bg-single

คุณภาพสื่อไทย (1) | ธงชัย วินิจจะกูล

17.11.2025

บทความพิเศษ | ธงชัย วินิจจะกูล

จากกรณีความขัดแย้งเกี่ยวกับดินแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา เราจะเห็นได้ว่าสื่อไทยส่วนใหญ่กับสื่อกัมพูชาหลับหูหลับตาเข้าข้างชาติของตน เชื่อฟังกองทัพของตน แสดงออกถึงชาตินิยมรุนแรง ไม่สงสัย ไม่ตรวจสอบในข้อมูลความเห็นและปฏิบัติการของรัฐและกองทัพประเทศตน

เชียร์และหนุนส่งมวลชนที่รักชาติแบบขาดสติ ไม่มีการตรวจสอบตั้งข้อสงสัยกับการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐตน

คำถามมีอยู่ว่าทำไมสื่อทั้งสองประเทศจึงมีคุณภาพต่ำได้พอๆ กัน แม้ว่าสื่อในประเทศไทยจะมีเสรีภาพมากกว่าสื่อในกัมพูชาค่อนข้างมาก

จากกรณีมีการเปิดโปงความพยายามผลักดันให้ไทยและประเทศเพื่อนบ้านเป็นศูนย์กลางการฟอกเงินข้ามชาติขนาดใหญ่โดยมีผู้เกี่ยวข้องที่เป็นชนชั้นนำผู้มีอำนาจในสังคมไทยทั้งในภาคการเงินและธนาคาร นักการเมือง เจ้าหน้าที่และอื่นๆ จำนวนมาก ผู้เปิดโปงมีต้นทางมาจากต่างประเทศ จากนั้นมีการสรุปแปลและเผยแพร่อย่างกว้างขวางโดยนักวิชาการอย่างคุณสฤณี อาชวานันทกุล

ถึงแม้ว่าผู้เปิดโปงต้นทางจะระบุบุคคล บริษัท ธนาคารและกิจการที่เกี่ยวข้อง ทั้งให้ข้อมูลแสดงความสัมพันธ์ของพวกเขา รวมทั้งกิจกรรมทั้งที่ถูกกฎหมายและเป็นสีเทาๆ น่าสงสัยของบุคคลเหล่านี้อย่างชัดเจน

แต่กลับแทบไม่พบว่าสื่อมวลชนไทยสอบสวนการเปิดโปงดังกล่าวว่าถูกผิดพลาดมากน้อยขนาดไหน หรือสอบสวนต่อยอดขยายความกรณีนี้แต่อย่างใด

สิ่งที่สื่อมวลชนทำเป็นหลักยังเป็นแบบเดิมๆ คือ เอาไมค์ไปจ่อปากนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องบางคน เสี้ยมไปมาระหว่างผู้วิจารณ์กับนักการเมืองไม่กี่คนเหล่านั้น รายใหญ่ๆ คนอื่นหรือบุคคลอื่นๆ อีกมากมายซึ่งไม่ถูกระบุในการเปิดโปงตั้งแต่ต้นทาง

กลับไม่มีสื่อมวลชนไทยขยายผลในเรื่องนี้แต่อย่างใด

เราคงเคยได้ยินกันว่าสื่อมวลชนไทยขาดคุณภาพเพราะไร้เสรีภาพ แต่สองกรณีนี้และอีกมากมาย ชี้ให้เห็นว่าเสรีภาพที่มากกว่าไม่ได้ส่งผลให้สื่อมวลชนมีคุณภาพมากกว่าแต่อย่างใด

อย่างน้อยก็ชี้ให้เห็นว่าความเข้าใจดังกล่าวซึ่งอาจจะถูกต้องในอดีต กลับไม่ถูกต้องอีกต่อไปแล้วในปัจจุบัน หรืออาจเป็นความเข้าใจผิดมาตั้งนานแล้วก่อนปัจจุบันก็เป็นไปได้

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

ทำไมสื่อซึ่งมีเสรีภาพพอสมควรในประเทศไทยจึงมีคุณภาพต่ำได้ปานนั้น

สำหรับสื่อกัมพูชา ผมไม่มีความรู้พอที่จะตอบ แต่ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดสำหรับประเทศที่อยู่ภายใต้ระบอบอำนาจนิยมที่แข็งแกร่งต่อเนื่องมาหลายสิบปี

ส่วนประเทศไทยแม้จะมีรัฐประหารหลายครั้งและอยู่ภายใต้ระบอบอำนาจนิยมเป็นช่วงๆ แต่การควบคุมสื่ออย่างเข้มงวดมักเป็นเพียงช่วงระยะสั้นๆ เช่น หลังการรัฐประหารทุกครั้ง

แต่ดูภาพรวมแล้วสื่อไทยมีเสรีภาพมากกว่าสื่อเขมรมาก แม้กระทั่งช่วงที่อยู่ภายใต้ระบอบอำนาจนิยม ก็ไม่แย่สาหัสสากรรจ์

จริงอยู่ ยังมีกฎหมายที่สามารถเล่นงานให้สื่อเดือดร้อนได้จำนวนมาก เช่น กฎหมายเกี่ยวกับจริยธรรมสื่อ กฎหมายเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อวิทยุโทรทัศน์และการสื่อสารเผยแพร่ในคอมพิวเตอร์ และ พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร ฯลฯ แถมในระยะหลังยังมีการฟ้องปิดปาก (SLAPP) เพิ่มมากขึ้น

แต่ผู้รับเคราะห์ในกรณีเหล่านี้แทบทั้งหมดไม่ใช่สื่อ

แต่กลับเป็นนักกิจกรรมนักรณรงค์ในเรื่องเหล่านั้นที่ออกมาเปิดโปงหรือวิพากษ์วิจารณ์ในที่สาธารณะ สื่อส่วนใหญ่มิได้ทำหน้าที่สอบสวนเพิ่มเติมต่อยอดขยายผลแต่อย่างใด เช่น ในกรณีปลาหมอคางดำ สแกมเมอร์ ฯลฯ

อาจมีคนแก้ตัวให้แก่สื่อว่า สื่อมวลชนมีบทเรียนเยอะกว่า จึงรู้จักระวังตัวกว่า

แต่นั่นดูเหมือนเป็นคำแก้ตัวของการไม่ทำในสิ่งที่ควรต้องทำ

ไม่พยายามทำอะไรมากไปกว่าเอาไมค์ไปจ่อปากนักรณรงค์กับผู้ถูกกล่าวหาและคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เสี้ยมให้เขาขัดแย้งกันในที่สาธารณะ

โดยสื่อมวลชนทำตัวเป็นเพียงสื่อเสี้ยมผู้ทรงภูมิ ชาญฉลาด และเป็นกลางระหว่างคู่กรณี

ราวกับตนเองไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะของประชาชน

ผมเห็นว่าคำตอบที่สำคัญประการหนึ่งน่าจะอยู่ที่ “นิเวศของสื่อ” (คำของอาจารย์พิรงรอง รามสูต ซึ่งกล่าวถึง “นิเวศสื่อ”) หมายถึงปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการทำสื่อ

ผมสนใจเฉพาะเจาะจงลงไปกว่านั้นอีก ก็คือ “ระบอบอำนาจ” ที่เกี่ยวข้องและมีผลต่อสื่อ ไม่ว่าจะเป็นนายทุน รัฐ ผู้มีอำนาจนอกกิจการสื่อและที่อยู่ในสื่อต่างๆ นั่นเอง รวมถึงตลาดหรือผู้เสพซึ่งมีอิทธิพลต่อการผลิตสื่อเช่นกัน

ผมขอลองเสนอภาพกว้างๆ ของระบอบอำนาจดังกล่าว ฝากให้ผู้อ่านพิจารณาดูเป็นตัวอย่าง

ในระยะเริ่มต้น 60-70 ปีแรกของสื่อสิ่งพิมพ์ในสยามภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สื่อสิ่งพิมพ์อยู่ในมือของชาวต่างชาติ เช่น มิชชันนารีและคนในบังคับต่างชาติ สื่อเหล่านี้ไม่ต้องรับใช้รัฐ สามารถวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของเจ้าก็ได้ เพราะรัฐบาลสยามไม่มีอำนาจควบคุมลงโทษพวกเขา

ช่วงปลายสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รัฐบาลสยามพยายามใช้วิธีออกสื่อแข่งหรือซื้อสื่อเอกชนมาไว้ในมือ แต่สื่ออวยรัฐบาลกลับล้มเหลวทุกราย

ระยะ 60-70 ปีแรกดังกล่าวมีความสำคัญมาก เพราะสื่อสิ่งพิมพ์ได้สร้างและสั่งสมธรรมเนียมประเพณีของสื่อในมือเอกชนที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์รัฐนับแต่ต้น

แม้กระทั่งในเวลาต่อมาที่ยกเลิกคนในบังคับต่างชาติสื่อสิ่งพิมพ์ก็ยังมักอยู่ในมือของเอกชน หลายแห่งแข่งขันกันแม้จะเผชิญกับรัฐที่พยายามจะควบคุมสื่อก็ตาม

สื่อที่มีอิสระกล้าวิพากษ์วิจารณ์รัฐก็ยังปรากฏตลอดมาจนถึงสมัยหลัง

สื่อเอกชนแสดงบทบาทเช่นนั้นได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะการลงทุนทำสื่อสิ่งพิมพ์ยังอยู่ในวิสัยที่เอกชน กลุ่มคน สมาคม ฯลฯ จะร่วมกันระดมทุนทำขึ้นมา จนเกิดสื่อสิ่งพิมพ์สารพัดรายแข่งขันกัน โดยมักมีแนวคิดทางการเมืองเฉดสีต่างกันด้วย อย่างไรก็ตาม ตลาดหรือผู้เสพสื่อในช่วงดังกล่าวยังค่อนข้างจำกัดอยู่กับชาวกรุงทั้งกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่

เหล่านี้คือนิเวศของสื่อและระบอบอำนาจที่เกี่ยวข้องกับสื่อสิ่งพิมพ์ในระยะต้น

ความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เกิดขึ้นกับนิเวศและระบอบอำนาจที่เกี่ยวข้องกับสื่อสิ่งพิมพ์ก็คือ ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองภายใต้กฎอัยการศึก และการออก พ.ร.บ.การพิมพ์ขึ้นมาในปี 2483 เพื่อควบคุมสื่อสารมวลชนในยามสงคราม แต่ทว่ากลับไม่ได้ยกเลิกไปหลังสงครามยุติลง รัฐบาลต่างๆ โดยเฉพาะที่เป็นเผด็จการ ได้อาศัยกฎหมายดังกล่าวเป็นเครื่องมือแทรกแซงควบคุมสื่อสิ่งพิมพ์ต่อมาอีกเกินกว่าครึ่งศตวรรษ

นับจากนั้นเป็นต้นมา เสรีภาพของสื่อจึงขึ้นๆ ลงๆ ตามกระแสการเมือง เช่น มีอิสระมากขึ้นในช่วงที่เกิดการเลือกตั้ง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ภูมิทัศน์ของสื่อไทยไม่เคยปราศจากสื่อเอกชนที่มีอิสระจากอำนาจของรัฐและเป็นปากเสียงตรวจสอบรัฐ

รวมทั้งมักมีบางส่วนอยู่ในมือของฝ่ายตรงข้ามรัฐที่ทำสื่อโดยมีจุดประสงค์ทางการเมืองอีกด้วย

ส่วนสิ่งพิมพ์ที่เป็นกระบอกสียงของรัฐไม่เคยประสบความสำเร็จเลย

ทศวรรษ 2500 ภูมิทัศน์ของสื่อ นิเวศของสื่อ และระบอบอำนาจที่เกี่ยวข้องกับสื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และสำคัญมาก

อย่างแรกคือบทบาทของวิทยุและโทรทัศน์ แม้การกระจายเสียงทางวิทยุจะเริ่มตั้งแต่ทศวรรษ 2470 แต่การใช้วิทยุเพื่อสื่อสารกับประชาชนอย่างกว้างขวางทั่วไปเริ่มขึ้นในช่วงสงครามโลก ภายใต้กรมโฆษณาการ กำเนิดโทรทัศน์ในประเทศไทยในกลางทศวรรษ 2490 ก็ถูกใช้เป็นสื่อมวลชนนับจากต้นทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา

ทั้งคลื่นวิทยุและคลื่นโทรทัศน์ถูกผูกขาดโดยรัฐและกองทัพ น่าจะเป็นเพราะเป็นสื่อที่ต้องการทุนใหญ่กว่าสื่อสิ่งพิมพ์ ดังนั้น รัฐจึงมีบทบาทเป็นผู้นำสื่อดังกล่าวเข้าสู่ตลาด

คลื่นวิทยุและโทรทัศน์ครึ่งหนึ่งอยู่ในมือของกรมประชาสัมพันธ์โดยมากใช้กับสถานีวิทยุจังหวัดและท้องถิ่นต่างๆ อีกครึ่งหนึ่งอยู่ในมือของสารพัดกรมกองของกองทัพในนามของความมั่นคง แม้ว่ายามปกติ (ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของเวลา 60-70 ปีที่ผ่านมา)

กรมกองต่างๆ ปล่อยให้เอกชนเช่าคลื่นเหล่านั้นไปหาประโยชน์โดยจ่ายค่าตอบแทนแก่กรมกองที่ถือครองคลื่นนั้นๆ

สื่อวิทยุโทรทัศน์เป็นแหล่งที่มาสำคัญอย่างหนึ่งของรายได้และทรัพย์ในมือกองทัพไทยตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา

ทั้งวิทยุและโทรทัศน์อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐนับแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน เอกชนมีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะผู้เช่าซึ่งจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของรัฐและกองทัพอย่างเข้มงวด ดังนั้น ระบอบอำนาจที่เกี่ยวข้องกับสื่อวิทยุโทรทัศน์จึงตรงข้ามกับสื่อสิ่งพิมพ์ คือไม่เคยอยู่ในมือของเอกชนที่เป็นอิสระหรือที่รัฐแทรกแซงได้ยากเลย

ในแง่สาระ ข่าวสารข้อมูลนั้น สื่อวิทยุโทรทัศน์จึงเป็นกระบอกเสียงของรัฐและกองทัพตลอดมา (เพิ่งจะเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในยุคสื่อดิจิทัลนี้เอง) นอกจากนั้นสื่อวิทยุโทรทัศน์ยังเน้นความบันเทิงเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม สื่อวิทยุโทรทัศน์ทำหน้าที่เผยแพร่อุดมการณ์และแนวคิดอนุรักษนิยมสุดสุด จะมีข้อยกเว้นน้อยมาก (จนกระทั่งถึงยุคสื่อดิจิทัลไม่นานมานี้เอง)

นอกจากนี้ การผลิตสาระเนื้อหาและรายการบันเทิงของสื่อโทรทัศน์ล้วนต้องอาศัยการลงทุนสูง ซึ่งหมายถึงผู้อุปถัมภ์เป็นผู้ผลิตสินค้าหรือบริการสารพัดอย่าง หรือเป็นหน่วยงานรัฐ รวมทั้งที่ผลิตโดยสถานีต่างๆ นั่นเอง

ผู้บริโภคเข้าถึงสื่อวิทยุโทรทัศน์มากกว่าสื่อสิ่งพิมพ์เสียอีก ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะความมุ่งหมายของรัฐที่ต้องการใช้สื่อวิทยุโทรทัศน์เป็นกระบอกเสียงของตน อีกปัจจัยคงเป็นเพราะผู้เสพไม่จำเป็นต้องรู้หนังสือและสาระที่เน้นความบันเทิง โทรทัศน์กระจายเข้าสู่ท้องถิ่นทั่วไทยรวมทั้งในชนบทห่างไกลอย่างรวดเร็วจนแทบทุกครัวเรือนสามารถรับชมได้ตั้งแต่ทศวรรษ 2520 แล้ว ตลาดของสื่อวิทยุโทรทัศน์จึงกว้างขวางเข้าถึงมวลชนแทบทุกหัวระแหงในประเทศไทยยิ่งกว่าสื่อสิ่งพิมพ์เสียอีก

ทศวรรษ 2500 ยังเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับสื่อสิ่งพิมพ์เช่นกัน ซึ่งมีส่วนทำให้สื่อสิ่งพิมพ์ “อยู่เป็น” มากขึ้นและลดการวิพากษ์วิจารณ์ลง จนในที่สุดจะช่วยให้เราเข้าใจคุณภาพต่ำเตี้ยของสื่อในปัจจุบัน

ดังจะขอนำเสนอในตอน 2 ต่อไป

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน
‘สุชาติ’ ค้านขึ้น VAT-กู้ 4 แสนล้านแจกเงิน จี้ปฏิรูปราชการอุดรูรั่วทุจริต ดีกว่ารีดภาษีประชาชน
ยศชนัน-ประเสริฐ ชูหลักสูตรฐานสมรรถนะ ยกระดับวิชา “ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-ภาษาไทย” ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลกที่สมบูรณ์