โดย ธงชัย วินิจจะกูล
หลายปีก่อนมีคนสงสัยดังๆ ออกมาว่า นักวิชาการอนุรักษนิยมที่คุณภาพดีๆ หายไปไหนหมด
มักเชื่อกันว่านักวิชาการแนวหน้าของประเทศมักมีบทบาทต่อต้านเผด็จการอำนาจนิยม ต่อต้านการรัฐประหาร
แต่กลับพบว่านักวิชาการที่ออกมาสนับสนุนหรือทำงานให้กับรัฐราชการอำนาจนิยมค่อนข้างคุณภาพต่ำ ไม่มีผลงานทางวิชาการหรือไม่ดีพอ และไม่ได้รับความเชื่อถือในทางวิชาการ
“ดูเผินๆ” ความเห็นเช่นนั้นไม่ผิดเสียทีเดียว แต่ก็ไม่ถูกนัก ผมเห็นว่าเพราะนักวิชาการคุณภาพต่างๆ กันที่หนุนรัฐอำนาจนิยมจำนวนมากเลือกรับใช้อำนาจโดยไม่ต้องออกหน้าออกตาแค่นั้นเอง
ในมหาวิทยาลัยหนึ่งๆ 70-80% ของบรรดาอาจารย์เป็นคนที่ดีตามปกติ สอนหนังสือ เขียนตำรา และทำวิจัยตามสาขาวิชานั้นๆ อย่างรับผิดชอบ แต่เลือกไม่มีบทบาทสำคัญใดๆ ในรัฐบาลหรือในเวทีสาธารณะ คนกลุ่มใหญ่สุดนี้มีทั้งอนุรักษ์นิยม ก้าวหน้า และทุกเฉดสีระหว่างกลาง
ส่วนน้อยมากๆ สัก 10-15% เป็นอาจารย์ที่ไม่สนใจการสอนนักและไม่สนใจทำวิจัยจริงจัง ทำพอเอาตัวรอดหรือหาวิธีอื่นเพื่ออยู่ได้ เรียกว่าเป็น “deadwood” (ไม้ตายซาก) อยู่ในระบบได้โดยที่ไปจัดการอะไรกับเขาก็ไม่ได้
อีก 10-15% จะเป็นนักวิชาการที่แข็งขัน สอนดี กระตุ้นให้นักศึกษาสนใจ เป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษา และ/หรือเป็นนักวิจัยที่ดี ค้นคว้าประเด็นที่แปลกใหม่ สร้างสรรค์น่าตื่นเต้น ทำประโยชน์แก่สังคมในแง่ต่างๆ หรือสร้างความก้าวหน้าทางวิชาการอย่างมาก
ผมเห็นว่านักวิชาการอนุรักษนิยมที่คุณภาพดีมีอยู่มากพอควร เพียงแต่ปัญญาชนนักวิชาการที่มีคุณภาพดี ไม่ว่าจะมีอุดมการณ์อย่างไร ส่วนมากจะมีลักษณะร่วมๆ กันอย่างหนึ่งก็คือ มีอหังการ์ที่จะไม่ยอมรับใช้อำนาจหรือกลุ่มองค์การทางการเมืองอย่างเต็มตัวหรือชัดเจน เพราะย่อมต้องแลกกับความเป็นอิสระทางปัญญาของตน
พวกเขามีความโน้มเอียงและอคติทางการเมืองกันทุกคน จำนวนมากไม่ปิดบังอีกด้วย แต่การสังกัดหรือรับใช้กลุ่มการเมืองเป็นสิ่งน่าอึดอัด โดยเฉพาะในการเมืองไทยที่หลายคนยังเห็นเป็นสิ่งสกปรก
ส่วนบทบาทในทางสาธารณะนั้น นักวิชาการสารพัดความคิดที่ไม่ปรารถนา “แสง” มีมากกว่าที่เราคิด เพราะ “แสง” ลดทอนความเป็นส่วนตัว
นักวิชาการอนุรักษนิยมที่มีบทบาทเข้าไปรับใช้อำนาจเผด็จการอย่างเต็มตัวและจงรักภักดี มักเป็นผู้ที่อหังการ์ทางปัญญาไม่มากเท่าความปรารถนาอำนาจหรือยศถาบรรดาศักดิ์ บางคน (เคย) มีศักยภาพทางวิชาการ แต่สนใจทุ่มเทให้กับการไต่เต้าบันไดอำนาจมากกว่า แต่หลายคนเอาดีทางวิชาการไม่ได้ จึงเลือกทางรับใช้อำนาจแทน
นักวิชาการผู้ใฝ่อำนาจเช่นนี้ มักเพลิดเพลินกับการเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย มักได้เป็นกรรมการหรือสมาชิกขององค์กรสำคัญระดับชาติ เช่น วุฒิสภา องค์กรอิสระสำคัญๆ อย่างศาลรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ องค์กรธุรกิจมหาชนที่รัฐถือหุ้น และกรรมการระดับบนสุดของหลายหน่วยราชการ ฯลฯ
นักวิชาการนิยมเจ้าจำนวนหนึ่งได้รับความเชื่อถือจากกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ อัยการ ศาล) ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง 112 เวียนกันเป็นพยานโจทก์ขาประจำในคดี 112 เพื่อปรักปรำผู้ถูกกล่าวหาหลายคดี ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีผลงานวิจัยในประเด็นที่เกี่ยวข้องเลย (กระบวนการยุติธรรมกลับไม่เชื่อคนที่มีผลงาน) บางคนได้รับความเชื่อถือมากจากกลุ่มที่ตั้งตัวเองเป็น “ถังสมอง” ของฝ่ายขวา
มีบางคนทำงานรับใช้หน่วยงานไอโอของรัฐ ถึงขนาดกองทัพขึ้นลิสต์ให้ว่าเป็นนักวิชาการผู้สนับสนุนกิจการไอโอเพื่อทำเพจฝ่ายขวา (ซึ่งกองทัพเปิดเผยแล้วว่าทำงานใกล้ชิดกับปฏิบัติการไอโอของกองทัพ) มีคนในกลุ่มนี้ได้รับมอบหมายจากกระทรวงศึกษาฯ ให้เขียนตำราประวัติศาสตร์ระดับมัธยม ทั้งๆ ที่ในวงการประวัติศาสตร์ไม่รู้จัก
ยังมีบางคนทำงานรับใช้กองทัพและรัฐพันลึกอย่างเงียบๆ เช่น ในคราวที่นักศึกษาปัตตานีโดนจับข้อหาเป็นภัยต่อความมั่นคงฯ เพียงเพราะทำบอร์ดเกมเกี่ยวข้องประวัติศาสตร์ปาตานีในแบบที่รัฐและกองทัพไม่เห็นด้วย ครั้งนั้นมีนักประวัติศาสตร์บางคนทำงานรับใช้กองทัพ สร้างคำแก้ตัวให้กับรัฐและสร้างคำอธิบายว่าทำไมนักศึกษาเหล่านั้นจึงเป็นภัยต่อความมั่นคงฯ
เราควรเรียกวิชาชีพทำนองเหล่านี้ว่าอะไรดี? นักวิชาการของรัฐพันลึก (Deep State scholars) ดีไหม?
คนแบบนี้ไม่จำเป็นต้องมีบทบาทที่สาธารณชนรู้จักมากนัก เขาสามารถรับใช้อย่างเงียบๆ ก็ได้ ในหลายกรณีการรับใช้อย่างเงียบๆ อาจจะดีทั้งต่อตัวเขาเองและต่ออำนาจที่เขารับใช้ด้วย
ประเด็นน่าคิดก็คือ ทำไมคนเหล่านี้จึงได้ดิบได้ดีมีอำนาจได้ ทั้งๆ ที่โดยมากมีคุณภาพทางวิชาการไม่ได้ดีเด่น
คำตอบก็ชัดเจนอยู่ในคำถามนั่นแหละ ไม่ได้ลึกลับซับซ้อนแต่อย่างใด นั่นคือ คนเหล่านี้มิต้องอาศัยคุณภาพทางวิชาการที่จะผลักดันให้ตนเองโดดเด่นขึ้นมา แต่อาศัยอำนาจเส้นสายในระบบอุปถัมภ์ต่างหาก
และด้วยเหตุนี้เอง พวกเขาจึงไม่มีความจำเป็นต้องพัฒนาตนเองหรือต้องพยายามยกระดับงานทางวิชาการของตน
อำนาจเป็นปัจจัยค้ำจุนงานทางปัญญาของคนเหล่านี้ มิใช่ความคิดสร้างสรรค์ วิธีวิทยาที่โดดเด่น หรือข้อวิเคราะห์ที่แปลกใหม่น่าสนใจอะไรเลย อำนาจมักจะ “บอนไซ” ศักยภาพของเขา (ที่อาจจะมีจำกัด) อีกด้วย
คนที่ไม่มีความสามารถทว่าต้องการได้ดิบได้ดีในวงวิชาการของไทย มักรู้ว่าสามารถได้ตำแหน่งทางวิชาการสูงขึ้นไปด้วยการผูกตนเองเข้ากับเครือข่ายหรือเส้นสายอุปถัมภ์ในวงวิชาการ
คนที่ตระหนักว่าตนเก่งไม่พอแถมไม่พยายาม จึงอาจหาญใช้ช่องทางที่ถือว่าเป็นอนันตริยกรรมทางวิชาชีพ ได้แก่ ลอกหรือขโมยงานคนอื่นมาเป็นของตน จ่ายเงินซื้อเพื่อให้ชื่อของตนปรากฏเป็นผู้ร่วมเขียน แล้วใช้เครือข่ายอำนาจช่วยให้ตนลอยนวลพ้นผิด
สําหรับนักวิชาการในฝ่ายต่อสู้กับรัฐพันลึกนั้น เส้นทางการเมืองของพวกเขาไม่นำไปสู่อำนาจ ไม่ได้ยศถาบรรดาศักดิ์ ซ้ำอาจจะนำไปสู่ความยุ่งยากเสี่ยงอันตราย หรือเสียหายต่อวิชาชีพอีกด้วย
ดังนั้น หนทางที่คนแบบนี้จะยืนหยัดมั่นคงอยู่ได้จึงต้องอาศัยความยอมรับนับถือจากเพื่อนร่วมวิชาชีพ ซึ่งไม่มีทางไหนสำคัญไปกว่าการสร้างผลงานทางวิชาการ และต้องไม่อาศัยทางลัดอย่างการลอกหรือขโมยงานคนอื่นเด็ดขาด
วิธีเข้าสู่เครือข่ายอำนาจของนักวิชาการที่รับใช้รัฐพันลึกมีหลายวิธี โดยปกติมักนำตัวเองเข้าเป็นลูกน้องของอาจารย์อาวุโสที่อยู่ในเครือข่ายอุปถัมภ์อยู่แล้ว รับใช้ผู้อาวุโสแลกกับความช่วยเหลือให้ได้ทุนทำงานวิจัย หรือได้งานเป็นอาจารย์ในสังกัดของผู้อาวุโส เป็นต้น
สำหรับคนที่เข้าสู่เครือข่ายอำนาจด้วยตนเองนั้น ต้องรู้จักทำให้ตนเป็นที่สนใจของรัฐพันลึกด้วยบทบาททางสาธารณะ และ/หรือด้วยผลงานวิชาการที่ “ชเลียร์” หรือสดุดีอย่างชัดเจน รวมทั้งในหัวข้อที่หน่วยราชการไม่มีทางประเมินให้เป็นลบ ครั้นได้รับทุนชิ้นหนึ่งก็จะได้รับทั้งทุนและบทบาทอื่นๆ ตามมา
ตัวอย่างที่เห็นชัดได้แก่ นักวิชาการรุ่นใหม่ที่เกี่ยวข้องอยู่กับเพจที่ร่ำลือในขณะนี้ ล้วนแล้วแต่มาจากการสนับสนุนของกองทัพและของอำนาจรัฐพันลึกที่ผ่านมาทางอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง
พูดง่ายๆ ก็คือนักวิชาการรุ่นหนุ่มเหล่านี้อยู่ในสังกัดของอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านนั้นซึ่งมีผลงานโดดเด่นในหมู่ฝ่ายขวานิยมเจ้า
จะเห็นได้ว่า แม้แต่ในวงการทางปัญญา ปัญหาระบบอุปถัมภ์ที่เกี่ยวพันกับอำนาจรัฐพันลึกก็เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่ทำให้วงวิชาการเกิดความเสียหายไม่ต่างไปจากแวดวงอื่นๆ ของสังคมไทยเลย
รัฐและระบบราชการของไทยมีความสามารถที่จะเลือกสรรเฉพาะคนที่อยู่ในเส้นสายเครือข่ายเหล่านี้ขึ้นสู่อำนาจ สืบทอดต่อกันเป็นรุ่นๆ
อย่างไรก็ตาม มีนักวิชาการแนวคิดอนุรักษนิยมรุ่นใหม่ๆ จำนวนไม่น้อยที่ภูมิใจในวิชาชีพทางปัญญา
เขาไม่ต้องการจะรับใช้อำนาจ แต่ต้องการจะรับใช้สังคมโดยผ่านงานทางปัญญาของเขา
พวกเขาไม่ใช่อนุรักษนิยมแบบขวาจัดที่มุ่งรับใช้อำนาจแต่อย่างใด
คนเหล่านี้ค่อนข้างเปิดใจกว้าง ยอมรับว่าบรรยากาศการทางปัญญาจะต้องมีเสรีภาพมากกว่านี้ และยอมรับความแตกต่างทางความคิดและการถกเถียงในที่สาธารณะ
พวกเขาพยายามจะต่อสู้กับปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้า ซึ่งบางคนเห็นกำลังครอบงำเป็นด้านหลักของความคิดในสังคมไปแล้ว
แต่ความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะถ้าหากเป็นความจริง เราคงไม่มีกระแสคลั่งชาติหน้ามืดรบโดยไม่ฟังเสียงสันติภาพ
เราคงไม่ต้องระวังการถูกจับกุมเพราะกฎหมายที่ปิดปากหรือจำกัดเสรีภาพ
และคงไม่ต้องมีคนอยู่ในคุกเพียงเพราะความคิดต่างจากที่รัฐอนุญาต
แถมแบบเรียนที่เขียนว่าคนไทยมาจากภูเขาอัลไตน่าจะหายไปตั้งแต่หลายทศวรรษก่อนแล้ว
ผมอยากขอร้องต่อนักวิชาการแนวคิดอนุรักษนิยมรุ่นใหม่ผู้มีเกียรติเหล่านั้นว่า นอกจากต่อสู้กับปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้าแล้ว
พวกเขาควรจะช่วยกันต่อสู้กับปัญญาชนนักวิชาการอนุรักษนิยมรุ่นก่อนหน้าเขาซึ่งรับใช้อำนาจรัฐพันลึกอยู่ทุกวันนี้ ให้เปิดพื้นที่อิสระ มีเสรีภาพทางความคิด ส่งเสริมวัฒนธรรมเปิดใจกว้าง
จะต้องคัดค้านการทำร้ายและทำลายกันด้วยกฎหมายเพียงแค่เพราะความคิดที่รัฐไม่ยอมรับ เพราะหากไม่มีพื้นที่ที่เปิดกว้าง การถกเถียงอย่างที่พวกเขาปรารถนาย่อมไม่เกิดขึ้น
หรือถ้าเกิดมีขึ้น ก็จะเป็นการถกเถียงที่ไม่แฟร์ และน่ารังเกียจอย่างยิ่ง
