เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี
วิสัยทัศน์เรื่อง ‘เศรษฐกิจ-เทคโนโลยี’
ของ ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’
หมายเหตุ วิสัยทัศน์เรื่อง “เศรษฐกิจและเทคโนโลยี” ของ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ซึ่งนำเสนอระหว่างการพบปะพูดคุยกับทีมข่าวการเมืองเครือมติชน เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568
ผม “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” อาชีพจริงๆ ตั้งแต่ปี 2551 ก็เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยมหิดล แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือว่า ไม่ได้มีคนมองในมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้เท่าไร
เราก็เติบโตมาจากเรื่องการทำนวัตกรรม การทำวิจัยเชิงลึก (deep tech) เทคโนโลยีเชิงลึกเป็นสิ่งสำคัญมาก หากวันนี้เราไม่มีในส่วนตรงนี้ ก็น่าที่จะไปข้างหน้าได้ยาก ในการทำเรื่องเครื่องยนต์ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ (growth engine) ใหม่ๆ
ตรงนี้ เราปลูกฝังข้อหนึ่งไว้เลยว่า การที่เราจะสามารถเขยื้อนเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ โครงสร้างเป็นสิ่งสำคัญ พรรคเรา (ไทยรักไทย-พลังประชาชน-เพื่อไทย) ตั้งแต่วิกฤตปี 2540 เราพยายามทำเรื่องเกี่ยวกับรากหญ้า จนกระทั่งทุกคนมองว่าเราคือรากหญ้าอย่างเดียว แล้วคุณไม่ทำอะไรเกี่ยวกับเศรษฐกิจภาพรวมข้างบนเลยเหรอ?
อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ในรอบนี้มันมีความสำคัญจริงๆ ที่เรามีความจำเป็นจะต้องช่วยทุกรูปแบบ เพราะว่าพอวิกฤตปัญหาเศรษฐกิจระหว่างประเทศเกิดขึ้น ทุกประเทศเดือดร้อนหมด พอเขาเดือดร้อนหมด สิ่งสำคัญคือเขาต้องดูแลตัวเอง คราวนี้ไม่เหมือนกันแล้ว
เมื่อก่อนแน่นอนว่า เราดูแลตัวเองไม่ได้ คนข้างนอกมาช่วยเรา แต่ตอนนี้ไม่มีใครช่วยเราได้แล้ว ดังนั้น ความเข้มแข็งต้องสร้างจากรากหญ้า แล้วก็มีความจำเป็นต้องทำให้ “คนที่รวยไม่จนลง” เราพยายามใช้คำว่า “คนจนรวยขึ้น แต่ทำไมต้องทำให้คนรวยรวยน้อยลง?” ในขณะเดียวกัน ทุกคนก็คือคนไทยหมด
เราพยายามจะสื่อสารเรื่องนี้ ตั้งแต่คนที่เป็นรากหญ้า อันนี้คือสิ่งที่เราพยายามปูพื้นเรื่องของการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส
อันที่สองผมพูดเสมอว่า ไม่ว่าวันนี้เราจะมีธุรกิจอาชีพอะไรก็แล้วแต่ การนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จำเป็นต้องลงทุนตรงนี้ให้ แล้วก็ต้องทำให้เขา (ผู้ประกอบการในประเทศ) มีความรู้สึกว่า การเพิ่มผลิตภาพไม่ใช่เพิ่มที่จำนวนคนอย่างเดียวแล้ว แต่ควรจะเพิ่มด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แล้วก็เสริมเรื่องเกี่ยวกับการตลาดให้ การตลาดที่ภาครัฐจะทำก็คือไปเปิดโอกาสต่างๆ เพื่อให้คนมองว่าคอนเน็กชั่นเรามีเยอะ ตั้งแต่เราทำ “บิมสเทค” (ความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ) ตรงด้านอินเดีย นี่โอกาสมหาศาล
ผมทำเรื่องโรงงานยา หลายอย่างมากที่เราต้องส่งไปตรวจสอบคุณภาพที่อินเดีย เนื่องจากเราไม่มีหน่วยตรวจสอบคุณภาพที่เป็นบุคคลที่สาม ตรงนี้ (ประเทศไทย) เราทำให้มูลค่ามหาศาลจากสิ่งที่เราเก่งมันช้าลง เพราะอะไร?
เพราะทุกประเทศมาใช้อินเดียในการตรวจสอบคุณภาพหมดเลย กลายเป็นว่าโรงงานยา-สมุนไพรเราต้องไปรอเป็นคอขวด หนึ่งปีถึงส่งผลการทดสอบกลับมาได้ อันนี้ยากมาก ในขณะที่ความจริงแล้ว เราสามารถเป็นศูนย์กลางเรื่องนี้ได้ ทุกคนอยากเข้ามา
ตรงนี้ ถ้าเรามองเห็นโอกาส เราสามารถพลิกฟื้นบางอุตสาหกรรมขึ้นมาได้ เรื่องเกี่ยวกับ “เซมิคอนดักเตอร์” เป็นสิ่งสำคัญมาก
หลายคนมองว่าประเทศไทย ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็นสิ่งสำคัญ แต่ความจริงแล้ว การที่วันนี้เราจะมองตำแหน่งของตัวเองว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยีเอไอ ถ้าเรามองย่อยส่วน ดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาไม่มีปัญหา
แต่การที่ชิ้นส่วนข้างในของดาต้าเซ็นเตอร์มันคืออิเล็กทรอนิกส์ และมีชิพบางอันที่เราทำได้ เช่น เรื่องเกี่ยวกับพลังงาน เรื่องเกี่ยวกับชิพสื่อสารต่างๆ ไม่ได้ต้องไปบอกว่าเรื่องเอไอคือเรื่องจีพียูที่ “เอ็นวิเดีย” ทำอย่างเดียว ตอนนี้ทุกคนจะมองตรงนั้น แต่ความจริงชิพทั้งดาต้าเซ็นเตอร์มีเยอะมากที่เรามีสิทธิ์ทำได้ง่าย
ผมพยายามคุยกับสภาอุตสาหกรรมฯ เรื่องการออกใบอนุญาตให้บางไอพี (ทรัพย์สินทางปัญญาจากต่างประเทศ) เข้ามา ไม่แพงนะครับ ถ้าบริษัทเดียวเอามาแพง แต่กลายเป็นว่าถ้ารัฐบาลวันนี้ออกใบอนุญาตให้โครงของวงจรบางอย่างของชิพบางตัว ที่เรามีความจำเป็นต้องดึงเข้ามา พอดึงเข้ามาเสร็จ ตรงนี้จะทำให้การผลิตเราง่ายขึ้น และเขา (เอกชน) ไม่ต้องลงทุนขนาดนั้น
อันนี้คือโครงสร้างพื้นฐานทางทรัพย์สินทางปัญญา ที่ ณ ปัจจุบัน เรามีความจำเป็นต้องทำ ซึ่งตัวนี้ทำไม่ยาก เขาเรียกว่าทำการวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรของโครงสร้างทั้งหมด พอเรามีแผนที่ของสิทธิบัตร เราจะรู้แล้วว่าแนวโน้มเทคโนโลยีไปที่ไหน แล้วประเทศไหนเป็นประเทศที่เราควรจะไปเป็นพาร์ตเนอร์ด้วย
ตรงนี้ความจริงเป็นส่วนสำคัญมาก ไม่ใช่แค่มองว่าภูมิรัฐศาสตร์คือจีนกับอเมริกา แต่ความจริงแล้วมีบางประเทศที่น่าสนใจมาก เช่น ตุรกีทำโดรนได้ แล้วชิ้นส่วนของโดรนอยู่ตรงไหน?
อิตาลีก็น่าประทับใจ ที่เวลาเขาทำบางอย่างเขาจะมา “คราฟต์” ที่อิตาลี แต่ชิ้นส่วนองค์ประกอบต่างๆ เขาก็แยกส่วนผลิตที่นั่นที่นี่ ประเทศที่ผลิตไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังผลิตอะไรอยู่ อิตาลีก็จำเป็นจะต้องเอา (ชิ้นส่วนทั้งหมด) มาประกอบที่เขา เพราะเขามีความเข้าใจในบางเรื่อง
สิ่งนี้สำคัญมาก แล้วถามว่ามันจะแตกต่างอย่างไร? ทุกคนก็รู้ สิ่งสำคัญมีสองอย่าง ก็คือเรื่องการเตรียมคนให้สามารถรองรับ (เทคโนโลยี) ในเรื่องนี้ได้ “อัพสกิล-รีสกิล” เป็นสิ่งสำคัญมาก การศึกษาเป็นทุกช่วงวัย ตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงวัยชรา
กรณีที่เราพูดคุยกันก็คือกรณีของเกาหลี การที่เขาดึงดูดคนที่เกษียณอายุ (และเคย) ทำงานที่เยอรมนีมา สำคัญที่สุดเลย เขากลับมาประเทศเขา เขาอยากสร้างอาชีพใหม่ การที่เราให้เขาเกษียณอย่างสงบ กับการที่เราให้เขาทำตามความฝันได้ นี่คนละเรื่องเลย เดิมทีเขาทำอิเล็กทรอนิกส์ เขาอาจจะอยากทำเกษตรก็ได้ เขารู้เรื่องนี้
เราต้องเปิดเวทีให้เขาทำสตาร์ตอัพใหม่ ทำให้เขาไปเจอน้องๆ ที่สามารถรวมทีมได้ นี่คือเรื่องของการสร้างพื้นที่ร่วม พื้นที่สาธารณะต่างๆ ที่ประเทศไทย ผังเมืองตรงนี้เรายังไม่ค่อยดี เราก็มีน้องๆ ที่ทำเรื่องผังเมือง มีเรื่องเกี่ยวกับเมืองที่น่าอยู่
เมืองที่น่าอยู่สำคัญที่สุดคือต้องสามัคคีกับเจ้าถิ่น เช่น กทม. กลายเป็นว่าวันนี้ ถ้าเราอยากทำอะไรเองทุกอย่าง เราทำไม่ทัน แต่ความจริง ภาคเอกชน ภาครัฐ มีโครงการดีๆ เยอะ
หลายคนถามว่าพรรคเพื่อไทยมีโครงการอะไรบ้าง? ผมก็ต้องถามกลับไปว่า ความจริงแล้ว โครงการดีๆ เยอะนะ ถ้าเราอยากทำอย่างหนึ่ง คือทำให้คนดี คนที่มีโครงการดี สามารถทำบางอย่างเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ได้
อีกอันคือ ทำโครงสร้างพื้นฐานสำหรับงานวิจัย ตรงนี้สำคัญมาก คือคนเรารองรับการถ่ายทอด (เทคโนโลยี) มาได้แล้ว เขาไม่มีที่ปล่อยของก็ไม่ได้
การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ อาจจะยากกว่าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในงานวิจัย มหาวิทยาลัย (ไทย) เรามีคนจบเอ็มไอที ฮาร์วาร์ด เป็นเรื่องธรรมดา แต่ทำอย่างไรเราถึงจะทำให้คนที่มีศักยภาพอย่างนี้ เขามีเครื่องมือที่ทัดเทียมกับข้างนอก
การที่เราลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทำให้เราสามารถที่จะพลิกฟื้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ แล้วเพิ่มมูลค่า จากยาพาราเซตามอลธรรมดาเกิดเป็นชุดตรวจบางอย่างมูลค่ามหาศาล สมุนไพรที่เราจะเอามานั่งเคี้ยวธรรมดากลายเป็นยา (มูลค่า) มันเกินร้อยเท่า เรื่องนี้ทำอย่างไรเราถึงจะทำเรื่องการเพิ่มมูลค่าในอุตสาหกรรมที่มีอยู่ ให้เกิดขึ้นเร็ว
ดังนั้น (เรื่องสำคัญ) สองส่วน คือ สร้างคนให้เหมาะสมกับการรองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี อีกอย่างคือเทคโนโลยีมา (แล้ว) คนคนนั้นสามารถมีโครงสร้างพื้นฐานที่จะทำ (งาน) ได้ไหม
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
