ต้องยกเลิกกฎเหลวไหล ที่ไม่ให้ค่าแก่การตีพิมพ์วิทยานิพนธ์
โดย ธงชัย วินิจจะกูล
ไม่กี่สัปดาห์ก่อน ผมได้อ่านวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของอาจารย์คงสัจจา สุวรรณเพชร (นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์) ชื่อ Colonial Encounters : The Formation of Thai Legal Identity (การปะทะกับอาณานิคมและการก่อรูปก่อร่างของนิติศาสตร์ของไทย)
วิทยานิพนธ์นี้น่าตื่นตาตื่นใจ เพราะหลายทศวรรษที่ผ่านมา การศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายของไทยย่ำอยู่กับที่ในกรอบความคิด 2 อย่าง ทำให้น่าเบื่อและไม่น่าเชื่ออีกต่อไปแล้ว คือ
หนึ่ง กรอบประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมที่พระมหากษัตริย์เป็นผู้สร้างรากฐานของปัจจุบันอย่างน่าสรรเสริญเชิดชู
สอง กรอบความคิดการสร้างประเทศที่ทันสมัยเจริญทัดเทียมอารยประเทศ
สองอย่างนี้รวมกันได้ผลลัพธ์เป็นประวัติศาสตร์ฉบับราชการว่า ระบบกฎหมายไทยเข้ารูปเข้ารอยตามหลักนิติธรรมของสากลเรียบร้อยแล้วด้วยพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ห้า (แม้อาจจะยัง “กำลังพัฒนา” อยู่ก็ตาม)
วิทยานิพนธ์ของคงสัจจาบุกเบิกประวัติศาสตร์ของนิติศาสตร์ไทยในแนวใหม่ โดยชี้เห็นการเติบโตของความคิดนิติศาสตร์ในสยามที่เป็นผลลัพธ์ของการเผชิญหน้ากันระหว่างแนวคิดตะวันตกกับแนวคิดกฎหมายตามจารีตเดิม ระหว่างแนวคิดพุทธหลายอย่างกับความคิดของฝรั่ง เกิดการปะทะ แข่งขัน ต่อต้าน ต่อรอง ผสมผสาน ปรับแปร
จนเกิดผลลัพธ์เป็นนิติศาสตร์สมัยใหม่ของไทยซึ่งไม่เหมือนฝรั่งแต่ไม่ใช่นิติศาสตร์แบบจารีตอีกต่อไปแล้ว
ผมเห็นว่า แนวทางการศึกษาแบบนี้บุกเบิกสร้างความรู้ประวัติศาสตร์กฎหมายของไทยในแบบใหม่ที่ยังสามารถต่อยอดไปได้อีกไกล รวมทั้งสามารถบุกเบิกองค์ความรู้นิติปรัชญาของไทยได้อีกด้วย
แต่ในที่นี้ผมมิได้ต้องการถกเถียงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์กฎหมายไทยมากไปกว่านี้
ประเด็นสำคัญก็คือ ผมหวังว่าวิทยานิพนธ์นี้จะได้รับการตีพิมพ์ทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
แต่อุปสรรคที่จะทำให้ความหวังของผมไม่เป็นความจริงคือกฎเหลวไหลของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
ทำไมการตีพิมพ์วิทยานิพนธ์ชิ้นนี้จึงสำคัญ?
จากความรู้และประสบการณ์ของผมในโลกวิชาการของไทยและของสากลเกี่ยวกับไทยศึกษา ผมประเมินว่างานชิ้นนี้มีศักยภาพจะกลายเป็นแนวหน้าสุดของความรู้ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย ไม่ว่าจะผลิตโดยใครในภาษาใดไปอีกหลายปีทีเดียว และจะสร้างผลกระทบต่อวิชาการด้านนี้ทั้งในประเทศไทยและสากลด้วย
ผมเชื่อว่าจะทำให้นักวิชาการที่สนใจประวัติศาสตร์กฎหมายไทยทั้งโลกต้องอ่านและถกเถียงกับผลงานชิ้นนี้ และหากมีผลกระทบต่อแนวความคิดของพวกเขา ก็จะช่วยให้เกิดคำถามใหม่ๆ ของการวิจัยในอนาคตที่โยงหรือเกี่ยวข้องกับงานชิ้นนี้ไปอีกหลายปี
แต่อุปสรรคอยู่ที่กฎระเบียบของ อว. ซึ่งไม่ยอมรับว่าการตีพิมพ์วิทยานิพนธ์เป็นสิ่งที่นักวิชาการควรจะทำ ด้วยเหตุผลว่าวิทยานิพนธ์เป็นงานเก่าที่ทำเสร็จไปแล้ว เป็นอดีตไปแล้ว จึงไม่นับเป็นผลงานของนักวิชาการท่านนั้นในระหว่างการจ้าง
นี่เป็นเหตุผลและระเบียบที่โง่เง่าเต่าตุ่น ล้าหลัง ถ่วงความเจริญทางวิชาการ ทำลายโอกาส ไม่เพียงของนักวิชาการคนหนึ่ง แต่ยังบ่อนทำลายวงวิชาการ การผลิตความรู้ และการเติบโตของวิชาการไทยในโลกวิชาการสากลอีกด้วย
วงวิชาการด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์แทบทั้งโลกให้ความสำคัญกับวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก เพราะเป็นการทุ่มเททำงานอย่างหนักต่อเนื่องหลายปีอย่างมีสมาธิเอาจริงเอาจังโดยคนหนุ่มสาวไฟแรง ซึ่งมักจะประมวลความรู้ทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่ศึกษามาอย่างดี แล้วพยายามสร้างความรู้ใหม่ซึ่งต่อยอดหรือก้าวพ้นพรมแดนความรู้ที่มีอยู่
ดังนั้น ถึงแม้จะเป็นงานที่เขียนเสร็จไปแล้ว แต่วิทยานิพนธ์ที่ดีย่อมเขียนขึ้นเพื่อเป็นก้าวแรกของอนาคต
คุณภาพของวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกพอจัดได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มใหญ่สุดเป็นงานที่จัดว่าดูดีใช้ได้ ต่อยอดความรู้ที่มีอยู่และพัฒนาแนวคิดที่มีอยู่ขึ้นไปอีกหน่อย
กลุ่มสองที่เล็กกว่าเป็นประเภทพอเอาตัวรอดไปได้เพราะมักเป็นเพียงการนำแนวคิดเดิมๆ ไปประยุกต์ใช้กับกรณีศึกษาที่ต่างออกไปแต่ยังอยู่ในกรอบประเด็นเดิมๆ
แต่ส่วนน้อยที่น่าตื่นเต้นเป็นกลุ่มที่สามคืองานประเภทที่บุกเบิกพลิกผันความรู้ที่มีอยู่เดิมหรือแนวคิดเดิม จนเกิดเป็นแนวทางการศึกษาใหม่ คำถามใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ และอาจนำไปสู่องค์ความรู้ในหัวข้อนั้นๆ ชุดใหม่อีกด้วย
แขนงวิชาด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ (อาจยกเว้นเศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยาแบบอเมริกัน และมานุษยวิทยากายภาพ) ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก จึงถือว่าการได้ตีพิมพ์วิทยานิพนธ์เป็นงานสำคัญมาก
นักวิชาการปกติมีชีวิตทางปัญญาต่อไปอีกนับสิบปีบนพื้นฐานของการวิจัยครั้งใหญ่ที่ออกมาเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก เพราะเป็นรากฐานความเชี่ยวชาญของเขา หากเป็นงานที่พลิกผันท้าทายความรู้เดิมย่อมเป็นความเชี่ยวชาญพิเศษที่หายากในโลกจนกว่าจะเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปซึ่งอาจใช้เวลาหลายสิบปีต่อมา
นักวิชาการที่มีชื่อเสียงมากแทบทุกคนเริ่มต้นจากการตีพิมพ์วิทยานิพนธ์ของเขา เพื่อนร่วมวิชาชีพก็จะถือเอาหนังสือนั้นเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเชี่ยวชาญและศักยภาพของเขาว่าน่าจะเป็นนักวิชาการที่ดีต่อไปอีกหลายสิบปี
หนังสือที่พัฒนาขึ้นมาจากวิทยานิพนธ์มีความสำคัญขนาดนี้ จึงถูกใช้เป็นเกณฑ์สำคัญว่านักวิชาการด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์คนหนึ่งๆ สมควรจะได้รับการจ้างงานตลอดชีวิต (tenure) หรือไม่
มหาอำนาจด้านซอฟต์เพาเวอร์ของเอเชีย ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ส่งเสริมการวิจัยและทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับประเทศของตน ด้วยหวังว่าวิทยานิพนธ์เหล่านั้นจะได้ตีพิมพ์ต่อไป
คงมีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่พยายามตัดตอนผลงานวิชาการดีๆ เกี่ยวกับประเทศไทยเสียเอง ด้วยการไม่ให้ค่ากับการตีพิมพ์วิทยานิพนธ์เหล่านั้นเลย
นอกจากนี้ คงมีไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่รับพิมพ์วิทยานิพนธ์ทั้งดุ้นโดยไม่มีการปรับปรุง แต่สำหรับวงวิชาการที่ดีนั้น วิทยานิพนธ์ต้องได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นก่อนจะเป็นต้นฉบับหนังสือได้ หลายคนต้องทำการค้นคว้าวิจัยเพิ่มเติมหรือเขียนใหม่หลายบทด้วยซ้ำไป
จากนั้นต้นฉบับยังต้องผ่านการวิพากษ์วิจารณ์เสนอแนะของกรรมการตรวจต้นฉบับซึ่งมักเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ ที่ทำการตรวจกลั่นกรองอย่างเข้มงวด ผลลัพธ์ที่ได้จึงต่างไปจากวิทยานิพนธ์พอสมควร (มากหรือน้อยแล้วแต่กรณี)
อีกทั้งหากไม่ดีพอก็จะถูกปฏิเสธ ไม่ยอมรับให้ตีพิมพ์ก็ได้ แม้ว่าจะมาจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกก็ตาม
การพิมพ์วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกจึงไม่ใช่ผลงานซ้ำๆ ที่ทำเสร็จไปแล้วหรือเป็นอดีตไปแล้ว แต่หากได้รับตีพิมพ์ย่อมถือเป็นผลงานอีกชิ้น ยิ่งไปกว่านั้น หลายชิ้นเป็นการบุกเบิกเริ่มต้นของวิทยาการที่สำคัญในอนาคตด้วย
มีงานดีๆ โดยนักวิชาการไทยกี่ชิ้นแล้วที่ไม่เคยได้รับการผลิต เพราะเขาไม่คิด ไม่มีแรงจูงใจ ไม่มีเวลาพอที่จะปรับปรุงวิทยานิพนธ์ กลายเป็นงานที่ทุ่มเททำแต่กลับไม่มีผลใดๆ ทั้งต่อตัวเขาและต่อสาธารณชน
ผลงานของนักวิชาการไทยที่อาจจะส่งอิทธิพลต่อวิชาการระดับโลก หรืออาจจะเป็น “ซอฟต์เพาเวอร์” ของไทยก็ได้ กลับถูกตัดตอนบั่นทอนไม่ให้มีโอกาสเกิดในโลกวิชาการสากลด้วยซ้ำไป
แทนที่นักวิชาการหรือสถาบันที่เขาสังกัดจะมีผลงานที่อาจเป็นที่รู้จักกันทั้งโลก ที่อาจได้รับการอ้างอิงกว้างขวาง ซึ่งจะมีผลต่อการจัดอันดับ Ranking อย่างที่ อว. และผู้บริหารทั้งหลายใฝ่ฝันกันนัก ก็กลับทำลายโอกาสนั้นเองด้วยกฎโง่ๆ ที่ไม่สนับสนุนแถมบั่นทอนการตีพิมพ์ผลงานเหล่านั้น
วงวิชาการไทยกำลังถูกทำร้ายโดย อว. กำลังถูกกฎระเบียบโง่ๆ ทำให้อยู่แต่ในกะลาและเป็นฝ่ายรับอยู่ข้างเดียว
ถ้าผมอยู่แต่ในโลกแคบๆ ในระยะต้นของวิชาชีพ ผมก็คงไม่คิดจะตีพิมพ์วิทยานิพนธ์ของผมเช่นกัน เพราะไหนจะมีงานสอนและงานอื่นๆ จิปาถะซึ่งอาจารย์ใหม่ต้องทำ ไหนจะใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่บนท้องถนน แถมมีกฎระเบียบมากมายที่ไม่สนับสนุนให้ที่ตีพิมพ์ และถูกทำให้เชื่อว่าความก้าวหน้าในวิชาชีพเป็นนักวิชาการต้องทิ้งวิทยานิพนธ์ไว้ข้างหลัง
Siam Mapped คงจะหมกตัวอยู่ในลิ้นชักที่ไม่เคยเปิดอีก และผมคงเป็นนักวิชาการประเภทไม้ตายซาก (deadwood) อีกคน
มีหลายท่านที่ทุ่มเทจนตีพิมพ์วิทยานิพนธ์ของตนสำเร็จ หมายถึงต้องลงแรงและใช้เวลาทำเพื่อความภาคภูมิใจของตนทั้งที่ปราศจากการสนับสนุน แถมยังต้องรับความเสี่ยงเอง เพราะเวลาที่ใช้ไปทำเช่นนั้นอาจจะกระทบต่อการต่อสัญญาและการขอตำแหน่งในวิชาชีพของตนในระบบของไทยก็เป็นได้ ทั้งๆ ที่ไม่มีการันตีว่าต้นฉบับหนังสือจะได้รับตีพิมพ์หรือไม่
ผมไม่เห็นข้อเสียแม้แต่น้อยหาก อว.ให้การสนับสนุนการตีพิมพ์วิทยานิพนธ์ โดยเฉพาะการปล่อยให้กระบวนการคัดกรองที่เข้มข้นกว่าในระดับสากล ช่วยเลือกให้ผลงานที่ดีไปโลดแล่นอยู่ในวงวิชาการสากล
ผมจนปัญญาอธิบายไม่ได้ว่า ทำไมในประเทศไทยจึงไม่ยอมรับ ไม่ให้ค่ากับการพิมพ์หนังสือที่มาจากวิทยานิพนธ์ ไม่ถือว่าเป็นงานที่นักวิชาการควรทำ
ทำไมไม่ตามแบบอย่างมหาวิทยาลัยชั้นนำอื่นๆ ในข้อนี้ทั้งๆ ที่ตามก้นเขาต้อยๆ ในหลายอย่างที่ไม่ควรจะทำตาม
ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ผมไม่เข้าใจเลยว่า กฎ อว.ที่ไม่สนับสนุนการพิมพ์วิทยานิพนธ์มีไว้ทำไม เพราะมีแต่ข้อเสียไม่เห็นข้อดีสักอย่าง ในขณะที่การสนับสนุนให้ตีพิมพ์มีแต่ข้อดี ผมไม่เห็นข้อเสียสักอย่าง
เลิกกฎเหลวไหลที่ถ่วงรั้งความก้าวหน้าของวงวิชาการไทยและนักวิชาการไทยเสียเถอะ
