E-DUANG
การสำแดงกำลังของขุนทหารใน”วันกองทัพไทย”เหมือนเป็นเรื่องปกติอย่างธรรมดา
เนื่องจากเป็นภาพ”จำ”อย่างต่อเนื่อง
กระนั้น เมื่อเกิดขึ้นในบรรยากาศแห่งการหาเสียง”เลือกตั้ง”ย่อมมิได้ปรกติ
ยิ่งกว่านั้น ยังอยู่ในท่ามกลางเปลวเพลิงแห่ง”สงคราม”
การเฉลิมฉลอง”วันกองทัพไทย”จึงเป็นการเฉลิมฉลองภายใต้สถานการณ์พิเศษ มากด้วยความแหลมคม
เป็นความแหลมคมแห่งสงครามและการเมือง
เป็นความแหลมคมแห่งการเสนอประเด็นว่าด้วยความรักชาติ คลั่งชาติ หลงชาติ ท้าทายอย่างยิ่ง
แม้ว่าจะอยู่ในสภาพการเมืองที่มิได้หลั่งเลือด
อาจกล่าวได้ว่าบุคคลที่เคยมีบทบาทในการรัฐประหารเมื่อเดือน กันยายน 2549 และเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 มิได้อยู่บนเวทีการเมืองอีกแล้ว
ไม่ว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา
พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ ริบหรี่ยิ่ง
แม้จะมีการปรากฏขึ้นของพรรคไทยภักดี พรรครักชาติ พรรค เศรษฐกิจ แต่ก็มิได้เป็นกระแสหลัก
กระแสหลักยังเป็นการเมืองแบบเดิม ขั้วเดิม
โดยมีพรรคอันเคยเป็น”เหยื่อ”ให้กับการรัฐประหารและเป็นผลสะเทือนจาก”รัฐประหาร”เท่านั้นที่ต่อสู้กัน
ภายใต้”ปฏิมา” แห่งระบอบ”รัฐประหาร”
ความแหลมคมของสถานการณ์มิได้อยู่ที่พรรคการเมืองอันเคยเป็น”เหยื่อ”โดยตรงของกระบวนการรัฐประหาร
หากแต่พรรคการเมืองใหม่ หากแต่เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่
นั่นก็คือ พรรคประชาชน นั่นก็คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ อันเป็นความต่อเนื่องมาจากพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล
จาก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์
วลีที่ว่า”ทหารมีไว้ทำไม”จึงกลายเป็นคำขวัญที่ถามขึ้นและถกแถลงกันอย่างแหลมคมในสังคม
แม้มีคำตอบว่า มีไว้เพื่อป้องกันประเทศ อันเป็นภารกิจหลัก
กระนั้น ที่แหลมคมเป็นอย่างมากก็คือ ทหารมิได้มีไว้เพื่อเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง
เป็นความแหลมคมซึ่งกำลังเป็นประเด็นร้อน
หากจับแต่ละปรากฏการณ์นับแต่ก่อนและหลังยุบสภาเมื่อเดือนธันวาคม 2568 เป็นต้นมา
ถือได้ว่าคำถาม”ทหารมีไว้ทำไม”ดำรงอยู่ ดำเนินไป
ไม่ว่าบนเวทีหาเสียง ไม่ว่าบนเวทีดีเบต ไม่ว่าในพื้นที่ของสื่อทั้งใหม่และเก่า
คำถามนี้กวนใจ”ทหารหาญ”อย่างเป็นพิเศษ
