bg-single

คริสต์มาส กับการปฏิรูปคริสต์ศาสนา ของ มาร์ติน ลูเธอร์

22.12.2025

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

นอกเหนือจากที่นักปฏิรูปศาสนาอย่าง มาร์ติน ลูเธอร์ (Martin Luther, มีชีวิตอยู่ระหว่าง พ.ศ.2026-2089) จะได้ทำให้เกิดคริสต์ศาสนา นิกายโปรเตสแตนต์ ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2060 แล้ว เขาก็ยังน่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนวันระลึกถึงนักบุญนิโคลัส แห่งไมรา (Saint Nicolas of Myra, เมืองไมรา ปัจจุบันอยู่ในประเทศตุรกี) จากวันที่ 6 ธันวาคม ของทุกปี มาเป็นวันที่ 25 ธันวาคม ซึ่งชาวคริสต์เชื่อกันว่าเป็นวันประสูติของพระเยซูอีกด้วย

ชาวคริสต์จำนวนมากในปัจจุบันเชื่อกันกันว่า นักบุญนิโคลัส แห่งไมราท่านนี้ ก็คือตัวตนที่แท้จริงของคุณลุงพุงพลุ้ย หนวดเคราเฟิ้ม ที่มาพร้อมกับชุดประจำตำแหน่งสีแดงสะดุดตา พร้อมถุงของขวัญใบเบ้อเริ่มเทิ่ม บนรถเลื่อนหิมะที่เทียมด้วยฝูงกวางเรนเดียร์

คนเดียวกันกับที่ใครหลายคนรู้จักกันดีในชื่อของ “ซานตาคลอส” นั่นเอง

ที่ชาวคริสต์เชื่อกันอย่างนี้ก็เพราะว่า ตามปรัมปราคติของชาวคริสต์เล่าว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยาจกชราคนหนึ่งมีลูกสาวแสนงามอยู่สามนาง จึงทำให้ยาจกเฒ่าเป็นห่วงว่า หากเขาตายไปแล้วบรรดาลูกสาวจะมีชีวิตต่อไปโดยที่ไม่มีใครมาดูแลได้อย่างไรกัน?

แต่ปัญหาคือ เขาเองก็ไม่ได้มีสตุ้งสตางค์มากเพียงพอ ที่จะให้ลูกสาวทั้งสามคนนำไปใช้ในการแต่งงานได้นั่นเอง

และเรื่องก็ได้ยินไปถึงหูของนักบุญนิโคลัสในที่สุด นักบุญท่านจึงแอบโยนถุงที่บรรจุไว้ด้วยทองคำ สามถุงเข้าไปในบ้านของชายยากจนผู้นั้น และถุงเจ้ากรรมก็ดันไปหล่นลงในถุงเท้าของสาวๆ ทั้งสามนาง ที่นำไปตากอยู่ที่เตาผิงภายในบ้านอย่างพอดิบพอดี

ด้วยทานที่นักบุญท่านโปรยมาให้ ตำนานเรื่องนี้จึงได้จบลงอย่างแฮปปี้เอนดิ้งเป็นที่สุด เพราะลูกสาวแสนงามทั้งสามนางของยาจกเฒ่านั้น ก็มีทรัพย์ศฤงคารมากพอที่จะได้ออกเรือนกันจนครบถ้วนทั้งสามคน

แน่นอนว่า ตำนานข้องต้นถูกอธิบายว่าเป็นที่มาของประเพณีการให้เด็กๆ แขวนถุงเท้าไว้ที่เตาผิง ในคืนคริสต์มาสอีฟ มาจนกระทั่งปัจจุบันนี้

เพราะก่อนหน้าที่นิกายโปรเตสแตนต์จะได้ถือกำเนิดขึ้นมานั้น ก็มีการนับถือนักบุญนิโคลัส แห่งไมราท่านนี้ในฐานะนักบุญผู้อุปถัมภ์เด็กและเยาวชน การจะมีกิจกรรมแจกของขวัญให้แก่เด็กน้อยในบางพื้นที่ที่นับถือนักบุญท่านในฐานะดังกล่าวจึงไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจอะไรนัก

แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าก็คือ การที่ตัวของมาร์ติน ลูเธอร์ เองนี่แหละ ที่ได้นำเอาประเพณีดั้งเดิมอย่างหนึ่ง ซึ่งแต่เดิมไม่ได้ถูกให้ความสำคัญนัก คือการแจกของขวัญแก่เด็กๆ ในวันที่ระลึกถึงนักบุญท่านนี้ มาทำให้แพร่หลายยิ่งกว่าที่เป็นมาอย่างมากเลยทีเดียว

อย่างน้อยก็แพร่หลายมากกว่ากิจกรรมการระลึกถึงตัวนักบุญท่านเสียอีก เพราะอย่างน้อย เด็กๆ ในทุกวันนี้ก็ยังเฝ้ารอของขวัญของคุณลุงซานต้า มากกว่าที่จะเข้าโบสถ์เพื่อระลึกนักบุญนิโคลัส ในค่ำคืนของคริสต์มาสอีฟแน่

ดังนั้น ในการปฏิรูปศาสนาของมาร์ติน ลูเธอร์ นั้น เขาจึงไม่ได้ท้าทายเฉพาะเรื่องอำนาจของพระสันตะปาปา หรือปฏิเสธพิธีกรรมบางอย่างที่ไม่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิลเพียงเท่านั้น แต่ยังได้จัดการกับประเพณีความเชื่อบางอย่างของชาวคริสต์ไปพร้อมกันด้วย

และเคยสังเกตไหมว่า “วันคริสต์มาส” ที่เชื่อกันว่าเป็นวันประสูติของพระเยซูนั้น ไม่ได้มีประวัติอะไรที่สัมพันธ์กับ “ต้นไม้” เลยสักนิด แล้วทำไมชาวคริสต์เขาถึงต้องมาประดับตกแต่งต้นไม้ที่เรียกว่า “ต้นคริสต์มาส” กันด้วย?

แถมคำว่า “ต้นคริสต์มาส” ก็ไม่ใช่ชื่อประเภทของไม้ เพราะต้นไม้ที่ถูกนำมาเป็นต้นคริสต์มาสนั้น อาจเป็นได้ทั้งไม้ตระกูลซพรูซ (spruce), ไม้ตระกูลสน รวมถึงไม้จำพวกต้นเฟอร์ (fir) คำว่าต้นคริสต์มาสนั้น จึงเป็นชื่อที่ได้มาจากการนำไม้พวกนี้มาใช้ในวันคริสต์มาสต่างหาก

อันที่จริงแล้ว ประเพณีการประดับกิ่งไม้เขียวๆ ไว้ในบ้าน หรือศาสนสถานในช่วงฤดูหนาวอย่างนี้ มีปรากฏอยู่ในหลายๆ วัฒนธรรม ในความหมายคล้ายๆ กัน โดยจะแตกต่างกันไปในรายละเอียด

เช่น ดรูอิด (druid, นักบวช) ของพวกเคลต์ (Celt) จะประดับกิ่งไม้เขียวไว้ในศาสนสถาน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตที่ไม่มีวันดับสูญ

ในขณะที่พวกไวกิ้งนั้นถือว่าทำเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเทพแห่งแสงสว่าง บาลเดอร์ (ฺBaldr, เทพเจ้าของชาวนอร์สองค์นี้ถูกเทียบว่าเป็น พระอาทิตย์ อยู่บ่อยครั้ง) เป็นต้น

แต่ที่พัฒนาจนใกล้เคียงกับการประดับตกแต่งต้นคริสต์มาสของชาวคริสต์ในปัจจุบันมากที่สุดก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการประดับตกแต่งต้นยูล (Yule, (ออกเสียงว่า “ยูเหลอะ” แต่ในที่นี้จะขออนุญาตเขียนว่า “ยูล” เพื่อไม่ให้เสียอรรถรสในการอ่าน) ในเทศกาลยูล ซึ่งก็คือเทศกาลเฉลิมฉลองช่วงฤดูหนาว ที่มีมาแต่โบราณของพวกเพแกน (pagan) กลุ่มที่พูดภาษาตระกูลเยอรมนิก เช่น ชาวด๊อยซ์, ชาวดัชต์, พวกเบลเยียม และลักเซมเบิร์ก รวมถึงพวกเคลต์โบราณบางกลุ่มด้วย

ในเทศกาลยูลจะมีการเฉลิมฉลองหลายอย่าง รวมถึงการประดับตกแต่งต้นไม้ด้วยริบบิ้น และเครื่องประดับต่างๆ ในลักษณะที่แทบจะไม่ต่างไปจากต้นคริสต์มาสเลยทีเดียว

โดยต้นไม้ที่ได้รับการตกแต่งเหล่านี้ ก็จะถูกเรียกตามชื่อเทศกาลว่า “ต้นยูล” เหมือนกับที่ชาวคริสต์เรียกต้นคริสต์มาสอีกด้วย

เทศกาลยูลที่ว่านี้จะดำเนินติดต่อกัน 12 วัน เพื่อฉลองช่วงเหมายัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกับวันคริสต์มาสของชาวคริสต์ ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่ประวัติของการประดับตกแต่งต้นคริสต์มาสนี้มักจะถูกยกผลประโยชน์ในพวกเยอรมันเป็นชาติแรกที่คิดค้นขึ้น โดยมักจะอ้างกันว่าเกิดขึ้นโดยมาร์ติน ลูเธอร์ นี่แหละ

แถมยังมีเรื่องเล่ากันอย่างแพร่หลายอีกด้วยว่า มาร์ติน ลูเธอร์ เป็นบุคคลแรกที่นำเอาแสงเทียนขึ้นไปประดับอยู่บนต้นคริสต์มาสเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม หลักฐานของการนำต้นไม้มาประดับในช่วงวันคริสต์มาสของชาวคริสต์นั้นมีมาก่อนสมัยของมาร์ติน ลูเธอร์ แล้ว

เพราะปรากฏหลักฐานว่า ในช่วงยุคกลางของยุโรปนั้น มีประเพณีการเล่นละครตามโบสถ์ของชาวคริสต์ ทุกคืนวันที่ 24 ธันวาคม ของทุกปี แต่ละครที่ว่านี่ไม่ได้เล่นเพื่อเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสอีฟอย่างทุกวันนี้เสียหน่อย โดยในสมัยนั้นถือว่าวันที่ 24 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันของอาดัมกับอีฟ ผู้เป็นบรรพชนของมนุษย์ทั้งมวล ตามความเชื่อของชาวคริสต์ ดังนั้น ละครดังกล่าวจึงเล่นเรื่องของอาดัมกับอีฟด้วย

และเรื่องราวของอาดัมกับอีฟเรื่องไหนจะเป็นที่รู้จักไปมากกว่าเรื่องในบทปฐมกาล (ปฐมกาล 3 : 1-24) ส่วนหนึ่งในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม ที่เล่าถึงเรื่องของอาดัมกับอีฟ สมัยยังอาศัยอยู่ในสวนสวรรค์ของพระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าทรงอนุญาตให้คนทั้งสองกินดื่มอะไรก็ได้ที่อยู่ภายในสวนแห่งนั้น ยกเว้นก็แต่ “ผลไม้” แห่งภูมิปัญญา ที่มีอยู่เฉพาะในต้นไม้ต้นหนึ่ง

ทั้งอาดัมและอีฟต่างก็ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งวันหนึ่งซาตานได้ปลอมตัวเป็นงู (บางข้อสันนิษฐานว่าเป็นซาลาแมนเดอร์) มาเพื่อล่อหลอกให้อีฟกินเจ้าผลไม้ที่ว่านี่ และอีฟก็ได้กินเข้าไปจริงๆ จึงทำให้ทั้งอาดัมและอีฟถูกพระผู้เป็นเจ้าขับไล่ออกจากสวนลงมายังโลกมนุษย์

ผลไม้ที่ว่านั้น แต่เดิมว่าคือผลฟิก หรือมะเดื่อฝรั่ง (fig) แต่ในยุคกลางนั้น พวกคริสตชนเขาแปลความว่าเป็น “แอปเปิ้ล” ดังนั้น ในละครจึงต้องมีการประดับอะไรก็ตาม ที่เป็นสัญลักษณ์ของลูกแอปเปิ้ลไว้ที่ต้นไม้ โดยก่อนที่จะแสดงละครนั้นจะมีการเฉลิมฉลองด้วยการเดินขบวนพาเหรดไปทั่วเมือง ซึ่งจะมีธรรมเนียมว่า ผู้แสดงเป็นอาดัมจะต้องแบกต้นไม้ และห้อยแอปเปิ้ลไปทั่วเมืองด้วย

เจ้าผลแอปเปิ้ลบนต้นคริสต์มาสที่ว่านี่ ทุกวันนี้ก็ยังมีการประดับบนต้นคริสต์มาสให้เห็นกันอยู่เลย เพราะการที่ต้นคริสต์มาสทุกวันนี้ประดับผลแอปเปิ้ลเข้าไปด้วยนั้น ก็มีเหตุมาจากประเพณีการเล่นละครเรื่องอาดัมกับอีฟ ในโบสถ์ยุคกลางนี่แหละ

ดังนั้น ถึงแม้ว่าประเพณีดังกล่าวจะถูกยกเลิกจนหายไปหมดแล้ว แต่ร่องรอยก็ยังมีให้เห็นอยู่ในการประดับประดาต้นคริสต์มาสนี่เอง

การประดับต้นคริสต์มาสในเทศกาลคริสต์มาสของชาวคริสต์จึงมีที่มาจากพิธีเฉลิมฉลองเทศกาลเหมายัน (winter solstice, ซึ่งก็คือช่วงที่พระอาทิตย์อยู่ห่างจากโลกมากที่สุดในรอบปี จึงทำให้กลายเป็นวันที่มีกลางคืนยาวนานที่สุด และมีกลางวันสั้นกระชั้นที่สุดของทุกๆ ปี โดยจะตรงกับช่วงวันที่ 21-22 ธันวาคม ในแต่ละปี ใกล้ๆ กับวันคริสต์มาสนั่นแหละ) ด้วยต้นไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของพลังแห่งชีวิต ซึ่งมีอยู่ทั่วยุโรป โดยค่อยๆ ปรับเอาคติความเชื่อของตัวเองเข้ามาใช้เพื่ออธิบายความในชั้นหลัง

ดังนั้น ชาวคริสต์จึงเฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซู ด้วยการประดับตกแต่งต้นไม้ ทั้งที่ตำนานเรื่องวันประสูติของพระองค์นั้นไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับต้นไม้เลยสักนิด

ถึงแม้ว่า มาร์ติน ลูเธอร์ อาจจะไม่ได้เป็นบุคคลแรกที่นำเอาแสงเทียนขึ้นไปประดับอยู่บนต้นคริสต์มาส แต่การที่มีเรื่องเล่ากันอย่างแพร่หลายว่า นี่เป็นประเพณีที่เขาป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นมานั้นก็ย่อมเป็นร่องรอยที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเขา ในการจัดระเบียบต่างๆ ของประเพณีวันคริสต์มาสในช่วงที่เขาปฏิรูปศาสนานั่นเอง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

DPU ปักธงผู้นำ Future Medicine – Wellness & Longevity Education ปั้นกำลังคนสุขภาพแห่งอนาคต ดันไทยสู่Wellness Hubเอเชีย งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026
สืบวังทองหลาง ไหวพริบเด็ด! เจอ “พอตเค” คาเอว ขยายผลรวบคู่แฟนคาคอนโด ยึดไอซ์ 1 กิโลฯ พร้อมหัวพอตเคกว่า 1,000 ชิ้น เตรียมขาย
พช.ตราด จับมือภาคีเครือข่าย พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ขับเคลื่อน “โครงการพื้นที่สร้างสรรค์ตราดสำหรับทุกคน” ดึงของดี 7 อำเภอสร้างจุดขาย
ท่านเสียดายปฏิทิน แต่ผมเสียดายชีวิต
ส่องลึกอิหร่าน: 5) ระบอบเทววิทยาอิสลามกับฝ่ายค้าน
56 ปียิงสดบอลโลกในไทย ค่าลิขสิทธ์จากร้อยสู่พันล้าน
การแยกทางของ ‘ลิเวอร์พูล’ กับ ‘ชล็อต’ เพราะฟุตบอลใช้หัวใจมากกว่าอัลกอริธึ่ม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2569
ทดสอบฮอนด้า CR-V e:HEV 2026 เพิ่มออปชั่นขับสนุก-นั่งสบายเหมือนเดิม
หยีทะเล พืชสามัญแต่ไม่ธรรมดา
ต้มซูเปอร์ปีกไก่
อสังหาฯ บ้านคอนโดฯ ‘ไหลย้อนกลับ’