เปิดบททดสอบ BYD Sealion 7 SUV ไฟฟ้าราคาดี ขับสนุก-นั่งสบาย
ยานยนต์ สุดสัปดาห์ | สันติ จิรพรพนิต
ไม่บ่อยครั้งที่การทดสอบรถยนต์ของผมจะมุ่งยังกลุ่ม EV โดยเฉพาะหากต้องเดินทางไกล แม้การขับขี่จะสนุกและอัตราเร่งทันอกทันใจดีเหลือเกินก็ตาม
ส่วนหนึ่งเพราะไม่ค่อยชอบวางแผนแบบจริงจังในการเติมพลังงานไฟฟ้า หรืออาจต้องหงุดหงิดกับผู้ใช้รถบางคนที่อาจไม่ค่อยมีมารยาทในการใช้ตู้ชาร์จไฟร่วมกัน
จึงเมื่อต้องทดสอบรถประเภทนี้จะเน้นวิ่งในเมืองเป็นหลัก หรือออกชานเมืองบ้างประปรายเท่านั้น
รุ่นล่าสุดที่ตกมาถึงมือคือ BYD Sealion 7 รถเอสยูวีไฟฟ้าขนาดกลาง ที่น่าสนใจและได้รับความนิยมไม่น้อย
เป็นตัวท็อปขับเคลื่อนสี่ล้อ

มาดูรูปร่างหน้าตากันก่อน แม้ได้ชื่อว่าเป็นเอสยูวี แต่หากมองหน้าตรงไม่ต่างจากรถเก๋งกลางสักเท่าใดนัก
พูดง่ายๆ ภาพรวมออกแนวสวยสง่ามากกว่าบึกบึน
จึงไม่แปลกใจที่ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ (Cd) เพียงแค่ 0.26 ซึ่งถือว่าต่ำมากสำหรับรถประเภทนี้
แนวคิดการออกแบบสปอร์ตไดนามิกสไตล์โมเดิร์น กระจังหน้าแบบปิดแต่งด้วยลวดลายเส้นสีเงินโครเมียม
ไฟหน้า LED พร้อมไฟส่องสว่างกลางวันแบบ LED
ประตูมีลูกเล่นเป็นเหลี่ยมสันทั้งด้านบนและชายล่าง เชื่อมไปถึงด้านหลัง
มือจับประตูไฟฟ้าแบบซ่อน
กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวในตัวและฟังก์ชั่นพับเก็บอัตโนมัติ มีระบบทําความร้อนไล่ฝ้า ปรับองศาอัตโนมัติเมื่อถอยหลัง และระบบบันทึกตําแหน่ง
ไฟท้ายแบบ LED แนวนอนทอดยาวเชื่อมต่อกันทั้งสองข้าง เอกลักษณ์การออกแบบของแบรนด์นี้
ระบบไฟเลี้ยวด้านหลังแบบ Sequential และไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED
ประตูท้ายเปิดด้วยระบบไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ
ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ใหญ่เต็มซุ้มพอดี

ภายในออกแบบได้สะดุดตาเน้นความหรูหราและทันสมัย กว้างขวาง
ตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูง มีหนังนิ่มและพลาสติกเกรดพรีเมียม
พวงมาลัยหุ้มหนังแบบ D-Shape จับถนัดมือ พร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่นรวมถึงปุ่มควบคุมระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ
แบบดิจิทัลขนาด 10.25 นิ้ว แสดงข้อมูลการขับขี่ครบครัน สามารถปรับแต่งการแสดงผลได้หลากหลาย
หน้าจอกลางแบบสัมผัสขนาด 15.6 นิ้ว สามารถปรับเป็นแนวนอนหรือแนวตั้งได้ ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ BYD DiLink
รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย
ระบบเสียงแบรนด์ Dynaudio พรีเมียมจากเดนมาร์ก มีลำโพง 12 ตัว
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 2 โซน ควบคุมอุณหภูมิได้อิสระทั้งฝั่งคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า มาพร้อมฟิลเตอร์อากาศ PM2.5 ทันสมัยเปี๊ยบกับคุณภาพอากาศบ้านเรายามนี้ที่ฝุ่นเต็มไปหมด และเจาะช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลังด้วย
หลังคากระจกพาโนรามิกขนาดใหญ่ทอดยาวไปจนถึงแถวที่นั่งหลัง พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า
ที่ขาดไม่ได้คือ Ambient Lighting ปรับเปลี่ยนสีและความสว่างได้ตามต้องการ
ท้ายรถมีพื้นที่เก็บสัมภาระประมาณ 520 ลิตร หากอยากได้มากขึ้นสามารถพับเบาะหลังแบบ 40 : 60 เพิ่มพื้นที่ได้ถึง 1,789 ลิตร
นอกจากนี้ยังมีช่องเก็บของใต้พื้นท้ายรถ สำหรับเก็บสายชาร์จและอุปกรณ์จำเป็นอื่นๆ

ขึ้นนั่งหลังพวงมาลัยทัศนะวิสัยยอดเยี่ยม แต่พอมองกระจกหลังเท่านั้นแหละ
ไอ้ย่ะ…มุมมองผ่านกระจกด้านหลังค่อนข้างแคบพอสมควร
ใครที่คุ้นเคยกับมุมมองด้านหลังของรถเก๋ง หรือเอสยูวีรุ่นอื่น อาจรู้สึกอึดอัดนิดหน่อย
เบาะนั่งออกแบบได้กระชับลำตัวและนิ่มมาก เบาะคนขับและผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า พร้อมระบบระบายอากาศและทำความเย็น
พวงมาลัยวงกำลังเหมาะ เช่นเดียวกับเกียร์ขนาดเล็กแต่ดูหรูหรา
ช่องเก็บของต่างๆ และช่องต่ออุปกรณ์มือถือติดตั้งไว้หลายจุดครอบคลุมทั้งคัน
ปุ่มปรับมีทั้งที่หน้าจอกลางและบริเวณคอนโซลเกียร์
การปรับแอร์ที่ถือเป็นลูกเล่นน่าสนใจ เพียงใช้นิ้วมือ 3 นิ้วปัดที่หน้าจอซ้าย-ขวา เพิ่มพัดลม ถ้าปัดขึ้น-ลง เพิ่ม-ลดอุณหภูมิ
อีกหนึ่งลูกเล่นคือที่เปิดประตูด้านใน เป็นแบบดึงขึ้นนัยว่าสื่อถึงชื่อรุ่นสิงโตทะเล เพราะมองดูคล้ายกับมือหรือครีบนั่นเอง
การเปลี่ยนเลนเวลาเปิดไฟเลี้ยวซ้าย หากปัดขึ้นสุดเป็นจังหวะที่ 2 จะมีภาพด้านซ้ายขึ้นเป็นจอขนาดเล็กที่จอกลาง เพิ่มความปลอดภัยเวลาเลี้ยวเข้าซอยมากขึ้น
อัตราเร่งถือว่ามาเร็วตามประสารถไฟฟ้า และไหลไปต่อเนื่องยาวๆ ไม่มีสะดุด
พวงมาลัยปรับได้ 2 ระดับทั้ง Comfort และ Sport ต่างกันที่ความหน่วงแต่ไม่มากนัก
เช่นเดียวกับเบรกปรับได้ 2 แบบเช่นกัน ส่วนตัวผมชอบแบบ Comfort มากกว่า เพราะปกติเป็นคนแตะแบบเบาๆ แล้วค่อยเพิ่มน้ำหนัก
ส่วนเบรกแบบสปอร์ต เบรกจับเร็วไปหน่อย หากกดไม่ระวังหัวสั่นหัวคลอนได้
มีระบบเบรกแบบ Regenerative Braking สามารถปรับระดับการชาร์จพลังงานคืนได้หลายระดับ
ระบบตัวช่วย หรือการขับขี่อื่นๆ สามารถตั้งได้ที่หน้าจอกลาง ซึ่งมาละเอียดยิบๆ

ช่วงล่างเน้นความนุ่มนวล ด้านหน้าเป็นแบบแม็กเฟอร์สันสตรัต ด้านหลังมัลติลิงก์
ขับผ่านรอยต่อถนนให้ความรู้สึกสะเทือนน้อยมาก
แต่ต้องแลกมากกับการกระชากเปลี่ยนเลนแรงๆ มีวืดวาดนิดหน่อย
ส่วนการเข้าโค้งไม่มีปัญหายึดเกาะถนนได้ดี ส่วนหนึ่งนอกจากระบบรองรับแล้ว น่าจะมาจากนำหนักแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่วางอยู่ใต้พื้นรถ สามารถช่วยในเรื่องศูนย์ถ่วงได้ดี
ไม่นับน้ำหนักรถที่แบกมากว่า 2 ตัน ช่วยเรื่องเสถียรภาพ
เสียงลมมีเข้ามาบ้างตอนเร่งเกิน 120 กม./ชั่วโมง แต่ไม่น่ารำคาญเกินไป
การขับขี่มีให้เลือก Eco, Comfort, Sport และ Snow

ขุมพลังมีให้เลือก 2 รุ่น แบบมอเตอร์เดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลัง และมอเตอร์คู่ ขับเคลื่อน 4 ล้อ
รุ่นมอเตอร์เดี่ยว วิ่งไกลสุด 567 กิโลเมตร (มาตรฐาน NEDC) และอีกรุ่นไกลสุด 542 กม. (NEDC)
แต่เตือนก่อนนะครับหากเหยียบหนักๆ อาจได้แค่ 400 ก.ม.บวกลบเท่านั้น
ออปชั่นอื่นๆ ขอข้ามไป เพราะรถระดับนี้จัดเต็มแน่นอนทั้งความปลอดภัยและออปชั่นช่วยการขับขี่
BYD Sealion 7 ราคาล่าสุดตามมาตรการ EV 3.5 ที่เริ่มใช้ช่วงต้นปี 2569
Premium ราคา 1,264,900 บาท
AWD Performance ราคา 1,364,900 บาท
แต่ราคาซื้อขายจริงต่อรองกันดูครับ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
