สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
เหลือเวลาอีกเพียง 1 สัปดาห์ จะถึงวันเลือกตั้ง ส.ส. 8 กุมภาพันธ์ ถือเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่สุดอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมือง เพราะหากประชาชนทั้งประเทศเทเสียงให้กับพรรคใดเกิน 250 เสียงขึ้นไป พรรคนั้นจัดตั้งรัฐบาลได้ทันทีไม่ต้องผ่านด่านวุฒิสภาเหมือนเลือกตั้งปี 2562 และปี 2566 ฉะนั้น เสียงประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 52.9 ล้านคน กำหนดอนาคตประเทศไทยว่าจะเดินไปทางไหน จะก้าวเดินไปข้างหน้าหรือย่ำกับที่อย่างที่เป็นอยู่
การเลือกตั้งครั้งนี้มีพรรคการเมืองเพียง 9 พรรคจากทั้งหมด 57 พรรคให้ความสำคัญกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและนำเสนอผ่านเวทีดีเบตของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยทั้งๆ ที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อผู้คน ทั้งเรื่องของฝุ่นพิษ พีเอ็ม 2.5 สภาพภูมิอากาศแปรปรวน น้ำท่วม ภัยแล้ง ร้อนสุดขีด ขยะล้นเมืองหรือสารเคมีตกค้าง
ปัญหาเหล่านี้หนักหน่วงสาหัสสากรรจ์ไม่ต่างไปจากปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง
คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เพิ่งพูดบนเวที Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย จัดโดยหนังสือพิมพ์มติชน คุณวิทัยชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีแต่ทรุดกับทรุดถ้าทุกคนไม่ร่วมมือในการจัดการกับปัญหาโครงสร้างของประเทศซึ่งมีมากถึง 14 ปัญหา ตั้งแต่เรื่องคอร์รัปชั่น หนี้ครัวเรือน ทุนเทา มาจนถึงการขาดแคลนนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะช่วยปลุกเศรษฐกิจไทยแข่งขันในตลาดโลก
นอกจากเศรษฐกิจทรุดเพราะปัญหาเหล่านี้รุมเร้าแล้ว ตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง ได้แก่ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มากับภาวะโลกเดือด คนไทยหลีกหนีไม่พ้น
หลังเลือกตั้งเแล้ว ต้องดูว่าพรรคที่จัดตั้งรัฐบาลได้แล้วจะผลักดันนโยบายสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับต้นๆ หรือไม่

ขอกลับมาว่ากันด้วยรายงานเรื่อง “อนาคตที่เราเลือก” (A future we choose) จัดทำโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนป คอลัมน์นี้นำมาเรียบเรียงแล้ว 5 ตอนด้วยกัน สำหรับตอนจบนี้เป็นบทสรุปให้เห็นว่า ชาวโลกยืนอยู่บนจุดเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย
หากชาวโลกเลือกเดินในเส้นทางเดิมๆ ที่ใช้เชื้อเพลิงจากซากฟอสซิล น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซ และยังลุยขย้ำทรัพยากรธรรมชาติทำลายระบบนิเวศอย่างไร้ขีดจำกัด จะเกิดผลกระทบในด้านลบพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ
รายงานของยูเนประบุชัดว่า การใช้เชื้อเพลิงจากซากฟอสซิล จะเกิดปรากฏการณ์โลกเดือดรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่าและภายใน 24 ปีข้างหน้าจะมีผู้เสียชีวิตอีกหลายล้านคน
เกิดปัญหาการอพยพเคลื่อนย้ายถิ่นฐานเพราะภัยแล้ง น้ำท่วมและพายุถล่มเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจโลกหดตัว จีดีพีลดลงราว 4 เปอร์เซ็นต์
ปริมาณอาหารบนโลกใบนี้ลดเพราะสภาพภูมิอากาศแปรปรวนหนักหน่วง
พื้นที่ธรรมชาติหลายล้านไร่จะถูกทำลาย คนจนเพิ่ม ขยะล้นโลก สงครามแย่งชิงหาแหล่งน้ำสะอาดจะลุกลาม
ในเมื่อเส้นทางเดิมที่เป็นอยู่ในขณะนี้ มีปัญหาอุปสรรคและหายนะรออยู่ ชาวโลกต้องเลือกทางใหม่ ทางที่ชีวิตดำเนินไปอย่างปกติสุขท่ามกลางสิ่งแวดล้อมสดใส
ทางเลือกใหม่นั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง “ยูเนป” แจกแจงรายละเอียดดังต่อไปนี้
1.
พลังงานสะอาด
ยูเนปเรียกร้องให้ชาวโลกใช้พลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานเขียว มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เพราะนับตั้งแต่ 195 ประเทศร่วมลงนามในข้อตกลงปารีส เมื่อปี 2558 เพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศไม่ให้อุณหภูมิโลกทะลุเกิน 2 องศาเซลเซียส แต่ข้อตกลงนี้ไม่บรรลุผล
บรรดาประเทศยักษ์ใหญ่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั้งหลายเมินข้อตกลงปารีสเสียเอง ขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแปรปรวนสุดขั้ว มีแต่เพิ่มปริมาณมากขึ้น
นอกเหนือจากการควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซพิษแล้ว ในข้อตกลงปารีสมีสาระสำคัญในเรื่องของการสนับสนุนเงินและเทคโนโลยีให้กับประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกเดือด การสร้างกลไกเครื่องมือต่างๆ เพื่อให้โลกเปลี่ยนผ่านไปสู่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์หรือ Net Zero
วันนี้ชาวโลกจึงไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าการกลับเข้ามาเดินตามข้อตกลงปารีสซึ่งทุกประเทศจะต้องสนับสนุนนโยบายลดการปล่อยก๊าซพิษสู่ชั้นบรรยากาศ หันมามุ่งเน้นการใช้พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์
และทำอย่างไรจึงจะดึงประเทศไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และร่วมกันยกเลิกการใช้ถ่านหินในภาคการผลิตพลังงานลดการใช้น้ำมันและก๊าซในภาคการขนส่ง แทนที่ด้วยพลังงานไฟฟ้า
2.
อาหาร
ยูเนปคาดการณ์ภายใต้สถานการณ์แนวโน้มปัจจุบัน ความต้องการอาหารทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ ภายในปี 2593 ความต้องการอาหารต่อหัวและการเติบโตของประชากรจะเพิ่มขึ้น เฉลี่ยต่อวันคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากเกือบ 2,900 กิโลแคลอรีต่อหัวต่อวันในปี 2563 เป็น 3,100 กิโลแคลอรีต่อหัวต่อวันในปี 2593
สําหรับประชากรที่มีรายได้น้อย แม้รายได้ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยก็นําไปสู่ความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่กลุ่มรายได้สูงแสดงการเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ภูมิภาคที่มีรายได้น้อยมีแนวโน้มเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารจากพืชเป็นอาหารจากสัตว์มากขึ้น
การผลิตพืชทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 40% ระหว่างปี 2563-2593 ประชากรทั้งหมดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 20% ขณะที่ความต้องการเชื้อเพลิงชีวภาพคาดว่าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนผลผลิตพืชเฉลี่ยทั่วโลกคาดว่าเพิ่มขึ้น 0.5% ต่อปี
ในรายงาน “อนาคตที่เราเลือก” เรียกร้องให้ชาวโลกลดปริมาณขยะอาหาร ใช้เทคโนโลยีการเกษตรใหม่ๆ ที่มีผลดีต่อระบบนิเวศ ลดการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมทำลายสภาพดิน
3.
ทรัพยากรวัสดุ
ในช่วง 5 ทศวรรษที่ผ่านมา การสกัดทรัพยากรวัสดุทั่วโลก การผลิตชีวมวล เชื้อเพลิงฟอสซิล แร่โลหะ และแร่ธาตุที่ไม่ใช่โลหะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพิ่มขึ้นจาก 31.1 พันล้านตันในปี 2513 เป็น 96.5 พันล้านตันในปี 2563
ภายใต้สถานการณ์แนวโน้มปัจจุบัน การสกัดทรัพยากรวัสดุทั่วโลกคาดว่าจะสูงสุดที่ 165 พันล้านตันภายในปี 2593
ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกยังคงเป็นผู้บริโภควัสดุระดับโลกรายใหญ่ที่สุด โดยสูงสุดที่ 88 พันล้านตันภายในปี 2593 และค่อยๆ ลดลง คาดว่าจะเติบโตเร็วที่สุดในทวีปแอฟริกา โดยความต้องการเพิ่มขึ้นจาก 7.4 พันล้านตันในปี 2563 เป็น 19 พันล้านตันในปี 2593
ด้วยเหตุนี้ หากแนวโน้มปัจจุบันยังคงดําเนินต่อไป วัสดุต่อหัวทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 13 ตันต่อหัวในปี 2563 และสูงสุดที่ 17 ตันต่อหัวภายในปี 2593
ส่วนการสกัดแร่ธาตุที่ไม่ใช่โลหะคาดว่าเติบโตจาก 52% ในปี 2563 เป็น 56% ในปี 2593 ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยการเติบโตของการผลิตในอาคาร โครงสร้างพื้นฐาน การก่อสร้างในระบบเศรษฐกิจที่มีรายได้ต่ำและปานกลางในแอฟริกา และเอเชียและแปซิฟิกที่คาดว่าจะเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว
4.
เศรษฐกิจหมุนเวียน
การนำแนวคิดการบริหารจัดการทรัพยากรที่มุ่งเน้นให้การบริโภคอุปโภคเกิดประโยชน์สูงสุด ออกแบบและผลิตเพื่อให้ใช้ได้นานที่สุดเพื่อลดการทำลายระบบนิเวศ ลดของเสียหรือขยะ ผ่านหลักการ 3R ลดการใช้ (Reduce) ใช้ซ้ำ (Reuse) หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) เป็นเรื่องจำเป็นกับโลกใบนี้หากเลือกทางเดินในอนาคต
การเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจเดิมๆ มาเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียน จะช่วยให้สิ่งแวดล้อมโลกสดใสขึ้น
5.
นโยบายของรัฐและการบริหารจัดการอย่างมีธรรมาภิบาล
ยูเนปมองว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืนและผลักดันสังคมไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนนั้น จะบรรลุเป้าหมายไม่ได้เลยถ้าภาครัฐ ภาคประชาชนและกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่หันมาร่วมมือกัน
ภาครัฐมีส่วนสำคัญในการผลักดันนโยบายพลังงานสะอาด ส่งเสริมให้ภาคเอกชนใช้เทคโนโลยีสีเขียว กำหนดทิศทาง 3R ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควบคุมการใช้สารเคมีลดผลกระทบต่อชุมชน สังคมให้น้อยที่สุดและมีบทลงโทษที่เข้มแข็งกับกลุ่มบุคคลที่ละเมิดกฎหมาย รวมไปถึงรณรงค์ให้ความรู้การศึกษาด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งในระดับโรงเรียน ชุมชนและระดับประเทศ สร้างความตระหนักรู้อย่างต่อเนื่อง
“อนาคตที่เราเลือก” ของยูเนปกับทิศทางของประเทศไทย ดูๆ แล้วไม่ต่างกันซะเท่าไหร่
การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ถ้าคนไทยแห่ไปเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายสิ่งแวดล้อมชัดเจนและรัฐบาลใหม่นำนโยบายมาใช้ได้จริงอย่างที่ประกาศไว้
ทิศทางของประเทศไทยสดใสกว่าที่เป็นอยู่ในวันนี้อย่างแน่นอน
