โต้ทฤษฎี ‘นวัตกรรมนำความก้าวหน้าของเศรษฐกิจ’ ของรางวัลโนเบล
ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
จริงๆ แล้วผมตื่นเต้นและดีใจกับสามนักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลปีนี้ ที่เสนอแนวคิดทฤษฎีที่ทางสถาบันโนเบลเลือกว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกปัจจุบันนี้ ซึ่งกำลังเผชิญหน้าแนวทางและทฤษฎีของ MAGA ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ลงมือรื้อโครงสร้างตลาดเสรีที่เป็นคำขวัญของระบบทุนนิยมนับแต่เริ่มก่อกำเนิดมาในโลก แล้วแทนที่ด้วยระบบภาษีศุลกากรโหด
หนทางดังกล่าวนี้หลายคนวิตกกังวลว่าจะเป็นการเริ่มยุคใหม่ของลัทธิพาณิชย์นิยมที่ล้าสมัยไปแล้ว
คำขวัญของสถาบันโนเบลต่อรางวัลเศรษฐศาสตร์ปีนี้จึงสรุปสั้นๆ ได้ใจความหลักว่า
“จากการเสนอคำอธิบายเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” (“for having explained innovation-driven economic growth”)

ท่านแรกคือศาสตราจารย์โจเอล โมเคียร์ (Joel Mokyr) แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น สหรัฐฯ
“จากการได้ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องผ่านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี” และอีกสองศาสตราจารย์คือฟิลิปป์ อากียง (Philippe Aghion) และปีเตอร์ โฮวิตต์ (Peter Howitt) ที่นำเสนอ “ทฤษฎีการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านกระบวนการทำลายอย่างสร้างสรรค์”
สถาบันโนเบลกล่าวต่อไปว่า “ตลอดสองศตวรรษที่ผ่านมา โลกได้เห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งช่วยให้ผู้คนจำนวนมหาศาลหลุดพ้นจากความยากจน และวางรากฐานแห่งความมั่งคั่งของเรา
ผู้ได้รับรางวัลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีนี้ ได้แก่ โจเอล โมเคียร์, ฟิลิปป์ อากียง และปีเตอร์ โฮวิตต์ ได้อธิบายว่า นวัตกรรมคือแรงผลักดันสำคัญของความก้าวหน้าต่อไป
เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและส่งผลต่อทุกคน โดยมีผลิตภัณฑ์และวิธีการผลิตใหม่ๆ เข้ามาแทนที่สิ่งเดิมอย่างไม่หยุดยั้ง นี่คือพื้นฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งนำไปสู่มาตรฐานชีวิต สุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คนทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป ตรงกันข้าม ความซบเซาคือภาวะปกติของมนุษยชาติในอดีต แม้จะมีการค้นพบสำคัญเป็นครั้งคราว ซึ่งบางครั้งนำไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้นและรายได้ที่สูงขึ้น แต่การเติบโตมักจะหยุดนิ่งในที่สุด

โจเอล โมเคียร์ ใช้แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์เพื่อค้นหาสาเหตุที่ทำให้การเติบโตอย่างต่อเนื่องกลายเป็นภาวะปกติใหม่
เขาแสดงให้เห็นว่า หากนวัตกรรมจะเกิดขึ้นต่อเนื่องในลักษณะพึ่งพาตนเอง เราไม่เพียงต้องรู้ว่าสิ่งใดใช้ได้ผล แต่ยังต้องมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ว่าทำไมจึงได้ผล ซึ่งสิ่งหลังนี้มักขาดหายไปก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้ยากต่อการต่อยอดจากการค้นพบและสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เขายังเน้นย้ำถึงความสำคัญของสังคมที่เปิดรับแนวคิดใหม่และยอมรับการเปลี่ยนแปลง
ฟิลิปป์ อากียง และปีเตอร์ โฮวิตต์ ก็ศึกษากลไกเบื้องหลังการเติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ในบทความปี 1992 พวกเขาสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของสิ่งที่เรียกว่า “การทำลายอย่างสร้างสรรค์” (creative destruction) เมื่อผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ดีกว่าเข้าสู่ตลาด บริษัทที่ขายผลิตภัณฑ์เก่าจะเสียเปรียบ นวัตกรรมจึงเป็นสิ่งใหม่และมีความสร้างสรรค์ แต่ก็มีลักษณะของการทำลาย เพราะบริษัทที่เทคโนโลยีล้าสมัยจะถูกแข่งขันจนพ่ายแพ้
ในรูปแบบต่างๆ ผู้ได้รับรางวัลแสดงให้เห็นว่า การทำลายอย่างสร้างสรรค์ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการจัดการอย่างสร้างสรรค์ มิฉะนั้น นวัตกรรมจะถูกขัดขวางโดยบริษัทเดิมและกลุ่มผลประโยชน์ที่เสี่ยงจะเสียเปรียบ
“งานของผู้ได้รับรางวัลแสดงให้เห็นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เราต้องรักษากลไกที่อยู่เบื้องหลังการทำลายอย่างสร้างสรรค์ไว้ เพื่อไม่ให้กลับไปสู่ภาวะซบเซาอีกครั้ง” John Hassler ประธานคณะกรรมการรางวัลสาขาเศรษฐศาสตร์กล่าว
ผมปลื้มใจมากที่ ศ.โมเคียร์บอกว่างานนี้สำเร็จเพราะท่านใช้ “ประวัติศาสตร์” ในการค้นคว้าศึกษากระทั่งพบปมเงื่อนสำคัญว่า ก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม เมื่อการค้าขยายเติบใหญ่ไปตามสภาพสังคมเช่นประชากรเพิ่มมากขึ้น มีการแลกเปลี่ยนสินค้ากับดินแดนภายนอกมากขึ้น ฯลฯ ทำให้เกิดมีความรู้ใหม่ในการผลิต เรียกในยุคปัจจุบันคือมี “นวัตกรรม” ในการผลิต
แต่ก็พบว่าสังคมส่วนมาก (รวมทั้งสยามไทย) ไม่สามารถรักษานวัตกรรมให้ทำงานอย่างได้ผลอย่างต่อเนื่องที่สำคัญในลักษณะพึ่งพาตนเอง เราไม่เพียงต้องรู้ว่าสิ่งใดใช้ได้ผล แต่ต้องรู้ด้วยว่าเพราะเหตุใด ตรงนี้เองที่หลายสังคมไม่ผ่าน เพราะไม่มีคำอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์ว่าทำไมนวัตกรรมอะไรถึงได้ผล
โมเคียร์จึงสรุปในประเด็นที่ผมคิดว่าสำคัญยิ่งกว่าที่โนเบลให้ความสำคัญว่า นวัตกรรมหรือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่คือคำถามว่าทำไมนวัตกรรมจึงขาดหายไปก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม
คำถามนี้ผมว่ายังใช้ได้แม้กับสังคมและการผลิตของไทยในยุคโลกาภิวัตน์ด้วยก็ยังได้ ทำให้ยากต่อการต่อยอดจากการค้นพบและสิ่งประดิษฐ์ใหม่ด้วยตนเองได้
จนทำให้สังคมไทยไม่เห็นความสำคัญของสังคมที่เปิดรับแนวคิดใหม่และยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะมีผลต่อโครงสร้างและความเคยชินเก่าๆ ของพวกตนเลย
ประเด็นต่อเนื่องจากข้อแรกคือทำไมโมเคียร์ใช้การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นเส้นแบ่งของคำถามข้างบนนี้
ผมเพิ่งอ่านนิพนธ์สำคัญของมาร์กซ์เรื่องทุนเล่มหนึ่ง แปลกที่เขาศึกษาค้นคว้าอย่างละเอียดถึงระยะเปลี่ยนผ่านจากระบบหัตถอุตสาหกรรม (manufacture) มาสู่ระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่เรารู้จักกันในชื่อระบบโรงงานเพราะมีเครื่องจักรกลเข้าแทนที่แรงงานของช่างหัตถกรรม
เป็นสามบทที่ยาวและละเอียดมาก แต่ที่ประหลาดใจคือผมไม่เคยอ่านหรือได้ยินนักลัทธิมาร์กซ์คนไหนเอ่ยถึงเนื้อหาและความสำคัญของบทดังกล่าวเลย ซึ่งเริ่มตั้งแต่บทที่ 13 ถึงบทที่ 15 ความยาวทั้งหมดคือ 99 หน้า นับว่าไม่น้อยเลย
ประเด็นคือมาร์กซ์กล่าวว่า “จุดเริ่มต้นของการผลิตแบบนายทุนทั้งทางประวัติศาสตร์และมโนทัศน์คือการมีผู้ใช้แรงงานจำนวนมากที่ทำงานด้วยกัน ในเวลาเดียวกันและในสถานที่เดียวกัน (หรือเราอาจกล่าวว่าแรงงานในภาคเดียวกัน) ภายใต้การบัญชาของนายทุนคนเดียว ทั้งหมดนั้นเพื่อที่จะผลิตสินค้าจำพวกเดียวกัน”
คำถามคือเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ค่อยเกิดนอกสังคมยุโรปตะวันตก เพราะในยุโรปตั้งแต่ยุคกลางมามีระบบหัตถอุตสาหกรรมในขั้นเริ่มแรกคือหัตถกรรมของสมาคมช่างฝีมือ ส่วนใหญ่มาจากการทำงานในโรงปฏิบัติงาน (workshop) ของหัวหน้าช่างฝีมือเพียงแค่ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นเมื่อมีความต้องการในสินค้ามากขึ้น
โรงปฏิบัติงานนี้ คุณสุภา ศิริมานนท์ แปลว่า “โรงงานขนาดย่อม” ใน แคปิตะลิสม์ ซึ่งก็ถูกในความหมายของขนาดที่เล็กกว่าโรงงานที่จะเป็นระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่ อยู่ประมาณกลางศตวรรษที่ 17 ถึงปลายศตวรรษที่ 18
ลักษณะเด่น : ใช้แรงงานคนเป็นหลัก เครื่องมือยังเป็นแบบดั้งเดิม (tools) ไม่ใช่เครื่องจักร ไม่มีการแบ่งงานในโรงงานแบบละเอียด (division of labor) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การเปลี่ยนแปลงเมื่อระบบทุนเข้ามา เริ่มมีการลดทักษะของแรงงาน (deskilling) การผลิตยังขึ้นอยู่กับความชำนาญของแรงงานแต่ละคน
มาร์กซ์จึงกล่าวว่า “ในระบบหัตถอุตสาหกรรม (manufacturing) การปฏิวัติในรูปแบบการผลิตเริ่มต้นจากแรงงาน” ซึ่งตรงข้ามกับระบบโรงงานสมัยใหม่ “การปฏิวัติเริ่มต้นจากเครื่องมือการผลิต ไม่ใช่แรงงาน”
ใช่แล้ว ปมเงื่อนของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอยู่ที่การปฏิวัติเครื่องมือการผลิต นั่นคือการเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป
นวัตกรรมไม่อาจเกิดได้ด้วยตัวมันเอง และเดินทางผ่านกาลเวลาไม่ได้ด้วยตัวมันเอง
มันต้องอาศัยคนหรือคนงาน ไม่ใช่แค่จักรพรรดิ “ขุนนางเจ๊สัวราษฎรผู้มีทรัพย์” และนายทุนนายธนาคารที่ทำให้นวัตกรรมต่อเนื่องได้
ระยะหลังมานี้ เวลาไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ ผมเริ่มเพ่งความสนใจไปที่เครื่องมือการผลิต ส่วนใหญ่หาดูยากเพราะคนไม่เก็บเนื่องจากไม่มีค่าและราคา ยิ่งประวัติศาสตร์หากไม่ให้ความสนใจก็แทบเลือนหายไปจากวิถีชีวิตการทำมาหากินของคนธรรมดา การทอผ้าด้วยมือกลายเป็นหัตถอุตสาหกรรมที่ได้รับความนิยมและชื่นชมในสังคมไทยสมัยหลังสมัยใหม่
แต่แปลกมากที่หาความรู้ (นวัตกรรม) และกระบวนการผลิตแบบเก่าก่อนได้น้อยหรือแทบไม่ได้เลย การทอผ้าในหมู่บ้านปัจจุบันก็ยังดำรงต่อเนื่องวิธีการผลิตและเครื่องมือแบบก่อนสมัยใหม่
เรียกว่าไม่มี “การทำลายเพื่อสร้างสรรค์” เลยก็ว่าได้ในแทบทุกหัตถกรรมครัวเรือนของสยามไทย
อ่าน โต้ทฤษฎี’นวัตกรรมนำความก้าวหน้าของเศรษฐกิจ’ของรางวัลโนเบล (3)
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
