ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
สงครามโดรน (17)
สงครามล่ามนุษย์
“จากเรือนจำที่มีความมั่นคงสูงสุด จนถึงกล้องซีซีทีวีบนถนน ไปจนถึงโดรนบนท้องฟ้า ชี้ให้เห็นว่าพวกเราทั้งหมดกำลังถูกเฝ้ามองและตรวจเช็กอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าเราจะเป็นผู้กระทำผิด หรือเป็นคนบริสุทธิ์ก็ตาม”
Ian G. R. Shaw
Predator Empire (2016)
หลังจากการสิ้นสุดของสงครามเวียดนามแล้ว โดรนที่เคยออกปฏิบัติการเหนือน่านฟ้าของข้าศึก ดูจะกลายเป็นเรื่องที่ปิดฉากไปพร้อมกับสงคราม และเป็นเรื่องที่ถูกเก็บเป็นความลับ ดังที่กล่าวแล้วว่า เรื่องของโดรนไม่เป็นที่รับรู้ในเวทีสาธารณะมากนัก อาจเป็นเพราะด้วยภารกิจด้านข่าวกรองที่เป็น “ความลับสุดยอด” ในการบินตรวจการณ์ของโดรนในน่านฟ้าไม่ว่าจะเป็นของเวียดนามเหนือ หรือแม้กระทั่งบินเข้าไปเหนือดินแดนของจีนด้วย ซึ่งภารกิจเหล่านี้เป็นความลับในตัวเองอย่างแน่นอน
จากป่าฝน สู่ทะเลทรายร้อน
ในช่วงปลายสงครามเวียดนามนั้น นักการทหารที่เฝ้าดูการทำภารกิจของโดรนก็คือ กองทัพอิสราเอล ที่มองเห็นประโยชน์ที่อิสราเอลจะใช้โดรนในภารกิจทางทหาร ดังนั้น ในเดือนกรกฎาคม 1971 โดรนของสหรัฐชุดแรกจำนวน 12 ลำจึงถูกส่งมอบให้กองทัพอิสราเอล อันนำไปสู่การจัดตั้ง “ฝูงบินโดรน” ในทางทหารขึ้นเป็นครั้งแรกในกองทัพอิสราเอล อันเป็นการนำพาโดรนออกจากสนามรบในเวียดนามที่มีภูมิประเทศแบบ “ป่าฝน” ไปสู่สนามรบที่เป็น “ทะเลทรายร้อน” ของตะวันออกกลาง
ต่อมาเมื่อการลุกขึ้นเรียกร้องใหญ่ของชาวปาเลสไตล์ต่อการยึดครองกาซาของอิสราเอลครั้งที่ 2 ในปี 2000 (the Second Intifada of 2000) โดรนจึงถูกนำมาใช้อย่างจริงจัง จากข้อมูลที่ปรากฏนั้น ฝูงบินโดรนมีบทบาทอย่างสำคัญใน 3 ภารกิจหลัก คือการบินเก็บข้อมูลข่าวกรอง การบินตรวจการณ์ทางอากาศ และการบินเพื่อปฏิบัติการด้านความมั่นคง ซึ่งผลจากการใช้โดรนในครั้งนี้ ทำให้กองทัพอิสราเอลปรับภารกิจของโดรนไปสู่การเน้นในเรื่องของการสังหารบุคคลเป้าหมายมากขึ้น
แน่นอนว่าการสังหารบุคคลเป้าหมาย (targeted killings) หรือจะเรียกในแบบเดิมว่า “การลอบสังหาร” (assassination) นั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ในทางทหาร และว่าที่จริงอิสราเอลเองก็ดำเนินการในลักษณะเช่นนี้ต่อเป้าหมายที่เป็นชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่ยึดครองมาโดยตลอด หรือที่เรียกปฏิบัติการเช่นนี้ว่าเป็น “มิติทางดิ่ง” (vertical dimension) ของปฏิบัติการทางทหาร ดังนั้น จึงต้องถือว่ากองทัพอิสราเอลเป็นผู้เริ่มต้นใช้โดรนในการล่าสังหาร (โดรนของสหรัฐในสงครามเวียดนามทำภารกิจถ่ายภาพและตรวจการณ์ทางอากาศ)
การดำเนินการในการใช้โดรนกับการสังหารบุคคลเป้าหมายของกองทัพอิสราเอลนั้น ถือได้ว่าเป็นยุทธวิธีของการส่ง “ความตายจากฟากฟ้า” (airborne thanatotactics) อย่างแท้จริง ซึ่งในทางการเมืองอาจกล่าวได้ว่า อิสราเอลใช้ “ความตาย” เป็นยุทธวิธีอย่างเปิดเผยในการสร้างความมั่นคงเหนือพื้นที่ของชาวปาเลสไตล์อย่างชัดเจน หรือในอีกด้านคือการใช้ “การลอบสังหาร” เพื่อสร้างอิทธิพลเหนือจิตใจของชาวปาเลสไตล์ในพื้นที่ยึดครอง เพื่อไม่ให้พวกเขาตัดสินใจลุกขึ้นต่อต้านการยึดครองอีกด้วย
ปฏิบัติการของอิสราเอลเช่นนี้ ทำให้อาจกล่าวในภาพรวมได้ว่า พื้นที่กาซาได้ถูกทำให้เป็น “ห้องทดลองที่ใหญ่ที่สุดของการสังหารทางอากาศ” อย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งแตกต่างจากทฤษฎีของการทิ้งระเบิดแบบปูพรมเช่นที่ใช้กับการสงครามในอดีต ที่กระทำกับเป้าหมายในแบบองค์รวม หากการสังหารทางอากาศเช่นนี้มุ่งกระทำกับตัวบุคคลเป็นหลักมากกว่า จนมีคนนิยามว่า การสังหารบุคคลด้วยโดรนนั้น เป็นศิลปะของ “การสังหารด้วยหุ่นยนต์” (the art of robotic killing) ที่กำลังเกิดในโลกการสงครามในยุคปัจจุบัน
ปฏิบัติการสังหารเช่นนี้ทำให้เกิดการประท้วงอย่างมาก รวมทั้งสหรัฐเองก็ได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในการประท้วงต่อปฏิบัติการทางทหารในรูปแบบเช่นนี้ แต่ในอีกด้าน นายทหารอเมริกันพยายามอย่างมากที่จะเข้าไปเรียนรู้ และแสวงหาบทเรียนจากสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะปฏิบัติการของโดรนเช่นนี้กำลังสะท้อนให้เห็นรูปแบบใหม่ของสงคราม และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการบินที่อากาศยานไร้คนขับจะเข้ามารับมอบภารกิจบางประการ ที่อากาศยานที่มีคนขับอาจทำไม่ได้ โดยเฉพาะการติดตาม ไล่ล่า และล่าสังหารเป้าหมายในระดับที่เป็นตัวบุคคล ปฏิบัติการเช่นนี้อาจสรุปในภาพรวมได้ว่า กลไกความมั่นคงของรัฐจะเน้นในการจัดการกับเป้าหมายบุคคล และเครือข่ายของบุคคลเหล่านั้น มากกว่าจะมุ่งเน้นการทำลายความเป็นรัฐของฝ่ายตรงข้ามเช่นในตัวแบบของสงครามตามแบบโดยทั่วไป
การล่ามนุษย์
ความสำเร็จในการพัฒนาโดรนเพื่อทำหน้าที่เป็น “มือสังหาร” ทางอากาศนั้น ช่วยให้สำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐ (CIA) มีเครื่องมือใหม่ในการต่อสู้กับการก่อการร้าย ซึ่งในสมัยของประธานาธิบดีโรนัลด์ รีแกน (1981-1989) ได้กำหนดแนวทางใหม่ในการต่อสู้กับภัยคุกคามชุดนี้ในปี 1986 ว่า “การสังหารผู้ก่อการร้ายคือ การป้องกันตัว” ซึ่งการป้องกันตัวเองตามหลักการ “Self Defense” นั้น ถือเป็นสิทธิ์ของรัฐที่สามารถกระทำได้ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
เพื่อรองรับแนวทางใหม่ของทำเนียบขาวในการต่อสู้กับการก่อการร้าย จึงมีการจัดตั้ง “กองบัญชาการปฏิบัติการพิเศษ” (Special Operations Command : SOCOM) ขึ้นในปี 1987 พร้อมกันนี้ ปีกการทหารของ CIA ได้จัดตั้งหน่วยพิเศษคือ “กองกิจกรรมพิเศษ” (Special Activities Division) ขึ้นคู่ขนาน และเจ้าหน้าที่ในส่วนนี้เป็นทหารที่ได้รับการฝึกมาอย่างดีในภารกิจต่อต้านการก่อการร้าย
ดังนั้น ในช่วงทศวรรษที่ 1990 ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้าย (Counterterrorist Center : CTC) ที่อยู่ภายใต้ CIA มีทิศทางความสนใจในแนวทางที่เน้นเรื่องตัวบุคคล (individualized approach) มากขึ้น เช่น การให้ความสนใจและติดตามอุซามะฮ์ บิน ลาดิน ในฐานะของการเป็นตัวบุคคลมากขึ้น พร้อมกันนี้ในส่วนของฝ่ายนโยบาย ประธานาธิบดีบิล คลินตัน (1993-2001) ได้ลงนามในคำสั่งของฝ่ายบริหารที่ 12947 (Executive Order 12947) ให้จัดทำ “บัญชีรายชื่อผู้ก่อการร้าย” ขึ้นอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 1995 ซึ่งคำสั่งนี้มีนัยสำคัญอย่างมากกับการเปิดปฏิบัติการไล่ล่าตัวบุคคลที่จะเกิดตามมาในอนาคต
ต่อมาได้เกิดเหตุโจมตีสถานทูตอเมริกันในแอฟริกาตะวันออกในปี 1998 และทำเนียบขาวได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า บิน ลาดินได้เริ่มต้นทำ “สงครามก่อการร้าย” กับสหรัฐแล้ว ดังนั้น ประธานาธิบดีคลินตันไม่เพียงแต่ตัดสินใจโจมตีอัฟกานิสถานด้วยอาวุธปล่อยแบบโทมาฮอว์กมากถึง 75 ลูกเท่านั้น เขายังลงนามคำสั่งให้ CIA มีอำนาจในการจับกุมผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์ที่หลบมาอาศัยอยู่ในอัฟกานิสถาน ทั้งยังลดความเข้มงวดในคำสั่งเดิมของรัฐบาลอเมริกัน ที่ไม่อนุญาตให้ใช้การสังหารเป็นเครื่องมือในการจัดการกับปัญหาภัยคุกคาม ดังนั้น คำสั่งของประธานาธิบดีคลินตันจึงเป็นดังการ “เปิดประตูบานใหญ่” ให้กับ CIA ในการไล่ล่าตัวบุคคล
อย่างไรก็ตาม คำสั่งของทำเนียบขาวในเบื้องต้นนั้น คือความต้องการที่จะใช้มาตรการทางเศรษฐกิจในการกดดันเป้าหมายตัวบุคคลด้วยการแซงก์ชั่น ซึ่งต่อมาได้ใช้กับบิน ลาดินด้วย การใช้ยุทธศาสตร์แซงก์ชั่นทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือในการต่อสู้โดยมุ่งกระทำกับเป้าหมายตัวบุคคลเช่นนี้ สอดรับอย่างดีกับแนวคิดการต่อต้านการก่อการร้ายที่เน้นตัวบุคคล (หรือโดยนัยคือ การเน้นการจัดการกับเป้าหมายตัวบุคคล)
ขณะเดียวกัน การมีรายชื่อเช่นนี้เท่ากับยืนยันถึงพฤติกรรมของปัจเจกบุคคลที่เป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐ ซึ่งมีส่วนโดยตรงในการสร้างชุดความคิดสงครามใหม่ที่อาจเรียกว่าเป็น “สงครามของปัจเจก” (individualization of war) ซึ่งจะไม่เน้นถึงการโจมตีเป้าหมายที่เป็นรัฐ เนื่องจากธรรมชาติของสงครามต่อต้านการก่อการร้ายมีความจำเป็นที่จะต้องเน้นในการจัดการกับผู้นำและ/หรือแกนนำ ที่เป็นส่วนหัวของขบวน
อีกทั้งขบวนก่อการร้ายมีสถานะเป็น “ตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ” (non-state actors) การจะใช้แนวทางในการทำสงครามในแบบเดิมจึงไม่มีความเหมาะสม เพราะการต่อสู้ที่เกิดขึ้นมีลักษณะเป็น “สงครามของตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ” (Non-State Warfare) การจัดการกับส่วนนำของขบวนการติดอาวุธจึงเป็นเป้าหมายหลักของปฏิบัติการทางทหาร อีกทั้งเชื่อว่าขบวนการทางการเมืองที่ปราศจาก “หัว” ในฐานะของการเป็น “ผู้นำจิตวิญญาณ” แล้ว ขบวนการนั้นจะไม่สามารถขับเคลื่อนความรุนแรงได้ในแบบเดิม การจัดการกับเป้าหมายตัวบุคคลจึงถูกมองว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้รัฐบาลอเมริกันจะถูกควบคุมด้วยกฎหมายในเรื่องนี้ก็ตาม
ฉะนั้น แนวคิดในการต่อสู้กับภัยการก่อการร้ายมีการปรับความเป็นเป้าหมาย กล่าวคือเป็นสงครามแบบใหม่จะมุ่งจัดการกับเป้าหมายบุคคล เสมือนเป็น “การล่ามนุษย์” (manhunting) อันอาจเทียบเคียงได้กับโครงการล่าสังหารในอดีต คือโครงการ “ฟีนิกซ์” (Phoenix Project) ของสหรัฐในช่วงสงครามเย็น
ขณะเดียวกันกับที่แนวคิดในการไล่ล่าตัวบุคคลได้รับการยอมรับมากขึ้นว่าเป็นแนวทางที่สอดรับกับการแก้ปัญหาภัยคุกคามจากการก่อการร้ายนั้น การทดลองที่จะทำการติดอาวุธปล่อยใต้ปีกของ
โดรนก็ประสบความสำเร็จตามมาในช่วงฤดูร้อนของปี 2001 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะมีเหตุการณ์ใหญ่ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นกับสหรัฐในปีนั้น อันทำให้โดรนพร้อมแล้วที่จะเล่นบท “นักล่าสังหาร” ทางอากาศ
ระเบิดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์
ความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนบทบาทของโดรนจาก “พลตรวจการณ์” ทางอากาศ ให้กลายเป็น “เทพแห่งความตาย” (โดรนได้กลายเป็น “เทพธานาทอส (Thanatos)” ซึ่งคือเทพแห่งความตายตาม
เทวตำนานกรีก) ความสำเร็จเช่นนี้รองรับสถานการณ์ความมั่นคงชุดใหม่ที่ท้าทายการจัดการของสหรัฐในขณะนั้นอย่างมาก คือการเปิดการโจมตีทางอากาศในรูปแบบของการก่อการร้ายในวันที่ 11 กันยายน 2001 ซึ่งเป็นการโจมตีหรือการก่อการร้ายในแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยการใช้เครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ 2 ลำมุ่งกระทำกับอาคารแฝดของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ที่นครนิวยอร์ก และลำที่ 3 พุ่งชนอาคารเพนตากอน ส่วนลำที่ 4 นั้น ผู้โดยสารในเครื่องตัดสินใจต่อสู้ จนเครื่องดังกล่าวตกลงก่อนที่จะดำเนินภารกิจในการพุ่งชนเป้าหมาย
การโจมตีในวันที่ 11 กันยายนครั้งนี้ ทำให้ประธานาธิบดีจอร์จ บุช (2001-2009) ไม่เพียงตัดสินใจบุกอัฟกานิสถานเท่านั้น หากยังลงนามในคำสั่งสำคัญให้มีการจัดทำ “รายชื่อลับ” ของเป้าหมายที่มีคุณค่าในอัฟกานิสถานอีกด้วย ซึ่งมีนัยว่าจากนี้เป็นต้นไป การ “ไล่ล่ามนุษย์” ได้เริ่มต้นขึ้นในอัฟกานิสถานแล้ว!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
