ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ
ไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนกัน?
คำถามฟังดูเหมือนปัญหาโลกแตกที่มนุษย์ถกเถียงกันมาตั้งแต่ยุคโบร่ำโบราณ เป็นบทสนทนาที่ไม่มีวันจบ เหมือนเอาไว้ทดสอบทั้งตรรกะและอารมณ์ขันของมนุษยชาติ
แต่สำหรับโคลอสซัล (Colossal Biosciences) บริษัทสตาร์ตอัพดีพเทคดาวรุ่งระดับหมื่นล้านดอลลาร์จากรัฐดาวเดียวอย่างเท็กซัส ซึ่งตั้งเป้าจะ “ฟื้นคืนชีพ” สัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว
คำถามเรื่อง “ไก่” กับ “ไข่” ไม่ใช่เรื่องขำขันเชิงปรัชญา หากเป็นปัญหาที่ทำให้ทีมนักวิจัยต้องหน้านิ่วคิ้วขมวด
โคลอสซัลก่อตั้งขึ้นในเดือนกันยายน ปี 2021 และเติบโตอย่างรวดเร็วราวกับบริษัทที่วิ่งสวนแรงโน้มถ่วง ด้วยฝีมือการบริหารของ เบน แลมม์ (Ben Lamm) นักธุรกิจสายดีพเทคที่มีชื่อเสียงด้านการเปลี่ยนไอเดียล้ำยุคให้กลายเป็นโมเดลธุรกิจจริง ออกสื่ออย่างสม่ำเสมอ สร้างภาพจำและแรงดึงดูดในวงการได้อย่างชาญฉลาด และระดมทุนได้ตั้งแต่รอบ seed ไล่ขึ้นมาจนถึง Series C แทบไร้อุปสรรค รวมมูลค่ากว่า 555 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขที่ทำให้ทั้งซิลิคอนแวลลีย์ต้องหันมามอง
น่าตื่นเต้นก็จริง แต่น่ากังขาไม่แพ้กัน
เพราะถ้าพูดกันอย่างแฟร์ๆ มิสชั่นของโคลอสซัลในวันก่อตั้งนั้นเป็น “ความฝัน” มากกว่างานวิจัย เป็นดีพเทคแบบที่หลายคนจัดไว้บนหิ้ง สวยงาม ยิ่งใหญ่ และยังจับต้องไม่ได้ แทบไม่มีหลักฐานเชิงทดลองใดในเวลานั้นที่จะยืนยันว่า การฟื้นคืนสัตว์สูญพันธุ์จะทำได้จริงในเชิงปฏิบัติ ไม่ว่าจะในห้องแล็บหรือในโลกจริง
ถ้ามองด้วยกรอบระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี หรือ Technology Readiness Level (TRL) ในวันตั้งต้น งานของโคลอสซัลแทบจะเรียกได้ว่าต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ชนิดที่ถ้าเอาไปยื่นขอทุนในระบบไทยๆ ก็น่าจะถูกส่งกลับมาพร้อมคอมเมนต์สุภาพๆ จากผู้ทรงคุณวุฒิรุ่นใหญ่ให้ “เอากลับไปทบทวนกรอบแนวคิดและความเป็นไปได้” อีกสักสองสามรอบ แล้วค่อยหาโปรเจ็กต์ใหม่ที่มี TRL สูงๆ ส่งมาให้พิจารณาใหม่ในปีหน้า
แต่เรื่องที่พีกจริงๆ คือในเวลาไม่ถึงห้าปี โคลอสซัลกลับพุ่งทะยานขึ้นสู่ทำเนียบ เดคาคอร์น (Decacorn) หรือสตาร์ตอัพที่มีมูลค่ามากกว่าสิบพันล้านดอลลาร์ เป็นบริษัทแรกของเท็กซัส ซึ่งเป็นหนึ่งในฮับเทคโนโลยีสำคัญของสหรัฐอเมริกา ด้วยความเร็วระดับนี้ โคลอสซัลไม่ได้ขยับขยายและเติบโตแบบปกติ แต่เหมือนกำลังเขียนกราฟการเจริญเติบโตใหม่ขึ้นมาเอง
แน่นอนว่า เรื่องเงินทุนคือหนึ่งในกุญแจสำคัญ โคลอสซัลไม่เพียงระดมทุนเก่ง แต่ยังรู้จักใช้ “ความฝัน” เป็นภาษาสากลที่นักลงทุนเข้าใจ
ทว่าเงินอย่างเดียวไม่พอจะทำให้ความฝันดูมีน้ำหนัก หากไม่มีคนที่เชื่อว่ามันอาจเป็นจริง
และตรงนี้เองที่โคลอสซัลมีทีเด็ดจริงที่เหนือกว่าคนอื่น
ทีมนักวิจัยของพวกเขาไม่ได้มาเล่นๆ แต่เป็นการรวมตัวของดรีมทีมและผู้คร่ำหวอดระดับตำนานของวงการ
ชื่อแรกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ จอร์จ เชิร์ช (George Church) ศาสตราจารย์หนวดงามจากฮาร์วาร์ด (Harvard University) และเอ็มไอที (Massachusetts Institute of Technology) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท และนักวิทยาศาสตร์ผู้ได้ฉายาว่าเป็น “บิดาแห่งชีววิทยาสังเคราะห์” จากบทบาทการบุกเบิกเทคโนโลยีการแก้ไขจีโนมและการปรับแต่งพันธุกรรมที่ไม่เหมือนใครที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ชีววิทยาสมัยใหม่ไปอย่างกู่ไม่กลับ
อีกคนก็คือ เบ็ท ชาปิโร (Beth Shapiro) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิทยาศาสตร์ หรือ CSO อดีตนักวิจัยด้านอณูชีววิทยาวิวัฒนาการจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาครูซ (University of California Santa Cruz) ผู้เป็นที่รู้จักจากผลงานการถอดรหัสจีโนมของนกโดโด้ ที่เผยร่องรอยดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตระดับไอคอนิกที่สูญพันธุ์ไปแล้ว
และที่ขาดไม่ได้ก็คือ แอนดรูว์ ปาสก์ (Andrew Pask) อดีตหัวหน้าห้องปฏิบัติการ Thylacine Integrative Genome Restoration Research Lab (TIGRR) แห่งมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ผู้ใช้เวลาหลายปีไล่เรียงชิ้นส่วนจีโนมของไทลาซีน สัตว์สูญพันธุ์ในตำนานของออสเตรเลีย ราวกับพยายามต่อจิกซอว์ที่สูญหายสิ้นสลายไปแล้วครึ่งกล่อง
เมื่อเงินทุนระดับมหาศาลมาบรรจบกับรายชื่อแบบนี้ คำถามจึงเริ่มเปลี่ยนไป จาก “มันเป็นไปได้ไหม” กลายเป็น “ถ้ามันจะเกิดขึ้นจริง ใครกันแน่ที่มีสิทธิ์ลองก่อน”
ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาหลายทศวรรษ ทีมโคลอสซัลมั่นใจว่า การรื้อฟื้นจีโนมจากซากดึกดำบรรพ์นั้น เป็นไปได้จริง ส่วนการแก้ไขพันธุกรรมก็ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือเรื่องยากสำหรับพวกเขาอีกต่อไป
ในระดับเทคนิค นี่คือสนามที่ทีมนี้คุ้นเคยราวกับเดินอยู่หน้าบ้าน
ปัญหาของโคลอสซัลไม่เคยหยุดอยู่แค่ “แก้ไขจีโนมได้ไหม”
เพราะมิสชั่นของพวกเขาไม่ได้หยุดแค่แมมมอทหรือไทลาซีน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อย่างน้อยยังมีมดลูก มีการตั้งครรภ์ และมีระบบสืบพันธุ์แบบที่ทีมนักวิทยาศาสตร์แก้ไขจีโนมกันจนคุ้นมือ แต่ยังขยายไปถึงนกโดโด้ สัตว์ปีกที่สูญพันธุ์ไปแล้วพร้อมกับระบบการให้กำเนิดแบบ “ไข่” ที่มาในเปลือกแข็ง…พร้อมกระบวนการพัฒนาการที่เป็นเอกลักษณ์
ในกรณีของแมมมอทและไทลาซีน เรื่องราวค่อนข้างตรงไปตรงมา
แยกสเปิร์มกับไข่มาผสม
แก้ไขจีโนมในระยะตัวอ่อนระยะเซลล์เดียว
แล้วปลูกถ่ายกลับเข้าไปในแม่อุ้มบุญที่เป็นญาติใกล้เคียงทางวิวัฒนาการ
แม้จะไม่ง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเหนือความสามารถ
เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขา “ทำได้” โคลอสซัลเปิดตัว หนูขนแมมมอท (woolly mouse) ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หนูตัวเล็ก ขนหนาฟู สีทองอร่าม ที่ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นสัตว์เลี้ยงแสนน่ารัก แต่เพื่อเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ยีนของแมมมอทจากยุคน้ำแข็งสามารถกลับมาทำงานได้อีกครั้งในร่างของสิ่งมีชีวิตปัจจุบันอย่างหนูทดลองได้
และเพียงแค่เดือนเดียว พวกเขาก็เปิดแถลงข่าวแบบจัดเต็มอีกรอบเพื่อเปิดตัว รีมัส โรมูลัส และคาลิซี่ ลูกหมาสามตัวที่ถูกออกแบบให้มียีนที่แสดงลักษณะของหมาป่าโลกันตร์ (Dire wolf) ที่สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้แล้วกว่าหมื่นปีได้อย่างครบถ้วน
แม้จะเป็น “เวอร์ชั่นมนุษย์สร้าง” แต่ก็เพียงพอจะทำให้นักอนุรักษ์จำนวนไม่น้อยอ้าปากค้าง ทั้งด้วยความตื่นเต้นและความกังวล
เพราะไม่ว่าเสียงคัดค้านจะดังเพียงใด งานวิจัยของโคลอสซัลก็ยังเดินหน้าอย่างรวดเร็วจนน่าตกตะลึง
จนบริษัทถูกยกให้เป็นหนึ่งในสตาร์ตอัพเทคโนโลยีที่น่าจับตามองที่สุดในโลก
แม้มิสชั่นของพวกเขาจะฟังดูประหลาด พิลึกพิลั่น และเป็นหนึ่งในหัวข้อถกเถียงที่เผ็ดร้อนและดุดันในเชิงคุณค่าและจริยธรรมก็ตาม
แต่ต่อให้เทคโนโลยีการแก้ไขจีโนมจะก้าวหน้าไปไกลแค่ไหน ในแมมมอทก็เริ่มเห็นเค้าลางในร่างหนู หมาป่าโลกันตร์ก็มาแล้วสามตัว
แต่สำหรับนกโดโด้ ประเด็นเรื่อง “ไข่” ก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
ต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม การปฏิสนธิของนกเกิดขึ้น ภายในร่างกายแม่ ตัวอ่อนระยะแรกเริ่มพัฒนาอยู่ในท่อนำไข่ ก่อนจะถูกห่อหุ้ม กลายเป็นไข่ และถูกวางออกมา เมื่อนั้นมันก็สายเกินไปแล้วสำหรับการ “จิ้ม แก้ และปรับแต่ง” เพราะเซลล์ตัวอ่อนมีมากมายหลายเซลล์ไปแล้ว
การทำเด็กหลอดแก้ว (in vitro fertilization, IVF) ในสัตว์ปีกจึงไม่ใช่ทางออกที่ง่าย แม้จะสร้างตัวอ่อนได้ แต่การฉีดกลับเข้าไปในท่อนำไข่ของนกมีอัตราล้มเหลวสูงมาก และถ้าเป็นตัวอ่อนจากต่างสปีชีส์ด้วยแล้ว โอกาสสำเร็จก็ยิ่งริบหรี่
จะเลือกทางลัดด้วยการปรับแต่งสเปิร์มแล้วฉีดเข้าไปในไข่ด้วยการผสมเทียม (artificial insemination, AI) ก็ไม่น่าจะแก้ปัญหาได้ เพราะแม้สเปิร์มจะใช่ แต่เซลล์ไข่ที่อยู่ข้างในก็ ไม่ใช่ ของนกโดโด้ ท้ายที่สุด ถ้าผสมได้ลูกออกมาก็ไม่ใช่ลูกนกโดโด้อยู่ดี แต่เป็นพันธุ์ผสมระหว่างโดโด้กับนกอะไรสักอย่างที่ทำหน้าที่เป็นแม่อุ้มบุญ
แต่ถ้าว่ากันตามหลักการทางชีววิทยา ไม่ว่าจะทำอย่างไร ก็ไม่น่าผสมได้สำเร็จอยู่ดี เพราะเซลล์สืบพันธุ์ของนกต่างชนิดไม่น่าจะเข้ากันได้ ผสมอย่างไรก็ไม่น่าติด
ทีมวิจัยจึงต้องเลือกเส้นทางที่ยากที่สุด แต่มีโอกาสสำเร็จได้มากที่สุด นั่นคือการปลูกถ่ายเซลล์ตั้งต้นของเซลล์สืบพันธุ์ หรือ primordial germ cell (PGC) เข้าไปในตัวอ่อนของนกอุ้มบุญ เพื่อให้นกตัวนั้นเติบโตขึ้นมาและผลิตสเปิร์มหรือไข่ที่มีพันธุกรรมเป็นของ “โดโด้”
และพอให้พ่อนกอุ้มบุญที่มีสเปิร์มของโดโด้ มาผสมพันธุ์กันกับแม่นกอุ้มบุญที่ผลิตเซลล์ไข่ของโดโด้ เราก็จะได้ตัวอ่อน “นกโดโด้” ตัวจริงเสียงจริงออกมาในไข่อุ้มบุญ…
เป็นวิธีที่ซับซ้อน เหนื่อย และต้องใช้ความอดทนระดับสูง แต่ถ้าทำได้ มันจะไม่ใช่แค่การพานกโดโด้กลับมา มันจะเป็นแพลตฟอร์มใหม่ของการฟื้นคืนชีพนกทั้งสายวิวัฒนาการ
และตรงนี้เอง ที่ปัญหาไก่กับไข่ อาจจะไม่ใช่แค่การเล่นคำ แต่กลายเป็นหัวใจของชีววิทยาแห่งการอนุรักษ์นกหายาก และการฟื้นคืนสปีชีส์ของนกที่สูญพันธุ์ไปแล้ว
ตอนต่อไป เราจะคุยต่อกันให้ลึกกว่านี้ เพื่อจะให้ได้คำตอบสำหรับคำถามที่เป็นที่เถียงกันมาเนิ่นนานว่าแท้จริงแล้ว ไก่กับไข่อะไรจะเกิดก่อนกัน..?
และในเคสของโดโด้…. โดโด้กับไข่อะไรควรจะเกิดก่อนกัน…?
