ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ
ในปี 1964 เจ บริสตัล ฟอสเตอร์ (J. Bristol Foster) จากวิทยาลัยหลวง (Royale college) ที่ไนโรบี เคนยา ได้นำเสนอข้อสังเกตเรียบง่ายแต่เฉียบคมออกมาในบทความชื่อ Evolution of mammals on islands (วิวัฒนาการของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบนเกาะ) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature
เขาชี้ให้เห็นรูปแบบซ้ำๆ ที่เกิดขึ้นบนเกาะทั่วโลก ในสภาพแวดล้อมที่โดดเดี่ยวและมีเงื่อนไขเฉพาะอย่างบนเกาะ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่แต่เดิมมีขนาดเล็กมักมีแนวโน้มจะ “ขยายขนาดใหญ่” ขึ้น
ในขณะที่สัตว์ที่เคยมีขนาดใหญ่กลับค่อยๆ “ย่อส่วน” ลง ราวกับธรรมชาติกำลังปรับสมดุลของร่างกายให้สอดคล้องกับพื้นที่จำกัด ทรัพยากรที่น้อยนิด และศัตรูที่หายไป
ข้อสังเกตของฟอสเตอร์ไม่ได้มาในรูปแบบของสมการคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน หากแต่มาในมุมของของนักสังเกตธรรมชาติที่มองทะลุจนเห็นแพตเทิร์นที่ซ่อนอยู่หลังตัวอย่างนับร้อยหลากหลายสายพันธุ์ จากเกาะหลายเกาะ หลายช่วงเวลา
ต่อมาแนวคิดนี้ถูกเรียกรวมอย่างไม่เป็นทางการว่า “กฎของเกาะ” (island rule)
เขาคาดเดาว่า สาเหตุที่สัตว์ใหญ่หดเล็กลง (Insular Dwarfism) ที่บนเกาะ อาจจะเกิดจากพื้นที่และทรัพยากรที่จำกัด ขนาดตัวที่หดเล็กลงจะทำให้พวกมันได้เปรียบ เพราะความต้องการอาหารลดน้อยลง มีโอกาสรอดได้มากขึ้น
ในขณะที่สัตว์ที่เคยตัวเล็กหลายประเภทอาจจะมีขนาดตัวที่ใหญ่ยักษ์ขึ้น (Insular Gigantism) เพราะที่บนเกาะนั้นไม่มีสัตว์ผู้ล่าเหนือมัน พวกมันจึงไม่จำเป็นต้องหลบซ่อน
และถ้ามองในแง่ของการแย่งชิงอาหาร พื้นที่ และทรัพยากร พวกตัวใหญ่มักจะได้เปรียบ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกตัวเล็กอย่างเช่นสัตว์ฟันแทะ มีขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้น
กฎนี้โด่งดังมากในวงการชีวภูมิศาสตร์ และมีหลักฐานสนับสนุนไอเดียนี้อยู่หลายเคส อย่างเช่นกรณีแมมมอธแคระแห่งเกาะแรงเกล (Wrangel island)
บนผืนแผ่นดินใหญ่ในแถบไซบีเรียนทุนดราที่มีอาหารเหลือเฟือ แมมมอธสามารถขยายขนาดตัวจนมีขนาดใหญ่โตมโหฬารกว่าสามเมตรเพื่อให้สามารถกักเก็บความร้อนและต่อกรกับพวกนักล่าอย่างเสือเขี้ยวดาบได้
แต่เมื่อระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเมื่อราวๆ 10,000 ปีก่อน ได้ตัดขาดเกาะแรงเกลออกไปจากแผ่นดินใหญ่ ในตอนนั้น กติกาแห่งการอยู่รอดจึงเปลี่ยนไป
บนพื้นที่เกาะที่มีเพียงกระจิริด อาหารมีน้อย ขาดแคลน ร่างกายขนาดยักษ์ที่ต้องการแคลอรีจำนวนมหาศาลไม่สามารถที่จะทนต่อสภาวะขาดอาหารได้นาน พวกตัวใหญ่ๆ ทนไม่ได้ เหลือแต่พวกตัวเล็กๆ ที่อึดกว่า ต้องการอาหารน้อยกว่า ทนต่อความผันผวนของสภาพแวดล้อมบนเกาะได้มากกว่าที่ยังอยู่รอด
เมื่อเวลาผ่านไป ขนาดตัวเฉลี่ยของประชากรช้างแมมมอธจากที่เคยใหญ่โตมโหฬารก็จะค่อยๆ เริ่มหดเล็กลง กะทัดรัดลง เหลือแค่ราว ๆ 2 เมตรนิดๆ ขนาดไม่ได้ต่างไปจากช้างเอเชีย หรือควายไทยตัวใหญ่ๆ สักเท่าไร

แม้ว่ากรณีช้างแมมมอธบนเกาะจะเป็นตัวอย่างของ Insular Dwarfism ที่แข็งแรงและถูกอ้างถึงอยู่เสมอ
แต่กรณีที่ทั้งโดดเด่นและกระทบจินตนาการของมนุษย์มากที่สุด กลับเป็นการค้นพบมนุษย์สายพันธุ์หนึ่ง ที่เรียกว่า Homo floresiensis ในถ้ำเลียงบัว (Liang Bua Cave) บนเกาะฟลอเรส (Flores Island) ในประเทศอินโดนีเซีย
การค้นพบในปี 2003 โดยทีมวิจัยนานาชาติจากศูนย์โบราณคดีแห่งอินโดนีเซีย (Indonesian Centre for Archaeology)ร่วมกับมหาวิทยาลัยนิวอิงแลนด์ (University of New England) ไม่ได้เพียงเพิ่มชื่อใหม่ในแผนภูมิสายวิวัฒนาการมนุษย์
หากแต่ได้เขย่าฐานแนวคิดเดิมเกี่ยวกับขนาดตัว ปัญญา และการปรับตัวของบรรพบุรุษของ “มนุษย์” อย่างรุนแรง
มนุษย์จากเกาะฟลอเรส (Flores man) กลายเป็นกรณีศึกษาคลาสสิกของ Foster’s Rule ที่เกิดขึ้นกับ “มนุษย์” โดยตรง
สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นบรรพบุรุษมนุษย์รูปร่างสูงใหญ่ เมื่อถูกแยกขาดบนเกาะเป็นเวลายาวนาน กลับค่อยๆ หดตัวลง จนเหลือความสูงเพียงแค่ราวๆ สามฟุตนิดๆ หรือประมาณหนึ่งเมตรเท่านั้น
จนถูกเรียกอีกชื่อว่าเป็น “มนุษย์ฮอบบิต (The hobbits)”
ร่างเล็กจิ๋วนี้ไม่ได้สะท้อนความด้อยในเชิงวิวัฒนาการ หากแต่เป็นลายเซ็นของการปรับตัวให้กะทัดรัดเหมาะกับพื้นที่จำกัด ทรัพยากรที่บางเบา ซึ่งเป็นแรงคัดเลือกสำคัญบนเกาะฟลอเรส
แม้ว่าจะมีหลักฐานสนับสนุนที่ค่อนข้างชัดเจน แต่ข้อโต้แย้ง ข้อวิพากษ์ และข้อยกเว้นในกฎนี้ก็มีมากไม่แพ้กัน ทั้งจากข้อมูลฟอสซิลที่ยังไม่สมบูรณ์ ความเอนเอียงของการสุ่มตัวอย่าง ไปจนถึงข้อยกเว้นบางอย่างที่เบี่ยงเบนไปจากกรอบ
แต่ความงดงามของวิทยาศาสตร์อยู่ตรงนี้เอง แนวคิดที่ดีไม่จำเป็นต้องถูกต้องทั้งหมดตั้งแต่แรก มันต้อง “พอจะผิด” เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นถัดไปเข้ามาแก้ ต่อเติม และขยายขอบเขต
ฟอสเตอร์อาจไม่ได้เขียนกฎตายตัวให้โลกเชื่อฟัง ทว่าเขาวางคำถามที่ทำให้นักชีววิทยาหันกลับไปมองเกาะ ไม่ใช่ในฐานะดินแดนชายขอบ แต่ในฐานะห้องทดลองธรรมชาติที่วิวัฒนาการทำงานอย่างเข้มข้นและซื่อสัตย์
นับจากนั้น การถกเถียงไม่ได้ทำให้แนวคิดนี้เลือนหาย ตรงกันข้าม มันยิ่งถูกใช้เป็นเลนส์เพื่ออธิบายแมมมอธแคระบนเกาะแรงเกล หนูยักษ์ในบางระบบนิเวศ หรือแม้แต่นกที่สูญเสียความสามารถในการบินอย่างโดโด้บนเกาะมอริเชียส
เกาะจึงไม่ใช่เพียงสถานที่ หากเป็นเงื่อนไข เป็นแรงบีบ เป็นบทสนทนาระหว่างร่างกายของสิ่งมีชีวิตกับขอบเขตของโลกที่มันอาศัย
เมื่อมองย้อนกลับไป กฎของเกาะไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่เป็นคำชวนคิดว่า วิวัฒนาการไม่ได้เกิดในสุญญากาศ มันเกิด “ที่ไหนสักแห่ง” เสมอ และบางครั้ง เพียงการเปลี่ยนสถานที่ โลกทั้งใบของสิ่งมีชีวิตก็เปลี่ยนไปพร้อมกัน ทั้งขนาด รูปร่าง และชะตากรรม

หลังจากที่ติดตาม สืบค้นและเขียนเรื่องของโดโด้อยู่พักใหญ่ ผมก็เริ่มนึกย้อนกลับไปว่า โดโด้จะถูกมองได้มั้ยในอีกมุม ในมุมของสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographic indication หรือที่มักเรียกกันว่า GI)
เมื่อกล่าวถึงโดโด้ ภาพที่ผู้คนส่วนใหญ่นึกถึงย่อมหลีกไม่พ้นเกาะมอริเชียส ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยดั้งเดิมของมันก่อนจะสูญพันธุ์ไปจนหมดสิ้นภายหลังยุคอาณานิคม และด้วยโดโด้วิวัฒนาการและอาศัยอยู่เพียงแค่ที่เดียวในโลก จึงจัดเป็นสิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่น (Endemic) ที่สามารถพบได้เพียงที่เดียว เปรียบเสมือน Signature Product ที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาเฉพาะที่นี่เท่านั้น ไม่สามารถ copy ให้ไปเกิดขึ้นที่อื่นได้
และแม้จะสูญพันธุ์ไปเนิ่นนานแล้ว ชื่อของโดโด้ก็ยังไม่เคยจางไปจากเกาะมอริเชียส ในทางตรงกันข้าม พวกมันกลับมีชีวิตอยู่อย่างแน่นแฟ้นในฐานะแบรนด์ระดับชาติ อยู่ในตราสัญลักษณ์ประเทศ เป็นมาสคอตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เป็นสัญลักษณ์ที่พบได้ทั่วไปบนของที่ระลึก งานศิลปะ ภาพประกอบ ไปจนถึงอัตลักษณ์เชิงวัฒนธรรมร่วมสมัยของเกาะ
ในมุมนี้ โดโด้ทำหน้าที่คล้ายตราประทับเงียบๆ ที่บอกกับผู้มาเยือนว่า สิ่งนี้มีที่มา “นี่คือสินค้าพื้นถิ่นจากมอริเชียสของแท้” ไม่ใช่แค่ในเชิงภูมิศาสตร์ แต่เป็นในเชิงประวัติศาสตร์ เรื่องเล่า ความทรงจำที่มีอยู่บนเกาะ
ใครจะรู้สัตว์ที่ครั้งหนึ่งไม่อาจย้ายถิ่นจนสูญพันธุ์ไป วันนี้กลับกลายเป็นเครื่องหมายรับรองความแท้ (authentic) ของถิ่นกำเนิด
เป็นเครื่องยืนยันว่าบางสิ่งไม่จำเป็นต้องมีชีวิตอยู่ ก็อาจมีพลังและสัญญะทางความหมายได้เช่นกัน
ในแง่นี้ คงไม่ผิดหากจะกล่าวว่าโดโด้เป็นมากกว่าสัญลักษณ์
แต่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ทางวัฒนธรรม ที่เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องตีทะเบียน ไม่ต้องนิยามในแง่กฎหมาย แต่ฝังแน่นในใจของผู้คน
และเป็นบทพิสูจน์ว่า แหล่งกำเนิดไม่ใช่แค่พิกัดบนแผนที่ สิ่งสำคัญคือเรื่องราวที่สืบทอด และในบางครั้ง ก็เป็นไปได้ที่สัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วอาจยืนยันความเป็นตัวตนของสถานที่ได้ดีและชัดเจนกว่าสัตว์ที่ยังมีลมหายใจอยู่
ประเด็นนี้น่าสนใจ และน่านำไปคิดต่อ เพราะพรอกซีโดโด้ (proxy dodo) ที่โคลอสซัล (Colossal Biosciences) วางแผนจะสร้างขึ้นมาใหม่นั้น ทำให้เกิดคำถามพื้นฐานในเชิงชีววิทยา วัฒนธรรมและความหมายของถิ่นกำเนิดไปพร้อมกัน
ในเชิงวิทยาศาสตร์ เป็นที่ทราบกันดีว่าข้อมูลเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของโดโด้ออริจินัลมีอยู่อย่างจำกัด ภาพวาด บันทึก และซากตัวอย่างที่หลงเหลือ ล้วนเป็นเศษเสี้ยวของความจริงมากกว่าจะเป็นแบบพิมพ์เขียวที่สมบูรณ์
ขณะเดียวกัน ดีเอ็นเอโบราณ (ancient DNA หรือ aDNA) ที่สกัดได้จากตัวอย่างในพิพิธภัณฑ์ก็มีข้อจำกัดทั้งด้านความครบถ้วนและคุณภาพ จึงยากจะรับประกันได้ว่า จีโนมที่ถูกนำมาประกอบขึ้นใหม่จะสะท้อนองค์ประกอบทางพันธุกรรมของโดโด้ดั้งเดิมได้อย่างแท้จริง…
ต่อให้การสร้างพรอกซีโดโด้ประสบความสำเร็จ สิ่งที่ได้ก็ยังเป็นเพียง “การสร้างขึ้นใหม่” (recreation) ในห้องปฏิบัติการด้วยฝีมือมนุษย์ ไม่ใช่การกู้คืนการสูญพันธุ์ (de-extinction) ในความหมายเชิงวิวัฒนาการ
เพราะพรอกซีโดโด้ที่สร้างขึ้นมาใหม่นั้นจะไม่ได้ผ่านประวัติศาสตร์ของการคัดเลือกตามธรรมชาติอันยาวนาน ไม่ได้ถูกบ่มเพาะโดยสภาพแวดล้อมที่จำเพาะของเกาะ ไม่ได้ค่อยๆ ปรับตัวแข่งขันกันจนมีรูปร่างอ้วนใหญ่แบบ insular gigantism ดังเช่น โดโด้ออริจินัลแห่งเกาะมอริเชียส

เมื่อเป็นเช่นนี้ คำถามจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ “พรอกซีโดโด้นั้น ใช่โดโด้หรือไม่”
แต่กลับนำพาเราไปสู่คำถามที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าในเชิงปรัชญา นั่นคือ อัตลักษณ์ของโดโด้ควรถูกนิยามอย่างไร และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่เคยชัดเจนจนแทบเป็นสัญลักษณ์ระดับไอคอนิกนั้น ควรยังคงมีความหมายอยู่หรือไม่
เพราะในทางชีววิทยา ไม่ว่าจะอย่างไรพรอกซีโดโด้ก็ย่อมแตกต่างจากโดโด้ดั้งเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แค่ไมโครไบโอตา (พวกจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ร่วมกับร่างกาย ซึ่งถ่ายทอดผ่านพ่อแม่ อาหาร และสภาพแวดล้อม) ก็ยากจะทำซ้ำให้เหมือนเดิมได้แล้ว
นี่ยังไม่รวมถึงพฤติกรรมการเรียนรู้ และความสัมพันธ์กับระบบนิเวศที่ไม่อาจถูกสรรสร้างให้ฟื้นคืนกลับมาได้ด้วยเทคโนโลยีใดๆ ในปัจจุบัน
ในอนาคต เราอาจได้เห็น “โดโด้” ที่ถือกำเนิดขึ้นในห้องแล็บของโคลอสซัลในรัฐเท็กซัส ที่อยู่ห่างไกลเกาะมอริเชียสแห่งคาบสมุทรอินเดียไปนับพันนับหมื่นไมล์
คำถามก็คือ พรอกซีโดโด้พวกนี้จะยังคงเป็นสัญญะแห่งมอริเชียสหรือไม่
และถ้าแหล่งกำเนิดทางชีวภาพถูกตัดขาดจากแหล่งกำเนิดทางภูมิศาสตร์โดยสิ้นเชิง มันยังสามารถถูกมองว่าเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ Geographical Indication ได้หรือเปล่า
คำถามนี้อาจยังไม่มีคำตอบตายตัว แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนก็คือเรื่องราวของพวกพรอกซีโดโด้ที่กำลังจะเกิดขึ้นเริ่มกระตุ้นให้เราต้องเริ่มทบทวนกันใหม่ว่า ความเป็นของแท้ (authenticity) นั้นควรอยู่ที่ใด บางที อาจจะไม่ได้อยู่ที่จีโนมหรือข้อมูลทางพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ประวัติศาสตร์ สถานที่ และกระบวนการทางวิวัฒนาการที่ไม่อาจเร่งรัดหรือย้อนคืนได้
ในโลกที่เทคโนโลยีทำให้ “การสร้างใหม่” กลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ เส้นแบ่งระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสัญญะทางวัฒนธรรม ก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นอ่อนไหว ที่นักวิทยาศาสตร์ และนักกฎหมายจำเป็นต้องมานั่งถก นั่งขบ นั่งคิด ร่วมพิจารณากันอย่างระมัดระวัง รอบคอบ และรอบด้าน
เพราะในท้ายที่สุด บางที “พรอกโดโด้” แห่งเท็กซัส ก็อาจจะมีคุณค่าในเชิงสังคมและวัฒนธรรม ไม่ได้น้อยไปกว่าโดโด้ออริจินัลแห่งมอริเชียสเลยก็เป็นได้…
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
