bg-single

การแพทย์ไทย ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา (จบ)

18.12.2025

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

การแพทย์ไทย

ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา (จบ)

ชีวิตคนไทยในห้วงยามสงครามเป็นเรื่องที่ดูเหมือนตกหล่นไปจากหน้าประวัติศาสตร์ไทยในช่วงสงคราม แม้จะมีการเขียนถึงสงครามมหาเอเชียบูรพาจำนวนมาก แต่งานเขียนส่วนใหญ่มุ่งไปทางการสงคราม นโยบายต่างประเทศ บทบาทของผู้นำทางการเมืองมากกว่าการเล่าถึงชีวิตและความทุกข์ยากของคนส่วนใหญ่ในสังคม คือ ประชาชนคนธรรมดา

เมื่อสงครามระเบิดขึ้น ไม่เพียงเส้นทางการค้าของไทยกับโลกจะถูกตัดขาดลงทำให้เกิดสินค้าขาดแคลน อีกทั้งเกิดสภาวะโรคระบาดอย่างกว้างขวางเท่านั้น แต่ไทยยังถูกโจมตีทางอากาศอันสภาพการณ์เช่นนี้เหมือนผีซ้ำด้ำพลอยที่ทำให้ชีวิตคนไทยเผชิญหน้ากับความเป็นความตายมากยิ่งขึ้น การแพทย์เมื่อครั้งนั้นต้องประสบกับปัญหาขาดแคลนเวชภัณฑ์ ยารักษาโรค ทำให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วยเป็นไปด้วยความยากลำบาก กระทบแม้กระทั่งการเรียนการสอนในโรงเรียนแพทย์อีกด้วย

พยาบาลเมื่อครั้งนั้น

เครื่องมือผ่าตัดขาดแคลน

หมอเสนอ อินทรสุขศรี นักเรียนแพทย์ศิริราชในครั้งนั้นเล่าว่า อุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น มีดผ่าตัดคมๆ ที่เคยมีใช้อย่างสะดวกในช่วงก่อนสงครามหายากและมีราคาแพง หรือบางทีแม้มีเงินก็ไม่มีสินค้า เมื่อใช้มีดผ่าตัดหลายครั้งเข้าความคมก็หายไป จำเป็นต้องนำมีดมาลับ ในช่วงแรกโรงพยาบาลจ้างคนลับมีด ต่อมาเมื่อมีมีดจำนวนมากที่ทื่อ โรงพยาบาลจึงจ้างคนงานสำหรับลับมีดโดยเฉพาะ เมื่อใช้มีดจนหมดความสามารถของมันแล้วก็นำไปใช้ทับกระดาษหรือตัดเชือกแทน

เข็มฉีดยาเป็นเวชภัณฑ์อีกสิ่งหนึ่งที่แพทย์ พยาบาลต้องใช้ทุกวัน แต่มีราคาแพง หายาก และในที่สุดหาซื้อไม่ได้ โรงพยาบาลจึงต้องนำเข็มมาทำความสะอาดนึ่งฆ่าเชื้อแล้วใช้ซ้ำ แต่เมื่อใช้เข็มหลายครั้งเข้าเข็มก็ทื่อ โรงพยาบาลจึงต้องนำเข็มมาฝนให้แหลมเพื่อใช้ต่อไป ทุกคนต้องช่วยกันรักษาเข็มอย่าทำหัก หรือตกหล่น ในบางครั้งปลายเข็มเยินเมื่อนำมาใช้ฉีดยาแล้วจะทำให้คนไข้เจ็บปวดยิ่งกว่าเข็มทื่อเสียอีก บางครั้งเข็มหักติดคาสะโพกคนไข้ด้วย (เสนอ อินทรสุขศรี, 63-64)

การตรวจรักษาของโรงพยาบาลศิริราชช่วง 2480

ช่วงเวลานั้น เวชภัณฑ์ขาดแคลนไปหมดทุกอย่าง เข็มเย็บแผล เอ็นเย็บแผลก็ขาดแคลน แม้มีคนนำมาขายแต่ก็เป็นของเก่าเก็บหมดสภาพความเหนียวแล้ว จำต้องใช้ด้ายเย็บผ้าตราเสมอหรือตรากากบาทซึ่งมีความเหนียวมานึ่งใช้แทน การผ่าตัดครั้งนั้นแพทย์ต้องใช้ด้ายเย็บผ้าผูกหลอดเลือด เย็บแผลที่ผิวหนัง หรืออวัยวะต่างๆ แม้แต่ผ่าตัดกระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ก็ใช้ด้ายเย็บผ้าเช่นกัน (เสนอ อินทรสุขศรี, 65)

หมอเสนอเล่าต่ออีกว่า แม้กระทั่งหมวกและแมสก์ของนักเรียนแพทย์ที่ใช้ในห้องผ่าตัดนั้น โรงพยาบาลไม่มีให้ นักเรียนทุกคนต้องเตรียมมาเอง โดยให้ที่บ้านหรือร้านตัดกางเกงดูแบบแล้วทำตามแบบ

ถุงมือยางสวมผ่าตัดนั้นก็ขาดแคลน ใช้ไปนานๆ และผ่านการต้มนึ่งก็ขาด เมื่อถุงมือขาดแคลนก็ต้องปะถุงมือเหมือนกับยางในจักรยาน เมื่อใช้ไปนานเข้า ถุงมือยางเปื่อยขาดหมด จำต้องใช้ถุงมือผ้าทดแทนแต่ทำให้ผ่าตัดไม่สะดวก เนื่องจากเมื่อต้องใช้นิ้วมือผูกด้ายเย็บแผลแต่ถุงมือผ้ามีความหนาและไม่กระชับทำให้เกิดความลำบากแก่แพทย์ (เสนอ อินทรสุขศรี, 65)

ด้ายเย็บผ้ากลายเป็นเวชภัณฑ์สำคัญสมัยสงคราม

คนจนขายเลือด

ในช่วงสงครามนั้น หากมีกรณีต้องผ่าตัดให้ผู้ป่วย ทางโรงพยาบาลมักจะขอเลือดจากญาติผู้ป่วยคนนั้นเพื่อมาใช้ในการผ่าตัด ซึ่งขอเลือดได้ยากมาก เนื่องจากคนไทยสมัยนั้นกลัวการเจาะเลือด กลัวการเสียเลือด ด้วยเชื่อกันว่ากว่าร่างกายจะกลั่นเลือดแต่ละหยดได้ใช้เวลานาน การเสียเลือดไปทำให้เจ็บป่วยได้

ด้วยเหตุเกิดความเข้าใจผิดเรื่องการบริจาคเลือดในหมู่ประชาชนในครั้งนั้น ทำให้โรงพยาบาลมีผู้ให้เลือดประจำในยามที่แพทย์มีความจำเป็นต้องผ่าตัดคนไข้ คลังเลือดคือ ยามและคนงานของโรงพยาบาลที่มีอยู่ราว 10 กว่าคน ทั้งนี้ โรงพยาบาลจะรู้ว่าใครมีเลือดหมู่ใด เมื่อใดที่โรงพยาบาลต้องการเลือดจะเรียกบุคลากรผู้นั้นมาให้เลือด แพทย์ประจำบ้านและพยาบาลหัวหน้าตึกจะเป็นคนดำเนินการหาเลือดให้คนไข้ ราคาเลือดในช่วงสงครามมีมูลค่า ดังนี้ เลือดปริมาตร 400 ลบ.ซม. มีราคาถึง 300 บาท

ในครั้งนั้น ไม่มีการคัดกรองร่างกายผู้ให้เลือดอย่างสม่ำเสมอ มีแต่เพียงการตรวจครั้งแรกตอนสมัครเป็นผู้ให้เลือดเท่านั้น หรืออาจมีการตรวจซิฟิลิสเป็นระยะๆ โดยทางโรงพยาบาลกำหนดให้ผู้ให้เลือดทำได้เพียงเดือนละครั้งเท่านั้น แต่ต่อมาหมอเสนอสังเกตว่าเหล่ายามและกรรมกรของโรงพยาบาลซูบผอมลงผิดปกติ (เสนอ, 67)

ห้องผ่าตัดไทย 2483

การเรียนการสอนในโรงเรียนแพทย์

นับแต่ปลายสงคราม การเรียนการสอนในโรงเรียนแพทย์ที่ศิริราชได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางอากาศ เมื่อ 5 มีนาคม 2488 ฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดเพลิงลงสถานีรถไฟบางกอกน้อย ลูกระเบิดส่วนหนึ่งพลาดเป้าหมายตกใส่หอพักแพทย์ ตึกพระองค์หญิง (ตึกคนไข้เด็ก) ตึกพยาธิวิทยาและสุขวิทยา ซึ่งจะใช้สอบในวันรุ่งขึ้น อาคารพังเสียหายทั้งหลัง แทนที่นักเรียนแพทย์จะได้ใช้เป็นอาคารสอบก็ต้องมาช่วยกันค้นหาสไลด์ที่ใช้สอบในซากปรักหักพังแทน

ทำให้การเรียนการสอนของโรงเรียนแพทย์ต้องเรียนในอาคารหลังคามุงจากอยู่พักใหญ่ การสอบในช่วงนั้นอาจารย์จะเขียนคำถามบนกระดานดำแล้วให้นักศึกษาตอบไปทีละข้อตามกำหนด เมื่อนักศึกษาตอบเสร็จ อาจารย์ก็เขียนคำถามใหม่บนกระดานดำไปจนหมดคำถามในการสอบ (เสนอ, 2548, 81) รวมทั้งสมัยนั้นการเรียนบางวิชา เช่น วิชาพยาธิ ไม่ค่อยได้ผลดีอยู่ระยะหนึ่ง เนื่องจากขาดแคลนทั้งอุปกรณ์และสถานที่เรียน

มีดผ่าตัด ไซริงก์และเข็มฉีดยา เวชภัณฑ์หายากสมัยสงคราม

ต่อมา ในปลายเดือนมิถุนายน 2488 สถานีบางกอกน้อยถูกโจมตีทางอากาศเป็นหนที่ 3 ระเบิดเพลิงที่ถูกทิ้งลงมาทำลายโรงซักฟอก โรงช่างไม้ของศิริราชเสียหายหมด ทั้งหมอ พยาบาล และผู้ป่วยวิ่งกันอลหม่านเพื่อเอาชีวิตรอด ในที่สุดรัฐบาลตัดสินใจย้ายการรักษาพยาบาลที่ศิริราชไปตั้งที่ศาลากลางนนทบุรี (หลังเก่า) โดยที่ศิริราชยังคงมีเฉพาะการตรวจผู้ป่วยนอกเท่านั้น ที่ตั้งใหม่ของโรงพยาบาลที่ศาลากลางนนทบุรี (หลังเก่า) นั้นมีการเปิดการเรียนการสอนนักศึกษาแพทย์ชั้นปี 4 ด้วย ทั้งมีการเชื่อมโยงระหว่างศิริราชเดิมและศาลากลางนั้นโดยใช้เรือยนต์ในการขนสิ่งของและผู้คนไปมาระหว่างกัน (เสนอ, 2548, 72)

ภาวะสงครามครั้งนั้นสร้างความยากลำบากในการรักษาพยาบาลผู้ป่วย รวมทั้งสภาวะการขาดแคลนยารักษาโรคและเวชภัณฑ์ในสังคมไทยเป็นอันมาก และสภาพการณ์ดังกล่าวดำเนินต่อไปจนสิ้นสุดสงคราม



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน
‘สุชาติ’ ค้านขึ้น VAT-กู้ 4 แสนล้านแจกเงิน จี้ปฏิรูปราชการอุดรูรั่วทุจริต ดีกว่ารีดภาษีประชาชน
ยศชนัน-ประเสริฐ ชูหลักสูตรฐานสมรรถนะ ยกระดับวิชา “ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-ภาษาไทย” ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลกที่สมบูรณ์