My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
การประชุมวงศ์ไพบูลย์ร่วม
มหาเอเชียบูรพา (2)
ในการประชุมวงศ์ไพบูลย์แห่งมหาเอเชียบูรพาถูกจัดขึ้นในช่วงบริบทของสงครามกำลังเปลี่ยนแปลง เมื่อกลุ่มอักษะเริ่มอ่อนกำลังลง แต่ญี่ปุ่นยังคงต้องการขับเคลื่อนวงศ์ไพบูลย์แห่งมหาเอเชียบูรพาต่อไป เริ่มจาก พล.อ.โตโจ นายกฯ ญี่ปุ่นเยือนไทยและมอบดินแดนสหรัฐไทยเดิมทางเหนือและสี่รัฐมาลัยทางใต้ให้แก่ไทยเพื่อกระชับไมตรีพันธมิตรกับไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2486 แล้ว
ต่อมา ราวเดือนกันยายนในช่วงเวลานั้น ทางโตเกียวเตรียมจัดการประชุมวงศ์ไพบูลย์ร่วมมหาเอเชียบูรพา (Greater East Asia Conference) หรือเรียกกันว่า การประชุมโตเกียว ในต้นเดือนพฤศจิกายน การจัดประชุมครั้งนี้ถือเป็นกุศโลบายในการรวบรวมจิตใจชาวเอเชียให้เป็นหนึ่งเดียวในการขับไล่มหาอำนาจตะวันตกที่กดขี่ชาวเอเชียมาอย่างยาวนานออกไป ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงเป็นเจ้าภาพเชิญบรรดาผู้นำประเทศพันธมิตรในเอเชียมาร่วมประชุมที่โตเกียว
และในราวเดือนตุลาคม ทสุโบกามิ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นยื่นคำเชิญจากรัฐบาลญี่ปุ่นต่อจอมพล ป. ผู้นำของไทยอย่างเป็นทางการ แต่จอมพล ป.ปฏิเสธไม่ไปร่วมประชุม ภายหลังที่ทสุโบกามิเข้าเชิญหลายครั้งแล้วก็ตาม (นากามูระ, 2546, 109)

จอมพล ป.ให้พระองค์วรรณฯ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย
ในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2486 พล.ท.นากามูระจึงอาสาไปขอร้องจอมพล ป.อีกแรงหนึ่ง พร้อมเสนอว่า ความขัดข้องต่างๆ ที่จอมพล ป.กังวลใจในการเดินทางไปประชุมที่โตเกียวจะหมดไป หากจอมพล ป.ไม่อยากนั่งเครื่องบิน ทางญี่ปุ่นจะจัดเรือรบมารับพร้อมเรือดำน้ำคุ้มกัน โดยนากามูระจะเดินทางไปด้วยกัน แต่จอมพล ป.ก็ปฏิเสธยืนกรานถึงปัญหาสุขภาพเช่นเดิม โดยอ้างว่าเขาอยู่ในความป่วย (นากามูระ, 2546, 109-110)
ทสุโบกามิรายงานกลับไปยังโตเกียวว่า สาเหตุที่แท้จริงที่จอมพล ป.ไม่ยอมไปประชุมที่โตเกียวคือ 1. ความเพลี่ยงพล้ำของฝ่ายอักษะในสงคราม 2. ฝ่ายสัมพันธมิตรส่งฝูงบินทิ้งเบิดโจมตีพระนครถี่มากยิ่งขึ้น 3. เขากังวลว่า หากเขาไม่อยู่อาจเกิดการรัฐประหารช่วงชิงอำนาจได้ 4. เขากังวลว่า การเดินทางไปญี่ปุ่นอาจตกเป็นเป้าการโจมตีของสัมพันธมิตรได้ 5. เขาไม่แน่ใจในความปลอดภัยในการเดินทาง 6. ไทยมีฐานะแตกต่างจากรัฐอื่นๆ ที่ญี่ปุ่นให้การสนับสนุนเข้าประชุม เพราะไทยเป็นรัฐเอกราชจึงไม่ต้องการถูกปฏิบัติเยี่ยงรัฐบาลหุ่นกระบอกของญี่ปุ่น (ทวี ธีระวงศ์เสรี, 2524, 161)
แต่จากมุมมองของชาวตะวันตกเห็นว่า เหตุที่จอมพล ป.ปฏิเสธไปร่วมประชุมที่โตเกียวด้วยเหตุผลต่างๆ นานานั้น มีความเป็นไปได้ที่เขาไม่ต้องการถูกมองว่า เขาเป็นหุ่นเชิดของรัฐบาลญี่ปุ่น (Judith A. Stowe, 1991, 251)
ในที่สุด ผู้นำไทยมอบให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากรเป็นตัวแทนไปประชุมแทน ในทีแรกพระองค์ไม่ทรงรับโดยอ้างว่าเป็นภารกิจที่สูงส่งเกินไป แต่จอมพล ป.ขอร้อง ท่านจึงยอมรับในที่สุด (นากามูระ, 2546, 109-110)
เมื่อเครื่องบินลำพิเศษเตรียมออกจากสนามบินดอนเมืองไปโตเกียว แต่ในวันนั้นเครื่องบินเกิดขัดข้องจึงต้องยกเลิกการเดินทาง และในวัดถัดมาพระองค์วรรณทรงป่วยอีก อย่างไรก็ตาม ในวันรุ่งขึ้น แม้ท่านทรงป่วยก็ทรงออกเดินทางไปโตเกียวด้วยเหตุที่วันเวลาการประชุมกระชั้นเข้ามามากแล้ว (นากามูระ, 2546, 111)

คณะผู้แทนไทยในการประชุมโตเกียว
กนต์ธีร์ ศุภมงคล เจ้าหน้าที่สถานทูตไทยประจำโตเกียวบันทึกว่า วันที่ 1 พฤศจิกายน คณะผู้แทนไทยที่มีพระองค์วรรณฯ เป็นหัวหน้าคณะออกเดินทางจากสนามบินดอนเมืองด้วยเครื่องบินทหารญี่ปุ่น คณะเดินทางถึงโตเกียววันที่ 3 โดยการประชุมเริ่มต้นในวันที่ 5 ณ ตึกรัฐสภาของจักรวรรดิญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ระหว่างนั้นสถานทูตไทยปราศจากเอกอัครราชทูตเนื่องจากนายดิเรก ชัยนาม เดินทางกลับไทยด่วน ด้วยเขาได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทำให้ ดร.ทวี ตะเวทิกุล เป็นอุปทูตรักษาราชการแทน
ทั้งนี้ ผู้ติดตามหัวหน้าคณะผู้แทนไทยมาโตเกียว ประกอบด้วย พล.ต.ไชย ประทีปะเสน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายสิทธิ สิทธิสยามการ ปลัดกระทรวงฯ นายวิสูตร อรรถยุกติ อธิบดีกรมการเมืองตะวันออก ม.จ.วงศานุวัตร เทวกุล ทางสถานเอกอัครราชทูตส่งตัวแทนเข้าสมทบ 2 คน คือ ตัวอุปทูต และหลวงรัตนทิพ เลขานุการเอก
อย่างไรก็ดี จอมพล ป.ส่งพระองค์เจ้าวรรณไวทยากรเป็นผู้แทนร่วมการประชุมดังกล่าว โดยเขาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ระหว่างการเดินทางไปญี่ปุ่น พระองค์ประชวรและอาการประชวรของพระองค์ดีขึ้น จอมพล ป.มีข้อความด่วนเพื่อขอทราบพระอาการของพระองค์ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ทรงมีกับจอมพล ป. ว่า มีความใกล้ชิดกันในระดับ หนึ่งจนถึงขั้นที่จอมพล ป.มีความเป็นห่วงใยในพระอาการและได้มีข้อความสอบถามพระอาการไปยังคณะผู้แทนที่เดินทางไปยังกรุงโตเกียวว่า “…ซาบว่าถึงไซ่ง่อนเรียบร้อยแล้ว มีความยินดีด้วย ขอให้ทุกคน ประสพความสุขสวัสดีมีโชคชัยทุกประการ หยากซาบพระอาการของท่านวรรณฯ…” (วิรัช ศรีพงษ์, 2567, 68-69)

จอมพล ป.แสดงความเสียใจที่ไม่เข้าร่วมประชุม
การประชุมครั้งนี้ จอมพล ป.ผู้นำไทยไม่ได้เดินทางเข้าร่วมกับผู้นำต่างๆ ด้วยอ้างสุขภาพไม่แข็งแรง โดยไทยส่งพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเข้าประชุมแทน ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นผิดหวังมาก ทำให้จอมพล ป.ส่งสาส์นไปยังรัฐบาลญี่ปุ่นความว่า
“…ถึงแม้ฉันจะมีความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ที่ไม่สามารถมาร่วมประชุมได้ เนื่องสถานะอนามัยไม่อำนวยให้ก็ตาม ฉันขอรับรองแก่พณท่านว่าเป็นความปารถนาอันเนืองนิจทางรัฐบาลและประชาชาติไทยที่จะได้เห็นประเทศญี่ปุ่นประสบความมีชัยขั้นสุดท้ายในสงครามครั้งนี้” (สมโชค สวัสดิรักษา, 95-96)
การประชุมผู้นำวงศ์ไพบูลย์มหาเอเชียบูรพาที่โตเกียว จัดขึ้นที่รัฐสภาแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่น มี พล.อ.โตโจ (Hideki Tojo) นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเป็นประธาน และผู้เข้าร่วมประกอบไปด้วย วัง จิงเว่ย (Wang Jingwei) ประธานาธิบดีจีน – รัฐบาลนานกิง นายกรัฐมนตรีจาง จิงฮุย (Zhang Jinghui) ประเทศแมนจูกัว
ประธานาธิบดีโฮเซ เป. ลอเรล (Jose P. Laurel) ประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นายกรัฐมนตรีบามอ (Ba Maw) ประเทศพม่า สุภาษ จันทระ โพส (Subhas Chandra Bose) ประธานคณะกู้อิสรภาพของอินเดีย ในฐานะตัวแทนรัฐบาลชั่วคราวประเทศอินเดีย และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร ในฐานะตัวแทนจากประเทศไทย
ในวันที่ 5 พฤศจิกายนมีเปิดการประชุมวันแรก พระองค์วรรณฯ หัวหน้าคณะผู้แทนไทยเสนอให้ พล.อ.โตโจเป็นประธานที่ประชุม มี ดร.ลอเรล ฟิลิปปินส์เป็นผู้สนับสนุน เป้าหมายการประชุมคือ การตำหนินโยบายของสหรัฐและอังกฤษที่เข้าเบียดเบียนยึดครองประเทศต่างๆ ในเอเชียบูรพามาเป็นเวลานาน เป็นชาติที่เห็นแก่ตัว การเบียดเบียนเป็นการคุกคามเสถียรภาพต่อประเทศในเอเชียบูรพาจนเป็นเหตุให้เกิดสงครามขึ้นในภูมิภาค (กนต์ธีร์ ศุภมงคล, 2527, 112)
การประชุมที่โตเกียว ที่ประชุมผู้นำมีมติเอกฉันท์ยอมรับให้ญี่ปุ่นเป็นผู้นำของชาวเอเชียตะวันออก และเมื่อไทยรับรองมติที่ประชุมผู้นำย่อมหมายความไทยรับรองรัฐบาลวัง จิงเว่ย แมนจูกัว ฟิลิปปินส์ พม่า อินโดนีเซีย และอินเดียไปด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ การประชุมครั้งนั้นมีมติเอกฉันท์ให้ประกาศปฏิญญาร่วมวงศ์ไพบูลย์มหาเอเชียบูรพา (Joint Declaration) ขับไล่อิทธิพลของมหาอำนาจตะวันตกให้ออกจากเอเชีย




