ยิงยาว ‘นิสสัน เซเรน่า’ S-Hybrid ไปทั้งครอบครัว-ขุมพลังเหลือๆ
ยานยนต์ สุดสัปดาห์ | สันติ จิรพรพนิต
ในขณะที่แวดวงยานยนต์กลุ่มเอ็มพีวีประตูสไลด์ข้าง ที่กำลังได้รับความนิยมอย่าง “นิสสัน เซเรน่า e-Power” 7 ที่นั่งกำลังมาแรง
ผมขอสวนกระแสด้วยรถรุ่นเดียวกัน แต่มากับอีกเครื่องยนต์หนึ่ง
นั่นคือ “นิสสัน เซเรน่า S-Hybrid” หรือ C27 หรือ “เซเรน่า ไฮเวย์ สตาร์”
ส่วนหนึ่งไม่พ้นอยากทดลองรถรุ่นนี้ว่ามีข้อดี ข้อด้อยอะไร เมื่อเทียบกับเซเรน่า e-Power หรือ C28
เพราะเซเรน่า S-Hybrid ราคาถูกกว่าถึง 2 แสนบาทเศษ
อีกทั้งเพื่อให้ผู้อ่าน “ยานยนต์ สุดสัปดาห์” มีข้อเปรียบเทียบ ว่าเงินกว่า 2 แสนที่จะขยับขึ้นไปเล่นรุ่น e-Power นั้นเหมาะสมกับการใช้งานมากน้อยขนาดไหน เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ไฮบริด

ทริปนี้เดินทางเกือบเต็มความจุ 6 คน พร้อมสัมภาระอีกเพียบ ทำให้ที่ว่างด้านท้ายใส่ไม่พอ ต้องนำกระเป๋าบางส่วนมาวางไว้บริเวณเบาะนั่ง และทางเดินตรงกลาง
อย่างที่หลายท่านคงทราบว่าเซเรน่านอกจากมีประตูสไลด์ข้างที่ขึ้น-ลงสะดวกแล้ว เบาะนั่งแถว 1-2 ยังมีที่ว่างตรงกลางเพื่อเดินไปเบาะแถวหลังได้
ถือว่าวางสัมภาระได้จุพอตัว สมกับเป็นรถครอบครัว
ห้องโดยสารของเซเรน่าออกแบบมาเพื่อความสะดวกสบายและการใช้งานที่หลากหลาย เน้นพื้นที่กว้างขวาง
พื้นรถเตี้ยและหลังคาสูงทำให้รถดูโปร่งโล่ง
ปรับเลื่อนที่นั่งแถว 2 ได้ เพิ่มพื้นที่ขาให้กับผู้โดยสาร
เบาะแถว 3 นั่นจัดไว้ 3 ที่ แต่ถ้าวิ่งไกลน่าจะไม่สบายนัก
แต่ด้วยทริปนี้ไป 6 คน นั่งแถวละ 2 คนพอดี
ทำให้เบาะแถว 3 นั่งสบายๆ แถมเมื่อเลื่อนเบาะแถว 2 ขึ้นหน้ามานิดหนึ่ง ทำให้แถว 3 วางขาได้ดีขึ้น
แม้การเดินทางกินเวลาหลายชั่วโมง ไม่มีเสียงบ่น
อาจมีบ้างตรงที่แถว 3 รู้สึกถึงแรงสะเทือนมากกว่าแถวอื่น

พวงมาลัย 3 ก้าน พร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่น
มาตรวัดเรืองแสง Fine Vision Meter อ่านค่าได้ชัดเจน หน้าจอแสดงผลการขับขี่และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูงขนาด 7 นิ้ว
หน้าจอกลางแบบทัชสกรีน HD ขนาด 10.1 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อทั้งแบบไร้สายและด้วยสาย Apple CarPlay และ Android Auto
ลำโพง 6 ตำแหน่ง กระจายเสียงทั่วทั้งห้องโดยสาร
หน้าจอเชื่อมลงมาถึงด้านล่างกับแผงคอนโซลเกียร์ ทำให้มีที่ว่างบริเวณเบาะตอนหน้า สามารถเดินเชื่อมไปถึงด้านหลังได้
แต่ผมนำกระเป๋าบางส่วนมาวางไว้แทน เพราะเก็บสัมภาระไม่พอนั่นเอง
ระบบปรับอากาศ แบบดิจิทัล ด้านหลังสามารถปรับอุณหภูมิแยกต่างหาก สำหรับที่นั่งแถว 2-3 พร้อมช่องเสียบ USB และจุดวางแก้วน้ำ
ภาพรวมภายในถือว่านั่งสบายมีที่วางเท้า และที่ว่างเหนือศีรษะเหลือเฟือ

มาดูภายนอกแบบคร่าวๆ กระจังหน้าดีไซน์ทรง V-motion ที่เป็นเอกลักษณ์ของนิสสัน ช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้กับส่วนหน้า
ไฟหน้าออกแบบทรงเรียวยาว 2 ชั้น ใช้ไฟหลักแบบ LED โปรเจ็กเตอร์ที่เปิด-ปิดและปรับระดับได้อัตโนมัติ พร้อมไฟหรี่ LED ซิกเนเจอร์ไลต์ และไฟส่องสว่างเวลากลางวัน
กันชนหน้าออกแบบให้ดูบึกบึนและแข็งแกร่ง มาพร้อมช่องระบายอากาศขนาดใหญ่เพิ่มความสปอร์ต
ด้านข้างมีเส้นสายที่ดูเรียบง่ายแต่พลิ้วไหว ตกแต่งด้วยวัสดุโครเมียมที่ให้ความรู้สึกหรูหรา
ส่วนท้ายไฟท้ายมีลักษณะเป็นแนวตั้งรูปทรงทันสมัยแบบ LED
หากมองผ่านๆ รุ่นนี้อาจดูเรียบๆ เมื่อเทียบกับรุ่น e-Power
แต่ของอย่างนี้ลางเนื้อชอบลางยา แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน
ประตูด้านหลังถือเป็นอีกไฮไลต์ เพราะสามารถเปิดทั้งบานขนาดใหญ่ หรือเปิดเฉพาะกระจกก็ได้
ทริปนี้ผมใช้บ่อยพอสมควร เนื่องจากที่บอกไปว่าสัมภาระขนอย่างกับย้ายบ้าน ทำให้เมื่อยัดกระเป๋าเข้าที่ว่างด้านหลัง ต้องเปิดเฉพาะบานกระจกวางของเพิ่มเติมเข้าไปอีก
ถือว่าสะดวกและอเนกประสงค์ไปอีก

ฟิลลิ่งการขับขี่ สัมผัสแรกที่ขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัยคือกระจกบานใหญ่ แบบใหญ่จริงใหญ่จัง ให้ทัศนวิสัยยอดเยี่ยมมาก
มาตรวัดต่างๆ มองเห็นได้ชัดเจน ปุ่มควบคุมอยู่ใกล้มือใช้ได้สะดวก
รวมถึงมีปุ่มเปิด-ปิดประตูสไลด์ด้านข้างจากที่นั่งคนขับ ทำให้ผู้โดยสารดูโก้เก๋ขึ้นมานิดหน่อย
เพราะเวลาเดินกลับมาที่รถแล้ว คนขับสามารถกดเปิดรอรับได้เลย
ขุมพลังเครื่องยนต์ S-Hybrid (mild hybrid) เบนซิน 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิด 200 นิวตัน-เมตร
เกียร์อัตโนมัติ CVT
ช่างล่างด้านหน้าอิสระแม็กเฟอร์สันสตรัต และเหล็กกันโคลง ด้านหลังทอร์ชั่นบีม กับคอยล์สปริง
การเดินทางใช้ความเร็วกลางๆ 100-120 ก.ม./ชั่วโมง เป็นหลัก
เครื่องยนต์ทำงานราบเรียบ และไม่หวือหวา เรียกว่าเป็นรถที่ออกแบบมาเพื่อครอบครัวจริงๆ
เน้นการขับขี่ที่ราบรื่น นุ่มนวล สบายทั้งคนขับและโดยสาร
เกียร์ CVT ทำงานเนียนๆ การเร่งความเร็วไม่กระชาก ไหลไปได้เรื่อยๆ
สำหรับผมแล้วไม่ถือว่าเป็นข้อด้อยของเครื่องยนต์ ที่บางคนอาจจะชอบปรู๊ดปร๊าดสักหน่อย เพราะต้องไม่ลืมว่านี่คือรถที่ออกแบบมาเพื่อครอบครัวไม่ใช่สไตล์สายซิ่ง
บวกกับความสูงของรถจึงไม่เหมาะที่มุดซ้าย ป่ายขวา

พวงมาลัยค่อนข้างเบา หากใช้ความเร็วสูงต้องกระชับมือนิดหน่อย
แต่ส่วนตัวแล้วชอบน้ำหนักขนาดนี้ เพราะง่ายเวลาใช้ความเร็วต่ำ หรือเข้าจอด
ความคมถือว่าปานกลางไม่เนียนกริบ แต่ไม่ถึงกับวูบวาบ
ช่วงล่างนี่ยกให้เลยว่าสบายจริง หากขับทางตรงด้วยความเร็วเหมาะสม
แต่การเข้าโค้งหนักๆ ด้วยความเร็วสูง หรือกระชากเปลี่ยนเลนแรงๆ ไม่แนะนำ เพราะมีอาการอยู่บ้าง
เสียงเครื่องยนต์เมื่อกดเร่งแซง หรือในย่านความเร็วสูงมีเข้ามาในห้องโดยสารบ้าง แต่ไม่ถึงกับน่ารำคาญ
ความประหยัดระดับ 14 ก.ม./ลิตร ถือว่าทำได้พอตัว ซดกว่าเครื่องยนต์ e-Power ราวๆ 3-4 ก.ม./ลิตร
ตัวช่วยการขับขี่และความปลอดภัยขอละไว้แล้วกัน ถือว่าจัดมาให้ครบๆ ทั้ง Nissan Safety Shield พร้อมระบบ Advanced Driver Assistance System (ADAS)
“นิสสัน เซเรน่า S-Hybrid” ราคา 1,469,000 บาท
สนใจสอบถามได้ที่ทุกโชว์รูม แว่วว่าเรื่องราคาเจรจาต้าอ้วยกันได้
