bg-single

รัฐบาลใหม่ VS นโยบายลดฝุ่นพิษ

15.02.2026

สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน

ระหว่างเขียนคอลัมน์นี้ การเลือกตั้ง ส.ส.เข้าสู่โค้งสุดท้าย แต่ละพรรคการเมืองต่างเพิ่มระดับการหาเสียงเข้มข้นดุเดือด บางพรรคถึงกับบีบให้ประชาชนเลือกข้างรักชาติมาทางนี้ไม่รักชาติไปอีกทาง งัดวาทกรรมแบ่งแยกขวาซ้ายชัดเจน ถ้าเป็นนักมวยก็คงเกิดอาการเลือดเข้าตา ไม่สนหลังเสร็จเลือกตั้งแล้ว ประชาชนรักชาติกับไม่รักชาติจะอยู่กันอย่างไร

การเลือกตั้งหนนี้ ยังได้เห็นพฤติการณ์ของคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. ตั้งแต่ออกแบบบัตรเลือกตั้ง บัตรลงประชามติ กำหนดวันเลือกตั้งล่วงหน้า การประชาสัมพันธ์รณรงค์ไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงทำกันอย่างเงียบๆ หงอยๆ เหมือนไม่อยากให้มีเลือกตั้ง ถึงวันเลือกตั้งล่วงหน้าก็เกิดความสับสนอลหม่าน มีจุดผิดพลาดบกพร่องในหลายพื้นที่

เสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ กกต.ที่ไร้ประสิทธิภาพจึงดังกระหึ่มผ่านเพจ iLaw นับล้านแชร์ เป็นการส่งสัญญาณให้รู้ว่าประชาชนมีข้อกังขาในกระบวนการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งนี้จะเป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ งบประมาณที่ กกต.เอาไปใช้ในการเลือกตั้ง 7,800 ล้านบาทคุ้มค่าหรือเปล่า

และชื่อของนายแสวง บุญมี เลขาฯ กกต.กลายเป็นไวรัลมุมลบๆ ในโลกโซเชียล

เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการเลือกตั้งแล้ว อีก 1-2 วันก็รู้ว่าพรรคไหนจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ถ้าไม่มีแลนด์สไลด์ พรรคประชาชนได้ไม่ถึง 200 ส.ส. รัฐบาลใหม่คงหนีไม่พ้นพรรคการเมืองหน้าเดิมๆ ผสมร่วมระหว่าง พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์

ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลผสมแบบไหน ประเทศไทยต้องเดินไปข้างหน้า แน่นอนว่า ประชาชนคาดหวังรัฐบาลใหม่ต้องบริหารจัดการประเทศให้ดีกว่าที่เป็นอยู่นโยบายผลักดันเศรษฐกิจให้ฟื้นโดยเร็ว ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเป็นเรื่องต้องทำอันดับแรกๆ

แต่ถ้ารัฐบาลใหม่มุ่งมั่นแต่ในเรื่องเหล่านี้แล้วทิ้ง “นโยบายสิ่งแวดล้อม” ไว้ข้างหลัง ก็อยากจะบอกว่า คิดผิดถนัด

เพราะนโยบายสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่านโยบายเศรษฐกิจ

ปัญหา “ฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5” ต้องบรรจุในนโยบายรัฐบาลเป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากผู้คนทุกระดับได้รับผลกระทบ ขณะนี้ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤติ “ฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5” ทุกปีเฉลี่ยปีละ 3 เดือนเป็นอย่างน้อยมีสาเหตุซับซ้อนตั้งแต่ปัจจัยด้านอุณหภูมิผกผัน การไหลเวียนของอากาศในเมืองผิดปกติจึงเป็นเหมือนฝาครอบกักอากาศผิวพื้นไว้ ทำให้หมอกควันไม่เคลื่อนตัวและสะสมใกล้พื้นผิวดิน

ปัจจัยที่สองมาจากการจราจรติดขัด รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน และปัจจัยการเผาพืชไร่เกษตร เผาอ้อย เผาตอซังและนาข้าว

ปัจจัยแรกเป็นเรื่องใหญ่เกินกำลังมนุษย์อยู่ที่สภาพภูมิอากาศโลกส่วนสองปัจจัยหลังนั้นมาจากน้ำมือคน หลายๆ ประเทศในโลกนี้ก็เจอฝุ่นควันพิษ เช่นจีน แต่ก็สามารถจัดการจนฝุ่นควันลดลงอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง

แต่รัฐบาลชุดที่ผ่านๆ มาล้มเหลว อย่างกรณีรถปล่อยควันดำในกรุงเทพมหานครถึงจะปรับเพิ่มค่ามาตรฐานควันดำรถยนต์เครื่องดีเซลต้องไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเกินจะถูกปรับสูงสุด 4,000 บาท แต่กระนั้นยังมีรถควันดำวิ่งเกลื่อนเมืองโดยเฉพาะรถบรรทุกใหญ่ๆ และรถเมล์บางคันวิ่งผ่านด่านตรวจควันดำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ความจริงแล้วปัญหาการแก้ควันดำเป็นเรื่องปลายเหตุ ต้นเหตุแท้จริงมาจากการใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เรื่องนี้เคยพูดคุยกับคุณหมอบุญเทียม เขมาภิรัตน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

คุณหมอบุญเทียมบอกว่า มีนักเคมีเป็นคนไทยคิดค้นน้ำยาลดควันดำและประหยัดเชื้อเพลิงมาไม่น้อยกว่า 20 ปี น้ำยาดังกล่าวแค่นำมาติดตั้งในห้องเครื่องยนต์และให้พ่นเข้าไปในท่อไอดีจะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีทำให้การเผาผลาญเชื้อเพลิงสมบูรณ์แบบ ไม่มีควันดำพ่นออกจากปลายท่อและลดค่าน้ำมันได้ราวๆ 20 เปอร์เซ็นต์

การทดลองน้ำยาดังกล่าวมีมากว่า 20 ปีแล้ว รัฐบาลใหม่ถ้าสนใจเชิญชวนนักเคมีคนนี้มาพูดคุยและนำนวัตกรรมนี้ไปตรวจสอบ หากได้ผลทำให้ควันดำหายไปจริง รัฐบาลควรให้ทุนสนับสนุนและนำมาใช้อย่างกว้างขวาง

ส่วนเรื่องชาวนาชาวไร่เผาซังพืชผลเกษตรนั้น ดูจะเป็นปัญหาแก้ได้ยากมากเพราะถ้าไม่ให้เผาก็ต้องใช้เงินทุนสูงในการกำจัดซัง

เมื่อปลายเดือนที่แล้ว มีข่าวชาวนาจังหวัดนครนายก เผาซังข้าวกว่า 13,000 ไร่ กลุ่มควันดำทะมึนลอยมาปกคลุมท้องฟ้ากรุงเทพมหานคร ชาวนาให้สัมภาษณ์ยอมรับเผาซังข้าวจริงเพราะไม่มีเงินจ้างรถมาไถกลบตอซังและไม่มีเครื่องจักรอัดก้อนฟางสำหรับพันธุ์ข้าวที่ปลูกในพื้นที่นครนายกเนื่องจากฟางข้าวยาวและเหนียว เอาไปทำเป็นอาหารสัตว์ก็ไม่ได้ ทางเลือกทางเดียวต้องเผาเพื่อกำจัด

รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศ เขียนในเฟซบุ๊กถึงเหตุการณ์ชาวนาเผาซังข้าวก่อฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 กระทบ กทม.และเขตปริมณฑล

พร้อมกับตั้งคำถามว่า เกษตรกรเพียงฝ่ายเดียวหรือที่ต้องรับผิดชอบการเผาและควรจะทำอย่างไรเพื่อลดการเผานาข้าวในจังหวัดนครนายก

อาจารย์วิษณุทำวิจัยในพื้นที่นครนายก 2 ปีติดต่อกัน ผลการวิจัยชี้ 10 ปัจจัยที่ชาวนาตัดสินใจเผาเพื่อจัดการแปลงนาข้าว

ปัจจัยที่ 1 พันธุ์ข้าวที่ปลูกเป็นแบบข้าวขึ้นน้ำ (Floating Rice) มีลำต้นยาวและเหนียวมากกว่าข้าวที่ปลูกโดยทั่วไป การไถกลบตอซังและการใช้เครื่องอัดก้อนฟางทำได้ยากเพราะเครื่องจักรไม่ได้ออกแบบมาสำหรับข้าวประเภทนี้ เครื่องอัดก้อนฟางสามารถอัดฟางข้าวได้เพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น ฟางข้าวอีกครึ่งหนึ่งยังอยู่ในแปลง และด้วยลักษณะฟางข้าวที่ยาวและเหนียวทำให้ไม่นิยมนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ ทำให้ต้องจบด้วยการเผาเพื่อจัดการแปลง

ปัจจัยที่ 2 ไฟลามทุ่งยากที่จะดับ ด้วยลักษณะแปลงนาที่ไม่เหมือนแปลงนาทั่วไปที่มีคันนาแยกแปลง การติดไฟจากแปลงหนึ่งสู่แปลงหนึ่งง่ายมาก ประกอบกับแปลงนากับบ้านเกษตรกรอยู่ห่างไกลกัน ทำให้เกษตรกรไม่รู้ว่าแปลงนาตัวเองเกิดไฟไหม้ นอกจากเกษตรกรบางรายที่ลักลอบเผา ยังมีผู้ไม่หวังดี เช่น คนหาหนู หางู และหาปลา มาร่วมด้วยช่วยเผา

ปัจจัยที่ 3 เครื่องจักรโดยเฉพาะเครื่องอัดก้อนฟางและรถไถกลบตอซังมีไม่เพียงพอกับความต้องการ ความต้องการจัดการแปลงของเกษตรกรมักเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันซึ่งเกี่ยวข้องกับการปล่อยน้ำจากระบบชลประทาน และฤดูทำนาตามธรรมชาติ ผู้ให้บริการเครื่องอัดก้อนฟางนิยมเลือกแปลงนาที่อยู่ติดถนนและสามารถเข้าถึงได้ง่ายเพราะต้นทุนให้บริการต่ำสุด

ส่วนแปลงนาที่เข้าถึงยาก มีแปลงขนาดเล็ก และไกลจากถนนต้องจบด้วยการเผาเพื่อจัดการแปลง เพื่อให้สามารถไถจัดการแปลงได้ง่าย

นอกจากนี้แล้วชาวนาเข้าถึงเครื่องไถกลบตอซังและเครื่องอัดฟางแค่ 13 เปอร์เซ็นต์ 73% เข้าไม่ถึงเครื่องอัดก้อนฟาง

ปัจจัยที่ 4 ไม่มีตลาดรับซื้อฟางข้าวที่เพียงพอกับปริมาณฟางข้าวที่มีเยอะมากๆ เมื่อขายฟางข้าวไม่ได้ และไม่รู้ว่าจะเอาไปไว้ที่ไหนนอกแปลงนา ก็ต้องจบด้วยการเผา จากงานวิจัยพบว่า มีเกษตรกรเพียง 5% ของกลุ่มตัวอย่างที่สามารถขายฟางข้าวและมีรายได้จากการขายฟางข้าว

ปัจจัยที่ 5 นโยบายภาครัฐที่เน้นการสั่งห้ามเผา นโยบายภาครัฐที่เน้นการสั่งห้ามเผาพร้อมค่าปรับที่สูงทำให้เกษตรกรหลายรายขาดรายได้จากการขายก้อนฟางข้าวที่อัด เกษตรกรกลัวค่าปรับที่สูงเลยไม่เผากัน ทุกคนต้องการอัดก้อนฟาง ทำให้ปริมาณก้อนฟางมีมากกว่าปริมาณความต้องการรับซื้ออย่างมากมาย ด้วยความกลัวค่าปรับและโทษจากภาครัฐ

เกษตรกรหลายคนจึงให้ฟางข้าวฟรีๆ กับผู้ให้บริการอัดก้อนฟาง เกษตรกรบางรายต้องจ่ายเงินผู้ให้บริการเพื่อให้มาอัดก้อนฟางในแปลง พร้อมเลี้ยงน้ำและรับรองอย่างดี

ปัจจัยที่ 6 การช่วยเหลือที่เข้าถึงเกษตรกรมีน้อยมาก นอกจากคำสั่งห้ามเผาแล้ว ภาครัฐยังช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถเปลี่ยนผ่านจากการเผาไปสู่การไม่เผาน้อยมาก เช่น การอบรม การจัดหาจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง จากการสำรวจเกษตรกรที่ ต.ท่าเรือ มีเกษตรกรถึง 90% ของกลุ่มตัวอย่างที่รายงานว่า ไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ จากภาครัฐเพื่อลดการเผา

ปัจจัยที่ 7 ไม่สามารถเข้าถึงน้ำชลประทานหรือแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้ไม่สามารถใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง แม้พื้นที่เพาะปลูกข้าวใน ต.ท่าเรือ จะอยู่ในเขตชลประทาน แต่ไม่สามารถเข้าถึงน้ำในช่วงฤดูแล้ง เพราะเป็นพื้นที่ท้ายน้ำ เกษตรกรที่อยู่ต้นน้ำ ดึงน้ำไปใช้จนหมด

ปัจจัยที่ 8 ในเรื่องการตระหนักรู้ถึงผลกระทบของฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 มีเกษตรกรถึง 43.88% ของกลุ่มตัวอย่างไม่ทราบหรือทราบน้อยถึงผลกระทบของฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกร 57.14% ของกลุ่มตัวอย่างไม่ทราบหรือทราบน้อยถึงผลกระทบของฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ต่อสุขภาพของตนเองและครอบครัว

เกษตรกร 55.10% ของกลุ่มตัวอย่างไม่ทราบหรือทราบน้อยถึงผลกระทบของฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ต่อสุขภาพของคนในหมู่บ้าน

ปัจจัยที่ 9 ขาดการตระหนักรู้ถึงผลกระทบของฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน เกษตรกรเพียง 34.69% ของกลุ่มตัวอย่างที่รู้ว่าการเผาเพื่อจัดการแปลงทำให้ดินเสื่อมโทรม เกษตรกร 15.31% ยังเชื่อว่าการเผาทำให้ดินมีคุณภาพที่ดีขึ้น และ 50% ยังไม่ทราบผลกระทบของการเผาเพื่อจัดการแปลงว่าทำให้ดินเสื่อมคุณภาพ

ปัจจัยที่ 10 ความเชื่อเรื่องการเผาเป็นเรื่องปกติของคนในพื้นที่ ใครๆ ก็เผากัน งานศึกษาวิจัยค้นพบว่าปัจจัยนี้สำคัญมากๆ ที่ส่งผลต่อการเผาเพื่อจัดการแปลง

อาจารย์วิษณุชี้ว่า ปัญหาการเผาไม่ควรเป็นความรับผิดชอบของเกษตรกรเพียงฝ่ายเดียว แต่สะท้อนให้เห็นว่าบทบาทของภาครัฐในพื้นที่ยังมีอยู่อย่างจำกัด มาตรการที่เน้นคำสั่งห้ามเผานั้นสร้างภาระเพิ่มเติมให้แก่เกษตรกรจำนวนมาก

อาจารย์วิษณุมี 7 ข้อเสนอเพื่อลดการเผาในนาข้าวที่น่าสนใจ เช่น กำหนดโซนจัดการฟางและตอซังเฉพาะพื้นที่ สร้างตลาดฟางและจัดหาที่กองฟาง ตั้งศูนย์เครื่องจักรระดับตำบล สหกรณ์จัดระบบคิวบริการแบบโปร่งใส ปรับเปลี่ยนนโยบายจากสั่งห้ามมาเป็นจูงใจให้เลิกเผา

ติดตั้งเครื่องวัดฝุ่นพิษให้ชาวนาชาวไร่เห็นกับตาว่ามีผลกระทบร้ายแรงแค่ไหน รวมไปถึงปรับเปลี่ยนความเชื่อที่ว่า เผาดีต่อดี และเปลี่ยนบรรทัดฐานของชุมชนด้วยการทำข้อตกลงลดเผามีกลไกติดตามตรวจสอบกันเอง

ผลการวิจัยและแนวทางเสนอแก้ปัญหาฝุ่นพิษจากการเผาซังข้าวของอาจารย์วิษณุชิ้นนี้ รัฐบาลใหม่ควรนำไปเขียนในนโยบายสิ่งแวดล้อมนอกเหนือจากนโยบายลดควันดำจากรถยนต์



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สิ่งใหม่หลังเลิก MoU ! | สุรชาติ บำรุงสุข
E-DUANG | กรณี สุรพล นิติไกรพจน์ ท่ายาก พรรคประชาชน
ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน