My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
การแพทย์ไทย
ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา (2)
การใช้สมุนไพรทดแทนยาฝรั่ง
ในช่วงสงครามยารักษาโรคขาดแคลนหนักด้วยยาเป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ แม้นไทยในครั้งนั้นจะมีโอสถศาลาที่ริเริ่มโดย ดร.ตั้ว ลพานุกรม อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ กระทรวงเศรษฐการก่อตั้งกองเภสัชกรรมขึ้นในปี 2480 เพื่อศึกษาวิเคราะห์วิจัยทางเภสัชกรรมและวิจัยสมุนไพรที่ใช้ทำเป็นยาทดแทนการสั่งซื้อยาแผนปัจจุบันมาจากต่างประเทศ
ต้นปี 2482 มีการสร้างโรงงานเภสัชกรรมขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น เพื่อเป็นการประหยัดเงินและเพื่อจะได้มียาสำรองไว้ใช้ในประเทศ ป้องกันขาดแคลนยาในยามคับขัน ในระยะแรก โรงงานเภสัชกรรมผลิตยาจำพวกทิงเจอร์ ยาสะกัด ยาเม็ด ยาฉีด ยาสกัดวิตามินบีกับการทำยาน้ำมันกระเบา เป็นต้น
พลันเมื่อสงครามเกิดขึ้น เส้นทางการค้าทางทะเลถูกตัดขาดทำให้ยารักษาโรคขาดแคลนถึงขนาด “หยูกยาเวชภัณฑ์แม้แต่โรงพยาบาลของรัฐก็ขาดแคลนและขาดมือ ประชาชีเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องเสี่ยงดวงทางเดียว ราษฎรที่ถูกเกณฑ์แรงงานไปสร้างถนนสายชัยวิบูลย์ตอนที่จะย้ายเมืองหลวงจากกรุงเทพฯ ไปอยู่เพชรบูรณ์ เจ็บไข้ได้ป่วยกันมาก ส่วนใหญ่เป็นมาลาเรีย ว่ากันว่ามีการบังคับเข้าแถวรับยา ควินินหรืออาเตบรีนตามแต่จะมีขณะนั้น” ความขาดแคลนยาควินนินถึงระดับ “ต้องใช้ควินินเม็ดละลายน้ำ แบ่งกันกิน” กันเลยทีเดียว (สรศัลย์ แพ่งสภา, 2558 : 122, 196)
ในช่วงสงคราม ยารักษาโรคขาดแคลนจำนวนมากทำให้การแพทย์ไทยสมัยนั้นต้องแสวงหายาสมุนไพรพื้นบ้านมาทดแทนยาจากต่างประเทศที่นำเข้า เช่น ควินิน มอร์ฟีน ยาซัลฟา เป็นต้น

ขาดแคลนยา
เมื่อสงครามยืดเยื้อทำให้ยารักษาโรคเป็นสินค้าขาดแคลน แม้นแอสไพริน ควินิน ไทยสามารถผลิตได้แล้วก็ตามแต่ยารักษาโรคชนิดอื่นๆ ที่เกินความสามารถขององค์การเภสัชกรรม เช่น ซัลฟา แอสเตปรินที่ใช้รักษามาลาเรียนั้นขาดตลาดหายากอย่างกับทองคำ จนกระทั่งมีการทำยาปลอมมาขายด้วยราคาแพงในท้องตลาดอีกด้วย (พล.ต.อ.จำรัส, 75)
ประเก็บ คล่องตรวจโรค บันทึกว่า ยารักษามาเลเรีย เช่น ควินิน และอาเตบริน (Atabrine) ขาดตลาดมาก เพราะพ่อค้ากักตุนยารักษาโรคเพื่อขายเอากำไรในตลาดมืดจนหมด ยาอาเตเบริน ราคาก่อนสงครามราคาเม็ดละเพียง 10 สตางค์เท่านั้น แต่ช่วงสงครามราคาขึ้นเป็นเม็ดละ 75 บาท เขาบันทึกว่า “ยาขึ้นราคายังกับทองคำ” (ประเก็บ, 2516 : 215)
ครั้งนั้น คนไทยที่มีฐานะมักจะหาซื้อยารักษาโรคที่จำเป็นเก็บไว้ที่บ้านมากกว่าการหวังพึ่งพายาจากโรงพยาบาล เช่น ควินินรักษาไข้จับสั่น ยารักษาโรคบิด ไข้รากสาด ท้องร่วง และอาการอักเสบต่างๆ (สรศัลย์ : 196-197)
ส่วนยารักษาโรคที่ใช้กันตามโรงพยาบาลครั้งนั้นเป็นยาที่ตกค้างในตลาดตั้งแต่ช่วงก่อนสงครามแล้ว เมื่อยาขาดแคลน ชาวบ้านดิ้นรนรักษาตัวกันตามีตามเกิดด้วยการใช้ยาพื้นบ้านและสมุนไพรรักษาตัวกันแทน
ในช่วงนั้น โรคระบาดที่สำคัญ คือ ไข้จับสั่น แต่ยาควินินหายากมาก ชาวบ้านจึงนำเปลือกต้นสะเดาที่มีรสขมมาต้มน้ำดื่มแทน ด้วยพวกเขาเข้าใจว่า เปลือกต้นสะเดารสชาติขมเหมือนควินินดังนั้นน่าจะมีคุณสมบัติรักษาโรคได้เหมือนกัน (lek-prapai.org)

สมุนไพรไทยกับการรักษาโรคช่วงสงคราม
สําหรับควินิน เป็นยารักษาโรคที่จำเป็นสำหรับของกองทัพ ด้วยเหตุไทยส่งทหารเข้าไปในป่า ตามหุบเขา ทหารเป็นไข้จับสั่นกันมา หมอเสม พริ้งพวงแก้ว ได้พัฒนาควินินเม็ดเป็นยาฉีดเพื่อรักษาอาการมาลาเรียขึ้นสมอง ต่อมาเมื่อควินินเม็ดขาดแคลนอีก หมอเสมได้นำต้นกาสามปีกมาต้มให้คนไข้ดื่มเพื่อบรรเทาอาการไข้ และมีการนำเปลือกต้นโมกหลวงตากแห้งมาใช้รักษาโรคบิดในช่วงสงครามด้วยเช่นกัน (เสม พริ้งพวงแก้ว, 2554 : 363)
สำหรับยาซัลฟาหรือครั้งนั้นเรียกว่า ยา M.B. 693 ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่ใช้รักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ หลอดลมอักเสบ ดวงตาติดเชื้อ เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากแบคทีเรียและใช้เพื่อรักษาภาวะอื่นๆ ด้วย เช่น ยาขับปัสสาวะเพื่อใช้รักษาคนไข้ด้วยแต่ในระหว่างสงครามยา ซัลฟาหมดไปจากท้องตลาดเช่นกัน
เมื่อยายาซัลฟาขาดแคลน หมอเสนอ อินทรสุขศรี เล่าว่า อาจารย์หมอสมัยนั้นของหน่วยยูโรวิทยา ใช้ใบพยับเมฆ หรือใบต้นหญ้าหนวดแมว มาคั่วให้แห้งแล้วชงเป็นน้ำชาให้คนไข้ในหน่วยยูโรดื่มแทนน้ำธรรมดาและให้ดื่มมากๆ ช่วยในการฆ่าเชื้อทางเดินปัสสาวะและขับปัสสาวะแทนยาฝรั่ง (เสนอ : 65-66)

โรคระบาดช่วงสงคราม
ในช่วงนั้น ไทยเผชิญกับอหิวาตกโรคระบาดอย่างรุนแรง เริ่มระบาดจากพม่าแล้วมาระบาดในค่ายเชลยศึกฝรั่งที่กองทัพญี่ปุ่นบังคับมาสร้างทางรถไฟสายมรณะ แล้วระบาดไปทั่วประเทศ….กองควบคุมโรคติดต่อเพียงหน่วยงานเดียวที่ปากคลองสานไม่สามารถรับมือได้จึงต้องไปตั้งโรงพยาบาลชั่วคราวอีกหลายแห่ง การขาดแคลนเวชภัณฑ์ทำให้การรักษาเป็นไปตามมีตามเกิด ยาอื่นๆ ที่พอรักษาได้ไม่มีเลย(เพจพิพิธภัณฑ์ศิริราช)
น้ำเกลือมีไม่เพียงพอ เครื่องมือให้น้ำเกลือก็มีจำกัด ต้องนึ่งฆ่าเชื้อด้วยลังถึงธรรมดา ต้องใช้เชือกกล้วยนึ่งฆ่าเชื้อเพื่อผูกหัวเข็มกับสายยางแทนผ้าเหนียว (Plaster) ทำให้ผู้ป่วยอหิวาต์สมัยนั้นมีอัตราตายสูงถึงร้อยละ 68 เนื่องจากร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำ ผู้ป่วยบางคนหายจากอหิวาต์ แต่กลับต้องมาตายเพราะโลหิตเป็นพิษด้วยฝีทั้งตัว ซึ่งเกิดจากตัวเรือดที่เตียงคนไข้กัด
พออหิวาต์ระบาดเบาบางลงไม่ทันไร ฝีดาษก็เกิดระบาดซ้อนขึ้นมาอีก การรักษาพยาบาลยามสงครามเป็นไปอย่างขาดแคลน เวชภัณฑ์ขาดแคลนต้องใช้กระดาษสาแทนสำลีและผ้าพันแผล ยาประเภทปฏิชีวนะไม่มีเลย เซรุ่มแก้บาดทะยักก็ไม่มี ผู้ป่วยแผลติดเชื้อมากี่รายๆ ก็ตายหมด (เพจพิพิธภัณฑ์ศิริราช) ภาวะขาดแคลนภัณฑ์และยารักษาโรคบรรเทาลงเมื่อสงครามสิ้นสุดลง

ในช่วงสงคราม สาธารณสุขของไทยในช่วงสงครามนั้น พระยาสุนทรพิพิธ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข บันทึกสภาพการรักษาพยาบาลว่า คนไทยต้องเผชิญหน้ากับโรคร้ายนานัปการ เช่น อหิวาต์ ไข้ทรพิษระบาดไปทั่วไป มีผู้คนตายอย่างน่าอเนจอนาถ รวมทั้งไข้ป่าระบาดลุกลามจากหัวเมืองเข้ามายังพระนคร ในช่วงสงคราม กระทรวงสาธารณสุขขาดแคลนทั้งหมอและยา หมอจำนวนมากต้องไปปฏิบัติราชการทหาร ยารักษาโรคขาดแคลน
แม้โรงงานเภสัชกรรมจะผลิตยาได้แต่ก็ขาดตัวยา เครื่องผลิตยาก็ได้ครั้งละไม่มาก อีกทั้งโอสถศาลายังเสียหายจากการโจมตีทางอากาศด้วย ทำให้รัฐบาลไทยขอแบ่งปันยาจำเป็นจากกองทัพญี่ปุ่นมาบ้าง โดยกองทัพญี่ปุ่นก็ที่ต้องนำเข้ามาจากหน่วยเหนือเช่นกัน
ช่วงเวลานั้น รัฐบาลไทยต้องพยายามสั่งยาตรงจากหลายแหล่งโดยใช้เครื่องบินทหารไปรับยาเพื่อแจกจ่ายไปตามโรงพยาบาล ทำให้การรักษาโรคในครั้งนั้นมีการใช้ยาสมุนไพรผลิตยารักษาโรคหลายอย่าง จนทำให้มีสมุนไพรปริมาณเพียงพอแก่การรักษาคนไทยในครั้งนั้น (พระยาสุนทรพิพิธ, 2500 : 463)





