My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
ในช่วงสงครามเกิดภาวะสินค้าขาดแคลนโดยเฉพาะอย่างสินค้าอุปโภคบริโภคที่นำเข้าจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจอมพล ป.ส่งเสริมให้คนไทย “กินของไทย ใช้ของไทย” มาตั้งแต่ในช่วงก่อนสงครามแล้ว ด้วยรัฐบาลต้องการ “สร้างชาติ” ด้วยนโยบายชาตินิยมทางเศรษฐกิจแทนที่จะนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมต่างๆ จากต่างประเทศเข้ามาและปล่อยให้การค้าตกอยู่ในมือของชาวต่างชาติดังครั้งเก่า

นโยบาย “กอุพากัม” การผลิตสินค้าภายใน
เมื่อจอมพล ป.ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เขามีนโยบาย “สร้างชาติ” ด้วยเศรษฐกิจแบบชาตินิยมที่ต้องการทำให้เศรษฐกิจของไทยอยู่ในมือของคนไทย หรือ “ไทยยิสต์” (Thai-ism) โดยมุ่งส่งเสริมให้คนไทยทำการค้าเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติ เริ่มจากการชักชวนให้เอกชนไทยประกอบการอุตสาหกรรม ตามแผนของรัฐบาลนั้น ในระยะแรกนั้น รัฐบาลและเอกชนจะร่วมทุนกันในรูปรัฐวิสาหกิจ แต่หากการจัดตั้งอุตสาหกรรมใดเกินขีดความสามารถของเอกชนจะดำเนินการโดยลำพังแล้ว รัฐบาลจะเป็นผู้จัดตั้งขึ้นเอง เพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่เอกชนไทยให้ดำเนินการตาม (ผาณิต รวมศิลป์, 2521 : 101, 340-342)
รัฐบาลต้องการสร้างไทยเป็นมหาอำนาจโดยยึดตัวแบบการสร้างญี่ปุ่น ต้องการทำให้ไทยมีความเข้มแข็งทางการทหารและเศรษฐกิจ จึงส่งเสริมให้คนไทยประกอบการค้า โดยรัฐบาลสนับสนุนทุกอย่างเพื่อจูงใจให้คนไทยหันมาประกอบทางเศรษฐกิจแทนคนต่างชาติ (ผาณิต, 172)
ในช่วงกลางสงคราม จอมพล ป.สร้างคำว่า “กอุพากัม” ขึ้นเป็นความคิดรวบยอดแนวทางในการสร้างชาติ ด้วยการนำตัวย่อของคำว่า “ก” จากคำว่า เกษตรกรรม “อุ” จากคำว่า อุตสาหกรรม และ “พา” จากคำว่า พาณิชยกรรม มาสร้างเป็นคำใหม่ เพื่อให้เข้าใจง่าย ในสมัยของเขา การพัฒนาอุตสาหกรรมตามแบบญี่ปุ่นด้วยหลักการพึงตนเองตามแนวทางญี่ปุ่นจนสามารถสร้างสินค้าอุปโภคและบริโภคทดแทนการนำเข้าและต่อมาสามารถส่งออกสินค้าออกไปยังต่างประเทศได้ (ผาณิต, 67)

“ไทยทำ ไทยใช้” การพัฒนาอุตสาหกรรม
ตั้งแต่ช่วงก่อนสงครามที่รัฐบาลจอมพล ป.มีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรม เขากล่าวย้ำหลายครั้งผ่านวิทยุกระจายเสียงและสิ่งพิมพ์เรียกร้องให้คนไทยเข้ามาประกอบอุตสาหกรรมเพื่อผลิตสินค้าไทยให้คนไทยใช้ (Akira Suehiro, 128) รัฐบาลครั้งนั้นสนับสนุนให้เอกชนไทยเข้าประกอบการอุตสาหกรรม ด้วยการระดมทุนจากสังคมไทยด้วย พ.ร.บ.จัดการกู้เงินภายในประเทศเพื่อการเกษตรและเพื่อการอุตสาหกรรม (2481)
ติดตามด้วย รัฐบาลออกพันธบัตรเงินกู้ช่วยชาติเพื่อระดมทุนในการส่งเสริมอุตสาหกรรม เช่น การจัดตั้งบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด (2483) บริษัท เรือลำเลียง จำกัด (2486) ทำหน้าที่ขนส่งน้ำมันและสินค้าต่างๆ มาไทย รวมทั้งการขนสินค้าไทยไปขายต่างประเทศด้วย โดยไม่จำเป็นต้องเช่าเรือสินค้าจากต่างประเทศอีก (กรมโฆษณาการ, 2484)
ต่อมา รัฐบาลจอมพล ป.ในช่วงสงครามมีนโยบายด้านเศรษฐกิจดังต่อไปนี้ รัฐบาลจะเป็นผู้นำในความร่วมมือกับเอกชน กิจการใดมีความสำคัญต่อชาติ รัฐจะเป็นผู้ดำเนินการหรือร่วมมือกับเอกชน แต่หากกิจการใดควรปล่อยให้เอกชนดำเนินรัฐจะสนับสนุน รัฐบาลจะทำหน้าที่หาตลาดสินค้าส่งออกและส่งเสริมการผลิตสินค้าไทย บำรุงอุตสาหกรรมในครอบครัว ส่งเสริมและจัดสร้างโรงงานผลิตสินค้าที่จำเป็นโดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (รายงานการประชุมสภาผู้แทนฯ ครั้งที่ 13 /2484 -2485 วันที่ 16 มีนาคม 2485)
สำหรับการส่งเสริมด้านการอุตสาหกรรมนั้น รัฐบาลมีโครงการจัดสร้างโรงงานของรัฐและส่งเสริมภาคเอกชนประกอบการอุตสาหกรรมโดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีให้เกิดประโยชน์ให้เกิดการผลิตสินค้าจนไทยสามารถผลิตสินค้าอุปโภค บริโภคและเสื้อผ้าได้เอง ในคำปราศรัยของนายกรัฐมนตรีวาระวันชาติ 2486 จอมพล ป.เรียกร้องให้คนไทยช่วยกันอุดหนุนการอุตสาหกรรมไทยตามคำขวัญที่ว่า “ไทยทำ ไทยใช้” เพื่อเป็นการส่งเสริมให้การอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตขึ้นจาก “เด็กอ่อนไปสู่ผู้ใหญ่” (คำปราศรัยนายกรัฐมนตรี, 2486 : 22-23)

การดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายในการส่งเสริมอุตสาหกรรมของรัฐบาลนั้น เพียง 6 เดือนภายหลังประกาศสงคราม (ธันวาคม 2484) รัฐบาลเร่งสร้างการอุตสาหกรรมของชาติขึ้นอย่างกว้างขวาง มีการจัดตั้งและปรับปรุงหน่วยราชการเพื่อให้สอดรับกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม (2485) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (2485) กรมโรงงานอุตสาหกรรม (2485) รวมทั้ง รัฐวิสาหกิจ เช่น บริษัท ยางไทย จำกัด (2484) เป็นบริษัทร่วมทุนกับ บ.ญี่ปุ่น และบริษัท ไทยนิยมพาณิชย์ จำกัด (2484) ทำหน้าที่ซื้อขายสินค้าอุปโภค บริโภค เป็นต้น (ผาณิต, 135)
สำหรับการดำเนินนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมในบางประเภทให้สามารถผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้านั้น เมื่อ 2485 รัฐบาลส่งนายปุ๋ย โรจนะบุรานนท์ ข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรมไปจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมทอผ้าจากญี่ปุ่นเพื่อขยายกำลังการทอผ้าให้เพียงพอต่อความต้องการในสังคม (อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายปุ๋ย โรจนะบุรานนท์, 2522) นอกจากนี้ รัฐบาลยังส่งเสริมอุตสาหกรรมทอผ้าให้กระจายลงไปในระดับครัวเรือนด้วย เช่น การทอผ้า การปั่นด้าย ด้วยการซื้อเครื่องทอกี่กระตุก จำนวน 4,000 เครื่องแจกจ่ายประชาชนที่ประกอบอาชีพอุตสาหกรรมสิ่งทอ (กรมสารนิเทศ กระทรวงเศรษฐการ, 2502 : 31)
ในงานฉลองรัฐธรรมนูญใน พ.ศ.2486 ช่วงกลางสงคราม รัฐบาลจัดแสดงสินค้าอุตสาหกรรมอุปโภคบริโภคที่ผลิตโดยคนไทยหลายชนิด จอมพล ป.กล่าวด้วยความภูมิใจเมื่อพบเห็นคนไทยใช้สินค้าไทยและมีสินค้าอุตสาหกรรมไทยวางจำหน่ายในงานว่า “มองไปทางใดก็พบแต่คนงามทุกอย่าง พบแต่สินค้าไทยทำ” (คำปราศรัยนายกรัฐมนตรี, 5)

“ไทยทำ ไทยใช้ ไทยทำ ไทยซื้อ”
การพัฒนาพาณิชยกรรม
ด้วยเหตุที่ผ่านมาแต่ครั้งระบอบเก่า การค้าของไทยตกอยู่ในมือของชาวต่างชาติทั้งชาติตะวันตกและชาวจีน รัฐบาลระบอบใหม่ต้องการส่งเสริมการค้าของไทยให้ขยายตัวภายในประเทศและการส่งออกจึงตั้งหน่วยราชการขึ้น เช่น กรมการค้าภายใน (2485) กรมการค้าต่างประเทศ (2485) และคลังสินค้ากลาง (2487) ตลอดจนการส่งเสริมให้คนไทยประกอบการด้านการค้าให้เพิ่มขึ้น ด้วยการจัดตั้งร้านค้าชำขนาดเล็กจนถึงร้านค้าขนาดใหญ่ให้กระจายไปทั่วประเทศ อีกทั้งเรียกร้องให้คนไทยหันมาเป็นผู้ประกอบการรายย่อยๆ ด้วยการเรียนรู้วิธีการทำบัญชีการค้า วัฒนธรรมการติดต่อกับลูกค้า เนื่องจากการค้ามีความสำคัญต่อการสร้างชาติ (คำปราศรัยนายกรัฐมนตรี, 26-27)
จากนั้น รัฐบาลจัดตั้งบริษัทการค้าโดยรัฐในระดับจังหวัด 70 แห่ง เรียกว่า บริษัท จังหวัด จำกัด (2483) เพื่อส่งเสริมให้คนไทยฝึกทำการค้าทำหน้าที่ช่วยเหลือร้านค้ารายย่อย เป็นศูนย์กลางของการค้าระดับจังหวัด รักษาราคาสินค้า ส่งเสริมอุตสาหกรรมในครัวเรือน และเป็นตัวแทนการค้าของรัฐบาลในการค้ากับเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ การสร้างบริษัทการค้าในระดับจังหวัดเพื่อรวบรวมสินค้าของประเทศเป็นแนวคิดตามแบบญี่ปุ่น (ผาณิต, 106-107)
รัฐบาลตั้งบริษัทการค้าของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ เช่น บริษัท ข้าวไทย จำกัด (2481) ทำหน้าที่ผูกขาดการซื้อขายข้าว และส่งออกข้าว บริษัท ค้าพืชผลไทย จำกัด (2482) ทำหน้าที่ผูกขาดการซื้อขายสินค้าพืชผลการเกษตร จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค บริษัท ไทยนิยมพาณิชย์ จำกัด (2484) ทำหน้าที่จัดจำหน่ายสินค้าของคนไทย และบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด (2483) ทำหน้าที่ขนส่งสินค้าไทยส่งออกไปขายต่างประเทศ เป็นต้น ดังคำขวัญที่รัฐบาลสร้างขึ้นเช่น “ไทยต้องอุดหนุนไทย” เพื่อสนับสนุนให้คนไทยใช้สินค้าที่ผลิตภายในประเทศ
กล่าวได้ว่า นับแต่ก่อนสงคราม รัฐบาลจอมพล ป.ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบชาตินิยมที่พึ่งตนเอง ด้วยการส่งเสริมให้คนไทยเข้ามาประกอบการทางเศรษฐกิจทั้งอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมทดแทนพ่อค้าต่างชาติ และผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า ทำให้ภาวะความขาดแคลนสินค้าพื้นฐานหลายชนิดและการแจกกระจายสินค้าในช่วงสงครามผ่อนคลายความรุนแรงลง






