‘ระบอบเสรีประชาธิปไตย คือ Grand Compromise ทางประวัติศาสตร์’ | เกษียร เตชะพีระ
การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ
ภาพและข้อความบนปกมติชนสุดสัปดาห์ฉบับหนึ่งว่า “ธนาธร….Grand Compromise” สะดุดตาผมเข้า ระหว่างเตรียมสอนวิชาทฤษฎีการเมืองว่าด้วยเสรีนิยมและประชาธิปไตยเมื่อต้นเดือนตุลาคมนี้อยู่พอดี
หลังอ่านซ้ำและย้อนคิดทบทวนไปมาเกี่ยวกับเนื้อหาหนังสือเสรีนิยมกับประชาธิปไตย โดย นอร์แบร์โต บ๊อบบิโอ นักปรัชญาการเมืองแนวสังคมเสรีนิยมชาวอิตาลี (1909-2004, พิมพ์ครั้งแรกภาษาอิตาลีปี 1988) และ An Introduction to Modern Social and Political Thought โดย Andrew Gamble ศาสตราจารย์รัฐศาสตร์ชาวอังกฤษแห่งมหาวิทยาลัยเชฟฟีลด์และเคมบริดจ์ (พิมพ์ปี 1981) ผมก็มาถึงบางอ้อเอากะทันหัน ระหว่างสัมมนากับนักศึกษาในชั้นและโพล่งตอบคำถามของเขาเรื่องความสัมพันธ์อันยอกย้อนระหว่างเสรีนิยมกับประชาธิปไตยไปว่า :
“เอาเข้าจริงในทางประวัติศาสตร์ของโลกตะวันตก ระบอบเสรีประชาธิปไตยเป็น Grand Compromise ทางการเมืองของชนชั้นกระฎุมพีกับชนชั้นกรรมาชีพ”

ผมขออธิบายขยายความเผื่อจะช่วยประกอบเป็นแนวทางมองประเด็น Grand Compromise ในการเมืองไทยที่ขัดแย้งไม่ลงตัวกันมาร่วมสองทศวรรษได้บ้างนะครับ
ข้อสรุปข้างต้นเป็นมุมมองที่แฝงฝังอยู่และอาจดึงออกมาได้จากงานรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์สองเล่มที่เอ่ยถึงรวมทั้งชิ้นอื่นๆ กล่าวคือ เมื่อวิเคราะห์ในเชิงประวัติความคิดและเศรษฐศาสตร์การเมืองแล้ว ระบอบเสรีประชาธิปไตย (liberal democracy) ดังที่มันคลี่คลายขยายตัวมาในศตวรรษที่ 19 และ 20 ไม่ใช่ระบอบประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ ในทางอุดมคติของชนชั้นกระฎุมพีเจ้าสมบัติ (หรือนายทุน) และของชนชั้นกรรมาชีพขายแรงงานรับจ้าง (หรือกรรมกรในโรงงานอุตสาหกรรม) แต่อย่างใด
ทว่ามันเป็นข้อตกลงประนีประนอมซึ่งผ่านการต่อสู้ช่วงชิงอย่างยากลำบากแสนเข็ญกว่าจะได้มาและมีเสถียรภาพพอสมควร เพื่อหลีกเลี่ยงผลลัพธ์ที่สุดโต่งรุนแรงกว่าต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นระบอบเผด็จการฟาสซิสต์หรือการปฏิวัติลัทธิคอมมิวนิสต์
ปมเงื่อนอยู่ตรงความขัดแย้งหลักทางเศรษฐกิจการเมืองที่เกิดขึ้นในโลกตะวันตกช่วงสองศตวรรษที่ว่านั้นเกิดขึ้นระหว่าง [ทุนนิยม vs. ประชาธิปไตย]
สําหรับชนชั้นกระฎุมพี (หรือนายทุน) แล้ว เป้าหมายหลักได้แก่การธำรงคงไว้ซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินอย่างมั่นคง เพื่อการนี้พวกเขาชูธงป่าวร้องสนับสนุนลัทธิเสรีนิยม โดยหมายรวมถึงหลักนิติธรรม, ความเสมอภาคทาง กฎหมาย, ความเสมอภาคแห่งสิทธิ, การปกป้องทรัพย์สินเอกชน, ตลาดเสรีและรัฐบาลที่มีอำนาจจำกัด – กล่าวคือ จำกัดรัฐไว้ด้วยสิทธิเหนือร่างกายชีวิตทรัพย์สินของผู้คนพลเมือง จะใช้อำนาจรัฐมาเที่ยวริบทรัพย์ของชาวบ้านมิได้
จากนี้ชนชั้นนายทุนจึงสามารถปกป้องสินทรัพย์และเสรีภาพทางเศรษฐกิจของตนไม่ให้ถูกรัฐยึดริบตัดทอน มิไยว่าจะเป็นรัฐในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือในระบอบประชาธิปไตยตามฝันร้ายของเสรีนิยมที่เรียกว่า “ทรราชย์ของเสียงข้างมาก” ก็ตาม
ซึ่งราษฎรสยามเพิ่งได้สิทธิเสรีนิยมตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวหรือในภาษาปรัชญาการเมืองเรียกว่า “ความเสมอภาคในสิทธิที่จะมีเสรีภาพ” (equality in the right to liberty) เอาก็หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 นั่นแล
ส่วนชนชั้นกรรมาชีพ (หรือคนงานรับจ้าง) เมื่อพวกเขาเติบใหญ่ขยายจำนวนจนกลายเป็นเสียงข้างมากของประชากร และรวมตัวจัดตั้งเป็นกลุ่มก้อนหมู่คณะดีขึ้นในรูปสหภาพแรงงานและพรรคแรงงาน/สังคมนิยม เป้าหมายหลักของพวกเขาย่อมได้แก่การต่อสู้ช่วงชิงให้ได้มาซึ่งสิทธิทางการเมืองอย่างมั่นคง โดยที่สำคัญหมายถึงสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั่วไปถ้วนหน้า
พูดอีกอย่างคือพวกเขาต้องการประชาธิปไตยนั่นเอง ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้เอื้อมเข้าไปยึดและใช้อำนาจรัฐมากระจายแจกจ่ายความมั่งคั่งออกไปให้เท่าเทียมกันมากขึ้น กำกับควบคุมสภาพเงื่อนไขการทำงานให้ปลอดภัยและไม่หนักหนาสาหัสเกินการ อีกทั้งจัดตั้งระบบประกันสังคมขั้นต้นขึ้นมารองรับตัวเอง
เป้าหมายความต้องการทางชนชั้นที่แตกต่างและบางส่วนตรงข้ามกันนี้ทำให้ชนชั้นกระฎุมพีกับชนชั้้นกรรมาชีพเกิดความหวาดระแวงและกลัวซึ่งกันและกันทางชนชั้น พวกกระฎุมพีกลัวว่าหากมวลชนคนงานผู้ไร้ทรัพย์สินได้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งเข้า แล้วพวกคนงานก็จะพานโหวตให้ริบทรัพย์คนรวยเสียเท่านั้นเอง ข้างกรรมาชีพก็กลัวไปว่า หากปราศจากอำนาจการเมืองเสียแล้ว พวกตนก็จะถูกพวกนายทุนขูดรีดยังไงก็ได้ตามใจชอบไปตลอดกาล
การประนีประนอมใหญ่ (Grand Compromise หรือ pactum historicum ในภาษาละติน) ระหว่างชนชั้นกระฎุมพีกับชนชั้นกรรมาชีพมีบุคลิกลักษณะเป็นการแลกเปลี่ยนหรือยื่นหมูยื่นแมว (exchange) และคลี่คลายขยายตัวไปในช่วงหลายทศวรรษของความขัดแย้ง การนัดหยุดงาน การประท้วง และการปฏิรูปการเมือง กว่าจะพอลงตัว
สิ่งที่ชนชั้นกรรมาชีพได้มาคือสิทธิทางการเมืองและสังคมก่อนอื่น ได้แก่ สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง (franchise: from limited franchise to universal franchise) ที่ค่อยๆ ขยายออกไปตามลำดับจนครอบคลุมคนงานเพศชายทั้งหมดก่อนเป็นอันดับแรก แล้วค่อยขยายสู่ผู้หญิงจนมีลักษณะสากลทั่วไปต่อภายหลัง
ขณะที่ในสยาม ราษฎรชายหญิงได้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งพร้อมกันทีเดียวรวดเดียวหลังการอภิวัฒน์รัฐธรรมนูญนิยมโดยคณะราษฎร
จากนี้ชนชั้นกรรมาชีพจึงได้อำนาจเชิงสถาบันในระบอบประชาธิปไตยมาเป็นของตัว
ข้างชนชั้นกระฎุมพี สิ่งที่พวกเขาแลกได้มาจากการยอมให้คนงานไร้สมบัติเสียงข้างมากมีสิทธิเลือกตั้งจน สามารถเข้าถึงอำนาจรัฐ (อันน่าหวาดเสียว) ได้คือการปกป้องทุนนิยม ในรูปการคุ้มครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน โดยรัฐและรัฐธรรมนูญค้ำประกันกรรมสิทธิ์เอกชนเหนือปัจจัยการผลิต (ทุน, ที่ดิน, โรงงาน, เครื่องจักร, เทคโนโลยี ฯลฯ)
รวมทั้งการปกป้องคุ้มครองเศรษฐกิจตลาดเอาไว้ โดยเฉพาะตรรกะมูลฐานของตลาด อันได้แก่ การผลิตเพื่อขายและทำกำไร แรงงานรับจ้างและวิสาหกิจเอกชน กลายเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่ามันคือจักรกลทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนสังคม
อย่างไรก็ตาม โดยตรรกะที่แฝงฝังอยู่ในเนื้อในของเศรษฐกิจตลาดทุนนิยมเอง การแข่งขันทางการผลิตและการค้าในตลาดเสรีย่อมมีผู้แพ้ (จำนวนมาก) และผู้ชนะ (จำนวนน้อย) มันจึงมีแนวโน้มจะนำไปสู่การผูกขาดในตัวมันเอง
อีกทั้งการยึดถือยอมรับความเสมอภาคทางโอกาส (equality of opportunity) ตามหลักเสรีภาพในการแข่งขันของเศรษฐกิจทุนนิยม แต่ปัดปฏิเสธความเสมอภาคทางผลลัพธ์ (equality of result) ตามหลักความเสมอภาคของเศรษฐกิจสังคมนิยม ย่อมมีแนวโน้มนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ฐานะเพิ่มพูนสั่งสมขึ้นจนถึงจุดหนึ่ง ช่องว่างทางเศรษฐกิจอาจเซาะกร่อนบ่อนเบียนระบอบประชาธิปไตยนั้นเอง ค่าที่ประชาธิปไตยต้องพึ่งพิงอาศัยความเสมอภาคกันพอสมควรทางสังคมเศรษฐกิจของผู้คนพลเมืองเป็นพื้นฐาน
ดังที่รูสโซชี้ไว้ใน Du contrat social (สัญญาประชาคม, 1762) ว่าหากสังคมเศรษฐกิจเหลื่อมล้ำกันจนถึงขั้นประชากรกลุ่มหนึ่งต้องพี่งพาอาศัยร้องขอขึ้นต่อประชากรอีกกลุ่มเพื่อยังชีพรอดแล้ว ก็มิอาจมีเจตจำนงอิสรเสรีที่จะธำรงรักษาประชาธิปไตยไว้ได้ มันย่อมจะนำไปสู่ระบบอุปถัมภ์ การซื้อสิทธิ์ขายเสียง ฯลฯ ในตัวมันเอง
เพื่อป้องกันหลีกเลี่ยงแนวโน้มการผูกขาดและเหลื่อมล้ำข้างต้น การประนีประนอมใหญ่ในระบอบเสรีประชาธิปไตยจึงถูกผลักดันไปสู่ระบอบสังคมประชาธิปไตยหรือรัฐสวัสดิการ (liberal democracy -> social democracy/the welfare state) หลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยชนชั้นคนงานอาศัยอำนาจการเมืองใหม่แบบประชาธิปไตยที่ตนได้มาสร้างและพัฒนาโครงข่ายประกันสังคมขึ้น โดยครอบคลุมทั้งการศึกษาภาครัฐ, ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า, บำนาญวัยชรา, ประกันการว่างงานและการกำกับควบคุมสภาพเงื่อนไขการทำงานในแง่เวลาและความปลอดภัยเป็นต้น (ดังที่ไทยมีอยู่ในปัจจุบัน)
ข้อตกลงระหว่างทุนกับแรงงานหลังสงครามโลกครั้งที่สองหรือการประนีประนอมใหญ่ในระบอบสังคมประชาธิปไตย (จากปี 1945-1975) นี้นับเป็นจังหวะก้าวพัฒนาต่อจากการประนีประนอมใหม่ในระบอบเสรีประชาธิปไตย โดยอาศัยเงื่อนไขการเมืองจำนวนหนึ่งรองรับ ได้แก่ ขบวนการสหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง อัตราภาษีสูงที่เก็บจากคนมั่งมี รวมทั้งภัยคุกคามกดดันของค่ายคอมมิวนิสต์ในทางสากล (ทำให้รัฐทุนนิยมประชาธิปไตยทั้งหลายยอมประนีประนอมกับชนชั้นคนงานจัดตั้งของตัว ด้วยกลัวว่าจะเอาใจออกหากไปเข้ากับคอมมิวนิสต์)
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจทุนนิยมตะวันตกก็มีเสถียรภาพพอควรและบริษัทเอกชนก็ทำกำไรได้สูง อัตราการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพเทียมทันกับอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าแรงและเงินเฟ้อ เป็นต้น
เงื่อนไขเหล่านี้ในโลกทุนนิยมตะวันตกค่อยสะดุดหยุดลงและเหี้ยนหดหมดไปในครึ่งหลังของทศวรรษ 1970 นำไปสู่การผงาดขึ้นของแนวทางเสรีนิยมใหม่โลกาภิวัตน์ที่ฉีกทำลายการประนีประนอมใหญ่แบบสังคมประชาธิปไตยลงตามลำดับในทศวรรษ 1980 เป็นต้นไป
(ดู เกษียร เตชะพีระ, เศรษฐกิจโลกถดถอยครั้งใหญ่ : ความรุ่งเรืองและล่มจมของเสรีนิยมใหม่/โลกาภิวัตน์, 2555 & Mark Blyth, “The World Economy Is on the Brink of Epochal Change”, https://www.theatlantic.com/economy/archive/2025/06/reboot-capitalism-operating-system/683308/)
