาฮารา โดยในมือถือเพียงธงชาติและคัมภีร์อัลกุรอาน ด้วยความรักชาติอันเปี่ยมล้นของพวกเขา ซึ่งไม่ใช่ปฏิบัติการทางทหาร แต่เป็นการแสดงความสามัคคีและความมุ่งมั่นร่วมกันเพื่อยืนยันอำนาจอธิปไตยของโมร็อกโกเหนือจังหวัดทางตอนใต้ (ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้การปกครองแบบอาณานิคม)
“เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยน เป็นการผสมผสานระหว่างศรัทธา ความรักชาติ และการระดมพลอย่างสันติในรูปแบบที่หาได้ยากยิ่งในประวัติศาสตร์โลก”

ผู้นำของโมร็อกโกในช่วงเวลาของการเดินขบวน
“ผู้นำของโมร็อกโกในช่วงเวลาประวัติศาสตร์นี้คือ สมเด็จพระราชาธิบดีฮะซันที่ 2 แห่งโมร็อกโก ผู้ล่วงลับ
ทรงเป็นรัฐบุรุษที่ได้รับการยกย่องในด้านพระปรีชาญาณ ความรอบรู้ และความสามารถในการสร้างแรงบันดาลใจแก่ประชาชน ด้วยการเรียกร้องให้ประชาชนเดินขบวนอย่างสันติแทนที่จะใช้อาวุธ
โดยทรงเปลี่ยนความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ให้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจและความสามัคคีร่วมกัน
แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์อันโดดเด่นของพระองค์ และสามารถบรรลุเป้าหมายระดับชาติผ่านการระดมพลของประชาชนโดยหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและการนองเลือด”
วัตถุประสงค์หลักของ Green March
“มีวัตถุประสงค์ที่สูงส่งและชัดเจน เพื่อยืนยันอำนาจอธิปไตยอันชอบธรรมของโมร็อกโกเหนือ จังหวัดทางตอนใต้ และยุติการยึดครองอาณานิคม
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากมิติทางกฎหมายและการเมืองแล้ว การริเริ่มนี้ยังมุ่งหมายที่จะส่งสารไปยังทั่วโลกว่า ความเชื่อเรื่องเอกภาพแห่งดินแดนของโมร็อกโกนั้นหยั่งรากลึกในจิตสำนึกของประชาชน เกินกว่าจะเป็นเพียงนโยบายของรัฐบาล
สมเด็จพระราชาธิบดีฮะซันที่ 2 แห่งโมร็อกโก ทรงเน้นย้ำความเชื่อมโยงอันแยกจากกันไม่ได้ระหว่างทะเลทรายซาฮารากับโมร็อกโก”
ยืนยันการอ้างสิทธิในดินแดนของโมร็อกโก
“การเดินขบวนมุ่งเป้าไปที่ทะเลทรายซาฮาราของโมร็อกโก หรือที่เรียกอีกอย่างว่าจังหวัดทางตอนใต้ของราชอาณาจักร ดินแดนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ของโมร็อกโกมาหลายศตวรรษ แต่ยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของต่างชาติ
Green March มุ่งไปที่การยุติสถานการณ์ดังกล่าวและเพื่อให้แน่ใจว่าจังหวัดเหล่านี้จะกลับมารวมเข้ากับดินแดนของโมร็อกโกอย่างสมบูรณ์
เป็นการฟื้นคืนผืนแผ่นดินซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของโมร็อกโกมาโดยตลอด”

การเลือกเดินขบวนสีเขียวอย่างสันติแทนปฏิบัติการทางทหาร
“สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาอันลึกซึ้งของสมเด็จพระราชาธิบดีฮะซันที่ 2 แทนการใช้กำลังทหารที่อาจนำไปสู่ความสูญเสียและความขัดแย้ง
ทรงเข้าใจว่าพลังทางศีลธรรมและความสามัคคีของประชาชนสามารถสร้างความชอบธรรม
และแสดงอำนาจอธิปไตยของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน”
บทบาทของชาวโมร็อกโกในเหตุการณ์นี้
“ชาวโมร็อกโกไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์เฉยๆ แต่พวกเขาคือพลังขับเคลื่อน Green March โดยอาสาสมัครกว่า 350,000 คนจากทุกภูมิภาคของโมร็อกโกตอบรับคำเรียกร้องของกษัตริย์อย่างกระตือรือร้น ละทิ้งบ้านเรือน ครอบครัว และการงาน เพื่อมีส่วนร่วมในสิ่งที่มองว่าเป็นหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์
เป็นสัญลักษณ์ของสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างราชบัลลังก์กับประชาชน
แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและการเสียสละ ซึ่งยังคงเป็นแรงบันดาลใจอย่างลึกซึ้งมาจนถึงทุกวันนี้”

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทันทีหลังการเดินขบวนสีเขียว
“ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและต่อเนื่อง ที่ไม่สามารถย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกต่อไป เพราะเพียงไม่กี่วันหลังการเดินขบวน สเปนได้ลงนามในข้อตกลงมาดริด (Madrid Accords) เดือนพฤศจิกายน 1975 ยุติการล่าอาณานิคมและปูทางไปสู่การรวมตัวของจังหวัดทางใต้เข้ากับโมร็อกโกอีกครั้ง
เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่บรรลุวัตถุประสงค์ในทันทีเท่านั้น แต่ยังได้ปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองของภูมิภาคนี้อีกด้วย
นับจากนั้นเป็นต้นมา สถานการณ์ของทะเลทรายซาฮาราไม่ได้แยกจากราชอาณาจักรโมร็อกโก แต่มีความเชื่อมโยงและผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้น และเจตจำนงของประชาชนก็มั่นคง”
ชะตากรรมและอัตลักษณ์ของโมร็อกโกถูกกำหนดโดยการเดินขบวนสีเขียว
“Green March ไม่ได้เป็นเพียงแค่เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญที่นิยามอัตลักษณ์ประจำชาติของโมร็อกโกขึ้นใหม่ เป็นการตอกย้ำคุณค่าของความสามัคคี ศรัทธา และความรักชาติ ย้ำเตือนชาวโมร็อกโกหลายชั่วอายุคนว่า ความแข็งแกร่งของชาติอยู่ที่สายสัมพันธ์ระหว่างราชบัลลังก์กับประชาชน
การเดินขบวนครั้งนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการลงทุน การพัฒนา และความทันสมัยขนาดใหญ่ในจังหวัดทางตอนใต้ ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีพลวัตมากที่สุดของราชอาณาจักร
แสดงให้เห็นว่าจุดหมายปลายทางของโมร็อกโกคือการคงความเป็นหนึ่งเดียว การมองไปข้างหน้า และยึดมั่นในบูรณภาพแห่งดินแดนอย่างมั่นคง”

การเดินขบวนสีเขียวสร้างแรงบันดาลใจและก่อให้เกิดความสามัคคีในประวัติศาสตร์โมร็อกโก
“Green March สร้างแรงบันดาลใจเพราะพิสูจน์ว่าสันติวิธีและความสามัคคีสามารถนำไปสู่ความสำเร็จทางประวัติศาสตร์ได้ การเดินขบวนนี้รวมชาวโมร็อกโกจากทุกภาคส่วน
ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นพลังของความรักชาติมากกว่าการบังคับ
และสำหรับชาวโมร็อกโก Green March ยังคงเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสามารถในการเอาชนะความท้าทายของชาติได้ด้วยความสามัคคีและความมุ่งมั่น”
แสดงให้เห็นถึงพลังของการต่อสู้โดยสันติวิธีและความร่วมมือกันของมหาชน
“Green March เป็นตัวอย่างอันทรงพลังที่แสดงให้เห็นว่าการกระทำอย่างสันติเมื่อรวมเข้ากับเจตนารมณ์ร่วมกันสามารถบรรลุวัตถุประสงค์อันยิ่งใหญ่ได้อย่างไร ผู้เดินขบวนเป็นพลเมืองที่ไม่มีอาวุธ แต่ความมุ่งมั่นของพวกเขามีพลังมากกว่าปฏิบัติการทางทหารใดๆ ด้วยการเดินอย่างสันติเข้าไปในทะเลทรายซาฮารา
พวกเขาแสดงให้โลกเห็นว่าความชอบธรรม ความสามัคคี และศรัทธานั้นแข็งแกร่งกว่าอาวุธ
เหตุการณ์นี้ยังคงเป็นบทเรียนอันทรงคุณค่าสำหรับประเทศโมร็อกโกและเป็นแหล่งแรงบันดาลใจนอกพรมแดน”


ความภาคภูมิใจในชาติและบูรณภาพแห่งดินแดนในยุคปัจจุบัน
“แม้จะผ่านมาห้าสิบปีแล้ว แต่ Green March ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด มีการรำลึกถึง Green March ทุกปีในฐานะสัญลักษณ์แห่งความผูกพันอันมั่นคงของโมร็อกโกต่อบูรณภาพแห่งดินแดน และเป็นแหล่งรวมความสามัคคีและความภาคภูมิใจอันยั่งยืนของชาวโมร็อกโกทุกคน
ปัจจุบัน จังหวัดทางภาคใต้ไม่เพียงแต่บูรณาการเข้ากับโครงสร้างระดับชาติอย่างเต็มตัวเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นศูนย์กลางที่มีพลวัตของการเติบโตทางเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือระหว่างประเทศ
ได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเป็นเขตแห่งโอกาสและการเชื่อมโยงทั้งกับแอฟริกาและพื้นที่มหาสมุทรแอตแลนติกที่กว้างขึ้น”
ความสัมพันธ์โมร็อกโกและไทย
“แท้จริงแล้ว โมร็อกโกและไทยมีมิตรภาพอันยาวนานและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งสองประเทศมีความภาคภูมิใจในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งราชบัลลังก์เป็นสัญลักษณ์ของเอกภาพ เสถียรภาพ และความต่อเนื่อง สถาบันร่วมแห่งนี้สร้างความสัมพันธ์อันเป็นธรรมชาติระหว่างประเทศของเราทั้งสอง ซึ่งขยายไปสู่ด้านต่างๆ เช่น วัฒนธรรม การท่องเที่ยว การค้า และความร่วมมือพหุภาคี
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ได้ขยายวงกว้างขึ้นด้วยความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในหลากหลายสาขา เช่นเดียวกับ “การเดินขบวนสีเขียว” (Green March) ที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งความสามัคคีและสันติภาพของโมร็อกโก ความร่วมมือระหว่างโมร็อกโกกับไทยก็สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ร่วมกันในการส่งเสริมเสถียรภาพ ความเจริญรุ่งเรือง และความเคารพซึ่งกันและกันในภูมิภาคของเราและภูมิภาคอื่นๆ”
อนึ่ง สีเขียวเป็นสีศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาอิสลาม ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชาวโมร็อกโก
นอกจากนี้ สีเขียวยังเป็นตัวแทนของความหวัง ความเจริญเติบโต และความอุดมสมบูรณ์ ที่มาจากสีของธงชาติโมร็อกโก
มรดก Green March ของโมร็อกโก เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนทั่วโลกตระหนักถึงพลังของการรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ในการกำหนดอนาคตของตนเอง ผ่านการแสดงออกอย่างสันติ แสดงให้เห็นว่า การรวมตัวกันอย่างสันติและมุ่งมั่น สามารถสร้างผลกระทบทางการเมืองและสังคมที่ยิ่งใหญ่ได้
และยังได้จุดประกายให้คนรุ่นหลังยึดมั่นในคุณค่าของความสามัคคี ความยืดหยุ่น ความร่วมมือ ซึ่งใช้การเจรจาต่อรองทางการทูตอย่างสร้างสรรค์
