James Turrell ปรมาจารย์แห่งแสง ในโลกศิลปะร่วมสมัย
อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์
หากเราถามว่า ใครคือศิลปินร่วมสมัยคนสำคัญที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ เจมส์ เทอร์เรลล์ (James Turrell)
ศิลปินอเมริกันผู้เป็นที่รู้จักจากผลงานในกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะที่เกี่ยวกับ “แสงและพื้นที่ว่าง” จนได้รับการยกย่องให้เป็น “ปรมาจารย์แห่งแสง” (Master of Light) ด้วยการใช้ “แสง” เป็นสื่อในการทำงานศิลปะ
เขามักสร้างผลงานศิลปะจัดวางที่ผสมผสานแสงธรรมชาติและสีสันจากแสงประดิษฐ์ ผ่านการเปิดช่องบนเพดาน ซึ่งช่วยเปลี่ยนแปลงพื้นที่ภายในให้แปรเปลี่ยนสีสันอยู่ตลอดเวลา
“ถึงแม้ผมจะเป็นที่รู้จักในฐานะ “ศิลปินแสง” แต่แทนที่จะเป็นศิลปินที่พรรณนาถึงแสง หรือวาดภาพแสง ผมกลับต้องการให้ผลงานของผมคือ “แสง นั่นเอง”
เจมส์ เทอร์เรลล์ เกิดในปี 1942 ที่เมืองลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เขาได้รับใบอนุญาตเป็นนักบินตั้งแต่อายุ 16 ปี ต่อมาเขาขึ้นทะเบียนเป็นผู้ปฏิเสธการเข้าร่วมสงครามในช่วงสงครามเวียดนาม ด้วยเหตุผลทางมโนธรรม
เขายังบินพาพระสงฆ์ชาวพุทธหนีออกจากทิเบตที่อยู่ภายใต้การควบคุมของจีน บางคนกล่าวว่านี่อาจเป็นภารกิจของซีไอเอ แต่เทอร์เรลล์เรียกว่าเป็นภารกิจด้านมนุษยธรรม
แนวทางการทำงานกับแสงของเจมส์ เทอร์เรลล์ ยังได้รับอิทธิพลทางศรัทธาจากศาสนาคริสต์นิกายเควกเกอร์ (Quaker) ที่พ่อแม่เขานับถือ ซึ่งมีความเชื่อในการค้นพบพระเจ้าในตัวทุกคนผ่าน “แสงสว่างภายใน” อีกด้วย




เจมส์ เทอร์เรลล์ เรียนจบปริญญาตรีจากวิทยาลัยโพโมนา ในสาขาจิตวิทยาการรับรู้ในปี 1965 เขายังศึกษาเพิ่มเติมทางด้านคณิตศาสตร์ ธรณีวิทยา และดาราศาสตร์ ในปีถัดมาเขาเข้าศึกษาปริญญาโทภาคปฏิบัติด้านศิลปกรรม ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เออร์ไวน์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขาเริ่มต้นสร้างสรรค์ผลงานด้วยการฉายแสง แต่ในปี 1966 เขากลับเรียนไม่จบ จากการถูกจับกุมในข้อหาชักชวนเด็กหนุ่มให้หลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหารไปรบในสงครามเวียดนาม จนถูกจำคุกหนึ่งปี ก่อนที่จะเรียนจนจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยบัณฑิตแคลร์มอนต์ ในปี 1973
ผลงานศิลปะจัดวางในยุคแรกของเทอร์เรลล์ใช้เครื่องฉายสไลด์ฉายแสงความเข้มสูง (ซึ่งเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยในทศวรรษ 1960) ไปยังผนังในห้องว่างเปล่า โดยได้รับอิทธิพลอย่างมากจากผลงานของจิตรกรนามธรรมกลุ่มคัลเลอร์ ฟิลด์ เพนติง (Color Field Painting) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาร์ค รอธโก (Mark Rothko) ที่เขาได้เห็นจากภาพสไลด์ของงานจิตรกรรมของรอธโกระหว่างการฟังบรรยายในชั้นเรียน ซึ่งต่อมาเขาพบว่า เมื่อได้เห็นผลงานจริง แสงเรืองรองที่เขาเห็นนั้นไม่มีอยู่จริงดังที่เคยเห็น
ในผลงานชุดแรกๆ ของเขาอย่าง Afrum I (White) (1967) เขาใช้เครื่องฉายสไลด์ฉายแสงบนผนังจนเกิดเป็นลูกบาศก์สีขาวสว่างจ้า ลอยอยู่กลางอากาศเหมือนรูปทรงสามมิติ แต่เมื่อพิจารณาอย่างใกล้ชิดจะพบว่าลูกบาศก์นี้เป็นภาพลวงตาที่เกิดจากแสงสองลำที่ตัดกันจนเกิดเป็นภาพของวัตถุที่ดูเหมือนจริงปรากฏขึ้นมา
ในผลงานอย่าง Shallow Space Constructions (1968) เทอร์เรลล์สร้างผลงานศิลปะจัดวางจากแสง ด้วยการใช้ฉากกั้นคัดกรองแสงโดยปล่อยให้แสงสว่างภายในส่องประกายออกมาอย่างนุ่มนวล เป็นแถบแสงแบนราบ ผลงานของเขาช่วยขยายขอบเขตของคำนิยามเกี่ยวกับศิลปะให้ครอบคลุมถึงพื้นที่ที่เปลี่ยนแปรสภาพแวดล้อมด้วยแสง




หนึ่งในโครงการศิลปะที่ทะเยอทะยานที่สุดของเจมส์ เทอร์เรลล์ คือ Roden Crater Project (1979 – ปัจจุบัน) ถูกสร้างบนปล่องภูเขาไฟชนิดซินเดอร์โคน (Cinder Cone Volcano – ภูเขาไฟรูปกรวยสูงชัน เกิดจากการปะทุของลาวาหนืดปานกลางถึงสูงที่พุ่งขึ้นแล้วแข็งตัวเป็นก้อนกรวดภูเขาไฟ (cinders) ทับถมกันรอบปากปล่อง) ที่ดับลงแล้ว บนพื้นที่นอกเมืองแฟลกสตาฟฟ์ รัฐแอริโซนา โดยเขาซื้อพื้นที่ของปล่องภูเขาไฟและเปลี่ยนให้กลายเป็นงานศิลปะจัดวางที่คล้ายกับหอดูดาวขนาดใหญ่ เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมสัมผัสปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ด้วยตาเปล่า เพื่อให้เชื่อมโยงตัวเองเข้ากับเวลาเชิงธรณีวิทยาและการเคลื่อนที่ของดวงดาว แต่จวบจนปัจจุบัน ผลงานชิ้นนี้ยังคงสร้างไม่เสร็จและยังไม่เปิดให้สาธารณชนเข้าชม เพียงแต่มีการเปิดให้ผู้เข้าชมที่ถูกคัดเลือกไว้เฉพาะกลุ่มเท่านั้น
ผลงานของเจมส์ เทอร์เรลล์ วางอยู่บนพื้นฐานของแนวความคิดสองประการคือ ศิลปะสามารถสร้างขึ้นจากวัสดุนอกกรอบ แปลกใหม่ ไม่ใช้วัสดุดั้งเดิม และศิลปะสามารถเป็นแนวคิด หรือประสบการณ์ แทนที่จะเป็นสิ่งของชิ้นหนึ่งให้มองเห็น เทอร์เรลล์เปลี่ยนแสงให้กลายเป็นศิลปะ ด้วยการจัดการกับประสบการณ์ที่ผู้ชมมีต่อแสง เพื่อทดสอบขอบเขตของแนวความคิดทั้งสองประการนี้ ซึ่งเป็นรากฐานอันสำคัญของ ศิลปะคอนเซ็ปชวลอาร์ต (Conceptual art) นั่นเอง
ผลงานศิลปะของเทอร์เรลล์ยังสอดคล้องกับศิลปะมินิมอลลิสต์ (Minimalist) ที่มุ่งเน้นในการเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้ชมที่มีต่อวัตถุ เพียงแต่ในขณะที่มินิมอลลิสต์ต้องการให้ผู้ชมสัมผัสถึงความจริงแท้ของวัตถุ เทอร์เรลล์กลับทำให้ผู้ชมสัมผัสถึงแสงที่เติมเต็มอยู่ในพื้นที่แทนมากกว่า
ด้วยอิทธิพลอันลึกซึ้งจากพื้นฐานการศึกษาของเขาเกี่ยวกับจิตวิทยาการรับรู้ ผลงานของเทอร์เรลล์มีเป้าหมายในการแสดงให้เห็นว่า การมองเห็นทำงานร่วมกับสมองอย่างไร ภาพลวงตา และความคลุมเครือในการรับรู้เป็นมิติอันสำคัญในผลงานของเขา นั่นเป็นเหตุผลที่ผู้ชมต้องไปสัมผัสกับผลงานของเขาด้วยตัวเองเพื่อทำความเข้าใจอย่างแท้จริง




ความน่าตื่นเต้นในผลงานของเทอร์เรลล์คือการผสมผสานสิ่งเก่าและสิ่งใหม่เข้าไว้ด้วยกัน เขามักใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีเกี่ยวกับแสงใหม่ล่าสุดอยู่เสมอ เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของผลงานและควบคุมผลลัพธ์ที่มีต่อสายตาผู้ชม ในขณะเดียวกัน ผลงานของเขายังมักเป็นศิลปะเฉพาะพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ทางธรรมชาติและพื้นที่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่ใช้แสงในการสร้างประสบการณ์ของผู้ชมต่อสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นต้นธารของผลงานที่ทำงานกับการมองเห็นท้องฟ้าของเทอร์เรลล์
ผลงานในชุดนี้มีชื่อว่า Skyspaces ที่เทอร์เรลล์เริ่มต้นขึ้นในทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นพื้นที่ปิดล้อมที่เปิดให้เห็นท้องฟ้าผ่านช่องเปิดบนหลังคา โดยมักจะเป็นห้องปิดล้อมขนาดเพียงพอสำหรับผู้ชมจำนวนหนึ่ง (ประมาณ 15 คน) ภายในห้อง ผู้ชมจะนั่งบนม้านั่งรอบขอบห้องเพื่อแหงนมองท้องฟ้าผ่านช่องเปิดบนเพดาน
ผลงานในชุดนี้ถูกสื่อมวลชนนิยามว่าเป็น “ห้องสำหรับชมท้องฟ้าที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างภาพลวงตาอันน่ามหัศจรรย์ ว่าท้องฟ้าอยู่ใกล้แค่เอื้อมถึง ราวกับเป็นผืนผ้าใบวาดภาพเหมือนจริงของท้องฟ้าที่ยืดเหยียดบนเพดานก็ไม่ปาน”



นอกจากห้องปิดล้อมที่เปิดให้เห็นท้องฟ้าผ่านช่องเปิดบนหลังคาแล้ว ผลงานของเทอร์เรลล์ยังเป็นงานศิลปะจัดวางที่มองเห็นท้องฟ้าได้สองรูปแบบ อย่างผลงาน Third Breath (2005) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการถาวรของพิพิธภัณฑ์ Centre for International Light Art (CILA) ในเมืองอุนนา (Unna) ประเทศเยอรมนี ที่ประกอบด้วยพื้นที่สองห้อง คือห้องด้านบนที่ผู้ชมสามารถมองเห็นท้องฟ้าได้โดยตรงผ่านช่องเปิดบนเพดาน และห้องด้านล่าง ที่ผู้ชมจะเห็นภาพของท้องฟ้าที่ฉายสาดส่องลงบนพื้น จากเลนส์ที่จับภาพท้องฟ้าจากห้องด้านบนอีกที
ซึ่งการฉายภาพท้องฟ้าลงบนพื้นนั้นเป็นเทคนิคที่เรียกว่า Camera Obscura หรือ กล้องทาบเงา อุปกรณ์ที่มีลักษณะการทำงานเหมือนห้องมืดที่มีแสงส่องผ่านช่องหรือรูขนาดเล็กเพื่อรวมแสงให้ภาพจากภายนอกไปตกบนฉากแบบกลับหัว (ถ้าใครนึกไม่ออกลองนึกถึงปรากฏการณ์เงาพระธาตุกลับหัวในวัดพระธาตุลำปางหลวงเป็นตัวอย่าง) โดยส่วนใหญ่ Camera Obscura มักถูกใช้เป็นเครื่องช่วยในการวาดภาพของศิลปินและจิตรกรในศตวรรษที่ 17-18 และเป็นต้นแบบของกล้องถ่ายภาพในยุคแรกๆ ก่อนที่จะพัฒนาต่อมาจนกลายเป็นกล้องถ่ายภาพในปัจจุบัน


ข่าวดีสำหรับมิตรรักแฟนศิลปะชาวไทยก็คือ ตอนนี้เรามีโอกาสได้ชมผลงานจริงของเจมส์ เทอร์เรลล์ กันแล้ว ด้วยความที่ดิบ บางกอก (Dib Bangkok) พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ที่เพิ่งเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ ได้จัดแสดงผลงานของเทอร์เรลล์ที่เพชร โอสถานุเคราะห์ นักสะสมชั้นนำของไทยผู้ล่วงลับ สะสมเอาไว้ โดยเป็นผลงานถาวรของพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อว่า Straight Up (2025) โดยสร้างขึ้นเป็นอาคารหอชมท้องฟ้า ที่มีห้องชมท้องฟ้าโดยตรงจากช่องเปิดบนเพดานที่ชั้นบน และห้องชมภาพท้องฟ้าบนพื้นจากเทคนิค Camera Obscura ในชั้นล่าง โดยแบบร่างของผลงานชิ้นนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 1988 ก่อนที่จะถูกสร้างขึ้นจริงหมาดๆ ในปี 2025 ที่ผ่านมา และเป็นผลงานเพียงไม่กี่ชิ้นของเทอร์เรลล์ในโลก ที่ใช้เทคนิค Camera Obscura อาคารหลังนี้ยังเป็นผลงานศิลปะในรูปแบบของโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมของเจมส์ เทอร์เรลล์ เพียงแห่งเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อนึ่ง ภายในห้องชั้นบนยังมีการจัดโปรแกรมแสงสีภายในห้องให้เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะของท้องฟ้า เพื่อสร้างประสบการณ์พิเศษในการชมท้องฟ้าเบื้องบนอีกด้วย


โดยปกติ ห้องชั้นล่างสามารถเข้าชมฟรีได้ตลอดทั้งเวลาทำการของพิพิธภัณฑ์ แต่ห้องชั้นบนจะเปิดใช้งานโปรแกรมแสงสีให้ดูได้เฉพาะเวลาเย็น (โดยเก็บค่าเข้าชม) ตั้งแต่ 17.50 – 18.50 น.เท่านั้น สามารถจองบัตรเข้าชมล่วงหน้าได้ทางเว็บไซต์ https://dibbangkok.org/james-turrell.html
ทางพิพิธภัณฑ์ยังมีนิทรรศการเปิดตัว ดิบ บางกอก อย่าง ล่อง (ไม่) หน (In) visible Presence ที่นำเสนอผลงานชิ้นสำคัญจากคอลเลกชั่นของพิพิธภัณฑ์ โดยจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2025 – 3 สิงหาคม 2026 เปิดทำการวันพฤหัสบดี – จันทร์ เวลา 10.00 – 19.00 น. (ปิดวันอังคารและพุธ) สามารถจองบัตรเข้าชมล่วงหน้าได้ทางเว็บไซต์ https://dibbangkok.org/in-visible-presence.html
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก Dib Bangkok, FYI Bangkok
