bg-single

“ว่าด้วยสินค้า” โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

10.01.2026

คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ


ไปเดินห้างสรรพสินค้าใหญ่ใกล้บ้านในวันใกล้สิ้นปีเก่า คิดไม่ถึงว่าคนออกมาจับจ่ายซื้อข้าวของกันอย่างจ้าละหวั่น พอๆ กับเทศกาลงานวัดประจำปี

เหมือนเช่นเคย ในห้างเต็มไปด้วยสินค้านานาประการจนลายตา ผมอดคิดไม่ได้ว่าคนจะบริโภคมันหมดหรือ แต่รุ่งขึ้นสินค้าใหม่หรือเก่าจากที่อื่นก็เข้ามาโชว์เต็มร้านตามเดิม

ชีวิตมนุษย์จะเป็นอย่างไรหากไม่มีการผลิตสินค้าอย่างขนานใหญ่

คนที่ผมคิดถึงคือคาร์ล มาร์กซ์ อยากรู้ว่าเขาจะรู้สึกอย่างไรหากมาเห็นสรรพสินค้าในห้างและร้านรวงแทบทุกหัวถนนและทุกเมืองทุกประเทศ หากคำทำนายเรื่องการปฏิวัติสังคมนิยมไม่ประสบความสำเร็จอย่างอุดมการณ์วาดไว้ แต่การขยายตัวของทุนและสินค้าไม่ผิดแน่

แสดงว่า โจทย์วิจัยขนาดใหญ่โตมโหฬารของมาร์กซ์ที่ต้องการชำแหละระบบทุนนิยมอย่างถึงรากถึงโคนนั้น เขาตัดสินใจเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ในสิ่งที่มองแวบเดียวใครๆ ก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องอะไรใหญ่โตที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนถึงกับต้องลงมือศึกษาอย่างเอาเป็นเอาตายเสียหลายสิบปี เป็นการตัดสินใจอันถูกต้อง เพราะลมหายใจของทุนคือ “สินค้า” (commodity)

ตอนนี้ถึงเวลามาทำความเข้าใจว่า อะไรทำให้มาร์กซ์เห็นความสำคัญของสินค้าที่ต่างไปจากคนทั่วไป


มาร์กซ์นิยามว่า “สินค้าคือสิ่งของที่อยู่นอกตัวเรา คือสิ่งที่มีคุณสมบัติในการตอบสนองความต้องการหรือความจำเป็นของมนุษย์ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม ธรรมชาติของความต้องการหรือจำเป็นเหล่านี้ ไม่ว่าจะเกิดมาจากท้องหรือจากจินตนาการของเราก็ไม่สู้สำคัญนักในตอนนี้ และก็ไม่สำคัญว่าวัตถุสิ่งของนั้นให้ความพอใจแก่เราอย่างไร ไม่ว่าจะโดยทางตรง ในฐานะของปัจจัยแห่งการดำรงชีพหรือให้ความเพลิดเพลิน หรือในทางอ้อมในฐานะของปัจจัยในการผลิตสิ่งของอื่น”

สั้นๆ ก็คือสิ่งของที่สนองความต้องการของเราไม่ว่าในด้านไหนก็ตามคือสินค้า

แต่เขาพบว่า ประวัติศาสตร์ของสินค้านั้นไม่ใช่พัฒนาการอย่างเป็นธรรมชาติ มันมีเงื่อนไขที่ทำให้แตกต่างกัน

“ผลผลิตทุกชนิดของแรงงาน ในทุกลำดับขั้นของสังคม เป็นสิ่งมีประโยชน์ในการใช้สอย แต่ทว่ามีเพียงในยุคสมัยหนึ่งของประวัติศาสตร์พัฒนาการของสังคมเท่านั้น ที่ผลผลิตดังกล่าวกลายเป็นสินค้า นั่นคือ ยุคสมัยเมื่อแรงงานที่ใช้ในการผลิตสิ่งของที่มีประโยชน์กลายเป็นการแสดงออกถึงคุณสมบัติในทางภววิสัยประการหนึ่งของสิ่งของนั้น นั่นคือ เป็นมูลค่าของมันด้วย ดังนั้นสิ่งที่ตามมาได้แก่รูปแบบมูลค่าสามัญก็กลายเป็นรูปแบบระยะแรกเริ่มเมื่อผลผลิตของแรงงานปรากฏในทางประวัติศาสตร์ว่าเป็นสินค้า และการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปของบรรดาผลผลิตเหล่านั้นไปเป็นสินค้า ดำเนินไปอย่างทัดเทียมกันควบคู่กับพัฒนาการของรูปแบบมูลค่า”


ศัพท์ใหม่ที่เขาสนใจเป็นพิเศษคือ “มูลค่า” (value) ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์คลาสสิกรุ่นแอดัม สมิธ ได้เคยพูดถึงก่อนแล้ว

แต่คราวนี้เขาเปลี่ยนแว่นในการมองและทำความใจใหม่ ด้วยการเพิ่มมิติทางสังคมที่เป็นจริงทางภววิสัยคือมองผู้ใช้แรงงานอย่างที่เป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ดังนั้น เข้าของที่ใช้แม้มีมูลค่าโดยธรรมชาติก็ไม่อาจเป็นสินค้าได้ แรงงานคนถ้าไม่สามารถสร้างมูลค่าขึ้นมาก็เป็นแรงงานส่วนตัว จะไปขุดดิน จับปลาในคลองก็ตามสบาย ไม่เป็นปัญหาสำหรับระบบทุน

มาร์กซ์อธิบายต่อไปว่า “เพื่อที่จะผลิตสินค้า เขาจักต้องผลิตไม่แต่เพียงมูลค่าใช้สอย หากยังต้องสร้างมูลค่าใช้สอย ให้แก่คนอื่นๆ ด้วย นั่นคือเป็นมูลค่าใช้สอยทางสังคม (social use-values) กล่าวในที่สุดไม่มีอะไรจะสามารถเป็นมูลค่าได้โดยไม่เป็นวัตถุเพื่ออรรถประโยชน์ ถ้าสิ่งของนั้นไร้ประโยชน์ แรงงานบรรจุในนั้นก็เช่นกัน แรงงานไม่นับเป็นแรงงานและดังนั้นก็ไม่สร้างมูลค่าขึ้นมา คุณสมบัติทั่วไปของการเป็นแรงงานมนุษย์ และในบางกรณี เช่นการผลิตมูลค่า จักต้องถูกพิจารณาจากมุมมองนี้เพียงด้านเดียว ไม่มีอะไรลึกลับในเรื่องนี้ แต่ในการแสดงมูลค่าของสินค้า เรื่องราวกลับหัวกลับหางไปโดยสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น จะแสดงถึงข้อเท็จจริงอย่างไรว่า การทอผ้าสร้างมูลค่าของลินินโดยไม่ใช่จากผลของการทอผ้าดังที่เห็น หากแต่โดยเหตุผลของคุณสมบัติทั่วไปของมันในการเป็นแรงงานมนุษย์ที่เป็นนามธรรม”

ตรงนี้คือความยากในงานเขียนของมาร์กซ์เมื่อเขามองเห็นสิ่งรูปธรรมอย่างเป็นนามธรรม หมายความว่าคนทั่วไปมองไม่เห็นจนกว่าจะใส่แว่นวิภาษวิธีแบบเขา เราต่างรู้ว่าข้าวของทุกอย่างต้องผ่านการใช้แรงงานมนุษย์สร้างขึ้นมาด้วยกันทั้งนั้น มันจึงมีอรรถประโยชน์และมูลค่าใช้สอย (use-value) เข้าของอันใหม่นี้ที่เรียกว่าสินค้าในระบบทุนมีคุณลักษณะที่เป็นทางสังคมอันเป็นเฉพาะในระบบทุนคือเป็นสินค้าที่นอกจากใช้สอยแล้วยังแลกเปลี่ยนได้อีกด้วย

การแลกเปลี่ยนสินค้านี่เองที่ทำให้มันเกิดมีมูลค่าแลกเปลี่ยนนอกจากมูลค่าในการใช้สอย


มาร์กซ์จึงเป็นคนแรกที่ค้นพบว่าสินค้ามีคุณสมบัติสองด้านพร้อมกัน คือเป็นมูลค่าใช้สอยและแลกเปลี่ยนในเวลาเดียวกัน แต่มันจะประกาศตัวมันเองเป็นของที่มีสองด้านนี้ ซึ่งมันเป็นได้จริงทันที ก็ต่อเมื่อมูลค่าของมันครอบครองรูปแบบที่เป็นอิสระ นั่นคือ รูปแบบของมูลค่าแลกเปลี่ยน มันจะไม่มีวันมีรูปแบบนี้เมื่ออยู่อย่างโดดเดี่ยว หากแต่มีเมื่อมันอยู่ในมูลค่าหรือในความสัมพันธ์ของการแลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่นที่ต่างชนิดกัน

ประเด็นที่เป็นหัวใจและโยงใยไปถึงความสัมพันธ์ทางการผลิตที่ไม่เป็นธรรมนั้น มาจากลักษณะสองด้านของสินค้าในระบบทุน นั่นคือมันเป็นทั้งของที่ใช้สำหรับการบริโภคกับใช้ในการแลกเปลี่ยน ด้านสำคัญที่เขาค้นพบได้แก่คุณสมบัติภายในที่มองไม่เห็น

“คุณลักษณะอันมีประโยชน์ของผลผลิตของแรงงานที่แฝงฝังอยู่ในสินค้า และรูปแบบที่เป็นรูปธรรมของแรงงานให้พ้นไปจากสายตา พร้อมกับคุณลักษณะอันมีประโยชน์ของผลผลิตนั้นเอง ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลยนอกจากสิ่งที่สินค้าทั้งหลายมีร่วมกัน ทั้งหมดนั้นถูกทำให้เป็นนามธรรมด้วยการตกผลึกให้อยู่ในแรงงานประเภทเดียวกันเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือแรงงานมนุษย์ในทางนามธรรม (human labour in the abstract)”

การค้นพบมูลค่าในการแลกเปลี่ยนทำให้เขาตอบได้ว่าทำไมมูลค่านี้ซึ่งอยู่ในสินค้า ถึงไม่ให้ความเป็นธรรมต่อผู้ใช้แรงงานหรือเจ้าของแรงงานที่อยู่ในสินค้าชิ้นนั้น เพราะเราสามารถวัดแรงงานที่ใช้ในการผลิตได้ โดยมีสมมุติฐานว่าแรงงานที่เป็นธรรมจะต้องสนองความจำเป็นทางสังคมของผู้ใช้แรงงานได้

สิ่งที่เรียกว่า “ความจำเป็นทางสังคม” (socially necessary) ได้แก่ อาหาร ที่อยู่ สวัสดิการ และเครื่องมือสำหรับการรักษาภาวะความเป็นมนุษย์สำหรับสมาชิกในครอบครัวได้ เช่น การศึกษา บันเทิง และพักผ่อน ปริมาณและคุณภาพของความจำเป็นทางสังคมนี้ก็แตกต่างกันไปตามแต่ละสังคม

ดังนั้น ในระบบการผลิตแบบทุนนิยม มันจะประกอบไปด้วยกำลังแรงงานที่มีลักษณะของตัวเองจำนวนมากมายหลายหน่วย แต่ละหน่วยเหล่านี้เหมือนกับหน่วยอื่น กล่าวคือ มันต่างมีลักษณะของหน่วยกำลังแรงงานที่มีค่าเฉลี่ยทางสังคมและประพฤติไปตามนั้นเพื่อจะทำการผลิตสินค้า

นั่นคือ มันต้องการแค่เวลาทำงานที่จำเป็นโดยถัวเฉลี่ยหรือกล่าวอีกอย่างคือเท่าที่จำเป็นในทางสังคม (socially necessary) เวลาทำงานที่จำเป็นในทางสังคมคือเวลาทำงานที่ต้องการในการผลิตมูลค่าใช้สอยอะไรก็ตามภายใต้เงื่อนไขของการผลิตอย่างปกติในสังคมหนึ่งๆ และด้วยระดับตามค่าเฉลี่ยของความชำนาญและความเข้มข้นของแรงงานที่มีอยู่ในสังคมนั้น


ประเด็นสำคัญที่เราอภิปรายในขณะนี้คือ สินค้าไม่สามารถแสดงมูลค่าแลกเปลี่ยนในมูลค่าใช้สอยของมันเองได้ นอกจากในมูลค่าใช้สอยของสินค้าอันอื่น สมการของการแลกเปลี่ยนระหว่างสินค้าสองอย่างจึงทำให้มองเห็นแรงงานที่เป็นนามธรรมในนั้นได้ จากนี้จึงนำไปสู่การแลกเปลี่ยนสินค้าหนึ่งกับอีกหลายๆ อันได้ ทำให้ได้รูปแบบที่ขยายของมูลค่า อันนำไปสู่การได้รูปแบบทั่วไปเชิงสัมพัทธ์ของมูลค่า นั่นคือสินค้าทั้งหมดถูกทำให้เป็นนามธรรมจากมูลค่าใช้สอยของมันและทำให้เทียบเท่ากับอีกสินค้าหนึ่ง

นั่นคือ การมีสิ่งเทียบเท่าที่เป็นสากลสำหรับสินค้าอื่นทั้งหมด ผลที่ตามมาคือแรงงานที่ถูกใช้ในการผลิตที่ปรากฏในสินค้าก็แสดงถึงการทำให้แรงงานนามธรรมกลายเป็นวัตถุหรือเป็นจริงขึ้นมาด้วยนั่นเอง

ในการผลิตเสื้อโค้ต กำลังแรงงานมนุษย์ปรากฏในรูปร่างของการตัดเสื้อ แท้จริงต้องถูกใช้ไปหมดแล้ว แรงงานมนุษย์จึงถูกสะสมไว้ในเสื้อโค้ต

มองจากทัศนะนี้ เสื้อโค้ตเป็น “ผู้ถือมูลค่า” แม้ว่าคุณสมบัติอันนี้ไม่เคยแสดงให้เห็นเลยแม้เมื่อเสื้อโค้ตถูกใส่จนเก่าแล้วก็ตาม ในความสัมพันธ์ของมูลค่ากับลินิน เสื้อโค้ตดำรงอยู่ภายใต้มุมมองนี้เท่านั้น คือเป็นมูลค่าที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา คือเป็นกายาของมูลค่า [Wertkoper] ไม่ว่าลินินจะถูกตบแต่งรูปลักษณ์ (appearance) อย่างประณีตงดงามปานใด ลินินก็ยังตระหนักถึงวิญญาณอันเกี่ยวดองกันที่เจิดจ้า มันคือวิญญาณของมูลค่า กระนั้นก็ตาม เสื้อโค้ตไม่อาจสามารถแทนมูลค่าของลินินได้ จนกว่ามูลค่าของลินินจะได้รับเอารูปแบบของเสื้อโค้ตด้วยโดยพร้อมเพรียง

เขาเปรียบเปรยด้วยคติค่านิยมโบราณในรัฐฟิวดัล กล่าวคือ “ปัจเจกชน A  ไม่อาจสามารถเป็น “ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท”(your majesty) ของอีกปัจเจกชนหนึ่งคือ B ได้ จนกว่าในเวลาเดียวกัน พระเจ้าแผ่นดิน (majesty) ในสายตาของ B จะต้องปรากฏขึ้นในรูปกายของ A และยิ่งกว่านั้น ทุกครั้งที่มี ‘บิดาของประชาชน’ คนใหม่ ความเป็นพระมหากษัตริย์ก็จะเปลี่ยนรูปลักษณ์ เส้นผม และคุณลักษณะอื่นๆ อีกมากมายตามตัวบุคคลนั้น”

ในตัวอย่างรูปธรรมเพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น นั่นคือปฏิสัมพันธ์ระหว่างผ้าลินินกับเสื้อโค้ต ผ้าลินินเป็นอะไรที่สัมผัสได้ว่าแตกต่างจากเสื้อโค้ต ในฐานะของมูลค่าใช้สอยมันเหมือนกับเสื้อโค้ต เมื่อตัดเป็นเสื้อโค้ตผ้าลินินจึงได้รับรูปแบบมูลค่าที่แตกต่างจากรูปแบบทางกายภาพเดิมของมัน การดำรงอยู่ของมันในฐานะมูลค่า (แลกเปลี่ยน) ถูกประกาศในความเท่ากันกับเสื้อโค้ต

ผมชอบมาร์กซ์เมื่อเขาพยายามทำให้คำอธิบายเป็นเรื่องใกล้ตัวเช่นความเชื่อทางศาสนา เขาจึงเปรียบลินินที่มีมูลค่าด้วยการที่มันเท่ากับเสื้อโค้ต

ทำนองเดียวกับที่ธรรมชาติประดุจแกะของชาวคริสเตียนก็เห็นได้จากความที่เขาเหมือนกับแกะของพระเจ้า (Lamb of God)”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน