ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
“จากศูนย์ควบคุมการบินใต้ดิน นักบินของกองทัพอากาศสหรัฐจะ ‘บิน’ ด้วยการควบคุมระยะไกล และโจมตีเป้าหมายที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายร้อยไมล์”
Edgar Ulsamer
Air Force Magazine, January 1972
ถ้าเราไม่สังเกตปีที่ตีพิมพ์แม็กกาซีนในข้างต้นแล้ว เราอาจจะคิดว่าการพรรณนาความดังกล่าวเป็นการบอกเล่าเรื่องในช่วงเวลาปัจจุบัน แต่หากเห็นเดือนและปีที่ตีพิมพ์แล้ว เราอาจจะมีความรู้สึกอย่างไม่น่าเชื่อเลยว่า ข้อความนี้เขียนขึ้นในเดือนมกราคม 1972 ซึ่งเป็นภาพสะท้อนอย่างดีว่า นักคิดเรื่องโดรนได้บอกเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของสงครามมานานแล้ว และสำหรับพวกเขา แพลตฟอร์มการรบทางอากาศใหม่คือ “อากาศยานไร้คนขับ” ที่จะเข้ามารับภารกิจแทนอากาศยานที่มีคนขับ
ดังนั้น นับจากช่วงระยะเวลาที่ก้าวจากการสิ้นสุดของสงครามเวียดนามในต้นทศวรรษ 1970 ต่อเนื่องเข้าทศวรรษที่ 1980 จะเห็นได้ว่าโดรนมีพัฒนาการและขีดความสามารถมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะผลจากการคิดและประดิษฐ์ของ “อับราฮัม คาเรม” (Abraham Karem) วิศวกรชาวยิวที่อพยพมาตั้งรกรากใหม่ที่สหรัฐ คาเรมและทีมวิศวกรของเขาสร้างโดรนได้เองจากที่บ้าน คือเป็น “homemade drone” (พูดเหมือนเป็น “พิซซ่า” หรือ “อาหารโฮมเมด” ที่ทำในบ้าน) เขาไม่ได้มีห้องทดลองและสายการผลิตในแบบที่บริษัทผลิตอาวุธใหญ่มี
พัฒนาการสำคัญเกิดขึ้นในทศวรรษ 1990 เมื่อคาเรมและทีมสร้างโดรนตัวใหม่ที่มีพัฒนาการมากขึ้นคือ GNAT-750 และต่อมามีการพัฒนาขีดความสามารถมากขึ้น โดยการเชื่อมต่อสัญญาณข้อมูลกับดาวเทียม ซึ่งทำให้ไม่ต้องพึ่งพากับการใช้สัญญาณวิทยุกับโดรนอีกต่อไป และโดรนตัวใหม่นี้ชื่อ “พรีเดเตอร์” (Predator Drone) ซึ่งผลของความสำเร็จในการเชื่อมต่อสัญญาณเข้ากับดาวเทียมเช่นนี้ จึงเท่ากับเป็นการเปิด “ศักราชใหม่ของโดรน” หรืออีกด้านหนึ่ง ความสำเร็จเช่นนี้คือการยกระดับขีดความสามารถของโดรนอีกขั้นหนึ่ง และต้องถือเป็นการยกระดับแบบก้าวกระโดดด้วย
การปฏิวัติโดรน
การเปิดศักราชใหม่ของโดรนที่ทำงานร่วมกับดาวเทียมเช่นนี้ คือ “การปฏิวัติการตรวจการณ์ทางอากาศ” ครั้งสำคัญของกิจการการบินทหาร หรืออาจต้องเรียกว่าเป็น “Surveillance Revolution” ของโลกทางทหาร และการปฏิวัติการตรวจการณ์เช่นนี้ ถูกขับเคลื่อนโดยอากาศยานไร้คนขับ
โดรนพรีเดเตอร์ออกบินครั้งแรกในฤดูร้อน 1994 โดยทำการบินเหนือน่านฟ้าของคาบสมุทรบอลข่าน และต่อมาในปี 1995 โดรนเข้าร่วมปฏิบัติการของนาโตคือ “Operation Deliberate Force” ที่เปิดปฏิบัติการทางอากาศเข้าแทรกแซงในสงครามบอสเนีย (the Bosnian War) ด้วยการโจมตีเป้าหมายของกองกำลังบอสเนียเซิร์บ (Bosnian Serb Army) น่าสนใจว่า ถ้าเราอ่านรายงานตามปกติแล้ว เราจะไม่เห็นเรื่องของโดรนเลย มีแต่รายงานการโจมตีทางอากาศด้วยเครื่องบินที่มีนักบิน
แต่การโจมตีเช่นนั้นเกิดขึ้นด้วยการใช้โดรนในการบินตรวจการณ์ทางอากาศ เพื่อค้นหาจุดเป้าหมายในการโจมตี และถูกพิสูจน์อีกครั้งในสงครามบอสเนียว่า โดรนมีประโยชน์อย่างมากในการสงครามทางอากาศสมัยใหม่ (ใครถ้าเคยชมภาพยนตร์เรื่อง “Behind Enemy Lines” ที่สร้างจากเค้าโครงเรื่องจริงบางส่วนในปี 1995 ที่เครื่องบินตรวจการณ์ของกองทัพเรืออเมริกันยิงตกในสงครามบอสเนียแล้ว จะเห็นถึงความเสี่ยงของเครื่องบินที่ทำภารกิจเช่นนี้ แต่การบินของโดรน ช่วยลดทอนปัญหานี้ไปโดยสิ้นเชิง เนื่องจากรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ต้องกังวลกับการสูญเสียนักบิน หรือการถูกจับเป็นเชลยในสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น กล่าวคือ “ปีศาจยู-2” ที่ถูกยิงตกในสหภาพโซเวียตในยุคสงครามเย็น ยังคงตามมาหลอกหลอนผู้นำที่ทำเนียบขาวไม่เลิก และไม่มีผู้นำคนไหนอยากเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองจากปัญหาเช่นนั้นอีก)
สงครามบอสเนียตอกย้ำคุณค่าทางทหารของโดรนเช่นที่เห็นมาแล้วในสงครามเวียดนาม อีกทั้งพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่มากขึ้นจากความสำเร็จในการสร้างและออกแบบของอับราฮัม คาเรม ทำให้โดรนพรีเดเตอร์มีศักยภาพในการปฏิบัติการในอากาศมากกว่าโดรนแมลงสายฟ้า ความสามารถเช่นนี้ทำให้เราควรต้องยกย่องให้คาเรมเป็น “บิดาแห่งโดรน” ในโลกยุคปัจจุบัน
ในทางทหาร คุณค่าที่ปรากฏชัดในสงครามบอสเนีย ทำให้กองทัพอากาศสหรัฐต้องจัดตั้ง “หน่วยบินโดรน” (drone unit) ขึ้นในปี 1995 คือ “ฝูงบินตรวจการณ์ทางอากาศที่ 11” (The 11th Reconnaissance Squadron) ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่ฐานทัพอากาศในรัฐเนวาดา (ปัจจุบันคือ Creech Air Force Base) ฝูงบินนี้ใช้ทั้งโดรนพรีเดเตอร์ และโดรน GNAT-750 ที่แม้อาจจะเป็นรุ่นเก่า แต่ก็ยังมีประโยชน์ในทางทหาร เพราะแม้อาจจะเก่า แต่ GNAT ก็ยังคงสามารถแบกรับภารกิจในการบินตรวจการณ์ได้
ห่วงโซ่สงคราม
สงครามบอสเนียยังสะท้อนให้เห็นปัญหาอีกประการที่กองทัพอากาศอเมริกันถูกเรียกร้องอย่างมาก คือภาพถ่ายทางอากาศในความหมายของ “ข่าวกรองภาพถ่าย” (Photo Intelligence : PHOTINT) ซึ่งอากาศยานที่มีนักบินทำทั้งหมดไม่ได้ (และในความเป็นจริงอาจทำไม่ไหวด้วย) ดังนั้น ในสงครามนี้ อากาศยานที่ไม่มีคนขับจึงออกบินปฏิบัติการข่าวกรองทางอากาศควบคู่ไปกับอากาศยานที่มีคนขับ ภาพถ่ายทางอากาศเช่นนี้ มีส่วนอย่างมากที่ทำให้การโจมตีทางอากาศของฝูงบินนาโตเป็นไปได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
ในอีกด้าน เราเห็นถึงการได้ข้อมูล “ภูมิข่าวกรอง” (Geographic Intelligence) ผ่านการบินของอากาศยานที่ไม่มีนักบิน ไม่ใช่บทบาทอากาศยานตรวจการณ์ที่ต้องมีนักบินในแบบเดิม ผลที่เกิดขึ้นเช่นนี้จึงส่งผลให้โดรนกลายเป็นอุปกรณ์ทางอากาศที่จำเป็นในการบินตรวจการณ์เหนือน่านฟ้าของโคโซโว ทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายทางทหารของการบินด้วยอากาศยานที่มีนักบินอีกด้วย
พรีเดเตอร์เป็นโดรนหลักที่ใช้ในภารกิจเช่นนี้ แต่ก็มีการบินร่วมกับของโดรนของกองทัพบกสหรัฐคือ “โดรนฮันเตอร์” (Hunter Drone) และของกองทัพเรือสหรัฐคือ “โดรนไพโอเนียร์” (Pioneer Drone) ซึ่งบทบาทของโดรนที่มีมากขึ้นเช่นนี้สะท้อนให้เห็นได้จากการที่โดรนพรีเดเตอร์และฮันเตอร์ออกปฏิบัติการที่โคโซโวเป็นเวลามากถึง 2,000 ชั่วโมงบินในปี 1999
ภาวะเช่นนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนในอีกเรื่องคือ โดรนได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการการโจมตีทางอากาศ เพราะในกระบวนการนี้ โดรนทำภารกิจโดยตรงในการบินถ่ายภาพทางอากาศ เพื่อใช้ในการกำหนดเป้าหมายการโจมตี หรืออาจกล่าวในอีกมุมหนึ่งได้ว่า โดรนได้กลายเป็นส่วนสำคัญใน “ห่วงโซ่การสังหาร” (kill chain) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งข้อมูลเป้าหมายผ่านระบบสัญญาณดาวเทียม อันทำให้กองทัพอากาศนาโตมีขีดความสามารถเพิ่มมากขึ้นในการกำหนดเป้าหมายที่ต้องการโจมตีได้อย่างรวดเร็ว
สงครามทางอากาศในโคโซโวจึงเป็นการเปิดศักราชใหม่ของปฏิบัติการทางอากาศของโดรน และไม่เพียงบ่งบอกถึงความจำเป็นที่โดรนถูกบูรณาการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ “นภานุภาพสมัยใหม่” ที่ไม่ใช่เป็นเรื่องของอากาศยานที่มีนักบินเท่านั้น หากโดรนได้กลายเป็นส่วนสำคัญของ “ห่วงโซ่การสังหาร” ทางอากาศของกองทัพในสงครามสมัยใหม่
ในเวลาต่อมา ศักยภาพของโดรนถูกยกระดับมากขึ้นอีกในปี 2001 เมื่อมีการทดลองนำเอาอาวุธปล่อยต่อต้านรถถังแบบ “เฮลไฟล์” (Hellfire) ติดตั้งไว้ในจุดติดอาวุธใต้ปีกของโดรน แม้คาเรมที่ถือเป็นบิดาผู้ให้กำเนิดโดรนในโลกสมัยใหม่จะไม่ใช่ผู้ที่คิดค้นในการติดตั้งอาวุธโจมตีกับโดรน แต่เขาคือคนที่ผลักดันให้ “กงล้อประวัติศาสตร์” ของโดรนทหารเคลื่อนไปข้างหน้าในฐานะเครื่องมือสงคราม
ดังนั้น เมื่อโดรนสามารถทำการโจมตีทางอากาศได้แล้ว โดรนจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือของการทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจการณ์ทางอากาศในความหมายของการเป็น “นักล่า” เท่านั้น หากโดรนกำลังปรับบทบาทของตนให้กลายเป็น “มือสังหาร” ทางอากาศอีกด้วย หรืออาจกล่าวได้ว่าขีดความสามารถในการติดอาวุธของโดรนได้ทำให้อุปกรณ์ในการเดินอากาศชุดนี้เปลี่ยนจาก “นักล่า” กลายเป็น “นักฆ่า” ไปแล้ว และนับจากนี้ต่อไป ภารกิจของโดรนจะไม่หยุดอยู่แค่เพียงการบินตรวจการณ์เพื่อทำหน้าที่ในการลาดตระเวนทางอากาศเท่านั้น
การที่โดรนได้รับบทบาทใหม่ในการเป็น “เพชฌฆาตเวหา” เช่นนี้ จึงเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณว่า ข้อห้ามของการทำสงครามในบางเรื่องกำลังต้องเปลี่ยนแปลงไป เพราะสงครามกำลังดำเนินการผ่านการควบคุมจากระบบสัญญาณระยะไกล หรืออีกนัยหนึ่งคือ การเปลี่ยนผ่านของสงครามเข้าสู่ “ยุคของรีโมตคอนโทรล” (the Age of Remote-Controlled) ที่มีอากาศยานไร้คนขับเป็น “วิถีแห่งสงคราม”
อีกทั้งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีโดรนเช่นนี้ได้ทำให้ระยะความห่างระหว่าง “มือสังหาร” กับ “ผู้ถูกสังหาร” เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง อันส่งผลให้ข้อจำกัดในเรื่องระยะทางกับการถูกสังหารนั้นไม่มีมิติของความไกลทางภูมิศาสตร์เป็นปัจจัยกำหนดอีกต่อไป หรือในอีกมุมหนึ่ง โดรนอย่างพรีเดเตอร์ทำให้แนวคิดเรื่องของการทำสงครามระยะไกลผ่านการควบคุมด้วย “รีโมต” ปรากฏเป็นจริงขึ้น ซึ่งอาจเรียกพัฒนาการสงครามในลักษณะเช่นนี้ว่าเป็น “Remote War” กล่าวคือเป็นการทำสงครามผ่านหน้าจอทีวี และมีรีโมตเป็นอุปกรณ์ในการสังหาร
สงครามที่ไม่มีความเป็นตัวตน
จากขีดความสามารถที่เพิ่มมากขึ้นอย่างในกรณีของพรีเดเตอร์นั้น คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของสงครามสมัยใหม่ที่ทำการรบด้วยจักรกลสงครามที่เป็นเทคโนโลยีสมรรถนะสูง และทำให้การเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์ที่เป็นคู่ขัดแย้งและเผชิญหน้ากันในสนามรบแบบเดิมสิ้นสุดลง ภาวะเช่นนี้ทำให้สงครามร่วมสมัยมีธรรมชาติเป็น “Impersonal Warfare” ดังเช่นที่โลกเริ่มเห็นมาแล้วในสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เกิดระยะห่างของการสังหาร เช่น การโจมตีด้วยปืนใหญ่ หรือการสังหารด้วยปืนกล ที่ไม่ใช่การต่อสู้ในระยะประชิดแบบเก่า
ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อมีการใช้เครื่องมือในการโจมตี/สังหารจากระยะไกลด้วยการใช้โดรนแล้ว การสังหารจึงเกิดบนหน้าจอทีวี เมื่อผู้ควบคุมโดรนกดรีโมตเปิดการโจมตี แม้เป้าหมายจะอยู่ไกลเพียงใดในทางภูมิศาสตร์ก็ไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป และเมื่อใดก็ตามที่ภาพของบุคคลเป้าหมายปรากฏบนจอทีวีของผู้ควบคุมโดรนแล้ว บุคคลผู้นั้นก็เป็นเพียง “ผู้รอคอยความตาย” บนหน้าจอทีวีเท่านั้นเอง
ในห่วงโซ่ของการสังหารเช่นนี้ เพชฌฆาตเวหาจะติดตามเขา หรือเฝ้าติดตามอย่างที่เป้าหมายไม่มีทางรู้ตัวได้เลย เช่น พรีเดเตอร์นั้นสามารถบินด้วยความเร็วสูงสุด 135 ไมล์ต่อชั่วโมง และบินที่เพดาน 25,000 ฟุต และทั้งยังสามารถเชื่อมต่อการบินด้วยสัญญาณดาวเทียม ที่ผู้ควบคุมโดรนอาจจะอยู่ในอีกซีกโลกหนึ่ง โดยสามารถปฏิบัติการได้อย่างไม่มีเงื่อนไขของระยะทางในทางภูมิศาสตร์เป็นข้อจำกัดอีกต่อไป สงครามโดรนได้ทำลายความเป็นส่วนตัวของมนุษย์ลงโดยสิ้นเชิง!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
