E-DUANG
ไม่ว่าการคาดหมายอันมาจาก”นิด้า โพล” ไม่ว่าการคาดหมายอันมาจาก”สวนดุสิต โพล”ในเรื่องจำนวน ส.ส.ที่จะได้
ล้วนได้รับความน่าสนใจเป็นอย่างสูง แม้จะกำหนดไว้อย่างแน่ชัดว่าเป็นข้อมูล ณ เวลาใด
แม้จะยืนยันว่าเป็น”บทสรุป”ส่วนตัวมิได้เป็นของ”องค์กร”
นั่นเพราะว่าบทสรุปนั้นมิได้เกิดขึ้นอย่างเลื่อนลอย ว่างเปล่า
หากแต่อิงอยู่กับการสำรวจตามแบบวิธีวิทยาของการวิจัย
ขณะเดียวกัน อยู่กับ”ความจัดเจน”ที่ทำงานอย่างยาวนาน
สังคมจึงให้ความสนใจ สื่อจึงพร้อมใจเสนอบทสรุปนั้นอย่าง พร้อมเพรียงกัน
ยิ่งกว่านั้น ยังเป็น”บันทึก”แต่ละห้วงแห่ง”สถานการณ์”
บนฐานข้อมูล ณ วันที่ 11 มกราคม การคาดการณ์แนวโน้มการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จะดำเนินไปเช่นนี้
พรรคประชาชน 192
พรรคเพื่อไทย 103 พรรคภูมิใจไทย 93 พรรคประชาธิปัตย์ 47 พรรคเศรษฐกิจ 13 ที่เหลืออื่นๆเป็น 52
การคาดการณ์ ณ วันที่ 20 มกราคม ของ”นิด้าโพล”
พรรคภูมิใจไทย 150 พรรคประชาชน 130 พรรคเพื่อไทย 90 พรรคกล้าธรรม 40 พรรคประชาธิปัตย์ 40
มีความแตกต่างอย่างแน่นอน
กระนั้น ความแตกต่างนั้นเป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้ นั่น เพราะเงื่อนไขของเวลา จากวันที่ 11 มกราคม ถึงวันที่ 20 มกราคม
ตัวเลขหนึ่งมาจาก”สวนดุสิต” อีกหนึ่งมาจาก”นิด้า”
หากนำแต่ละตัวเลขมาพิจารณาก็จะมองเห็นถึงการเคลื่อนไหวในแต่ละพรรคการเมืองอย่างเด่นชัด
เด่นชัดในบทบาทและการต่อสู้ของ 3 พรรคการเมือง
นั่นก็คือ พรรคประชาชน นั่นก็คือ พรรคเพื่อไทย นั่นก็คือ พรรคภูมิใจไทย
นี่คือ 3 พรรคหลักที่จะแย่งชิงคะแนนกันและกัน
นี่คือ 3 พรรคหลักที่จะสำแดงถึงแนวโน้มและความเป็นไปในการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง
โดยมี พรรคประชาธิปัตย์ พรรคกล้าธรรม เป็นองค์ประกอบ
ต้องยอมรับว่าแต่ละตัวเลขที่ออกมาจากภายในของสำนักโพล ไม่ว่าจะเป็นของนิด้า ไม่ว่าจะเป็นของสวนดุสิต
เป็นการดำรงอยู่ภายใต้”พลวัต”ทางการเมือง
นอกจากจะวัดถึงความสามารถในการทำงานของแต่ละพรรคการเมือง หากแต่ยังเป็นเครื่องทดสอบอย่างมีความหมายต่อหลักวิธีวิทยาของแต่ละสำนักโพล
ความเชื่อมั่นของสังคมที่ให้ความสำคัญจึงมิได้อยู่เครดิตและความศรัทธาในผลงานอันสะสมอย่างต่อเนื่อง
ยังขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความจัดเจนเชิงบุคคล
คำตอบสุดท้ายจึงอยู่ที่ผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์จะปรากฏออกมาอย่างไร
วัดทั้งพรรคการเมือง วัดทั้งสำนักโพล
ปัจจัยหนึ่งซึ่งได้กลายเป็น”ตัวแปร”อย่างเหนือความคาดหมาย คือปัจจัยทางสังคม ปัจจัยทางการเมือง
โดยเฉพาะบทเรียนนับแต่เลือกตั้งปี 2562 เป็นต้นมา
นั่นคือ การปรากฏของพรรคอนาคตใหม่ อันกลายเป็นพรรค ก้าวไกลในปี 2566 และเป็นพรรคประชาชนในปี 2569
ปัจจัยนี้ทำให้เกิดความยุ่งยากในการจะฟันธงทางการเมือง
