ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์
กลายเป็น “ปกประวัติศาสตร์” ไปแล้วสำหรับปก “มติชนสุดสัปดาห์” เล่มที่ผ่านมา
“ราษฎรทั้งหลาย ใบอนุญาตที่ 1 อยู่ในมือเรา”
ใช้ตัวอักษรใหญ่ๆ สีขาว พื้นดำ
มีรูปคนกำหมัดและชูมือ
เรียบง่าย แต่ทรงพลังมาก
และเจ้าหนูจุกจอมกวน ยืนอยู่ข้างล่างด้านซ้าย พร้อมยิงมุขเบาๆ
“8 กุมภาพันธ์ ยืนตรงเคารพ เสียงประชาชน”
ล้อเลียนกับคำวิจารณ์ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่ไม่ยอมยืนตัวตรงเคารพเพลงชาติ
เจ้าหนูจุกตัวนี้อายุน่าจะประมาณ 30 ปี
แต่ยังไม่ยอมแก่
ยังเป็นเด็กตลอดกาล
ปกเล่มนี้กลายเป็น “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์” ไปในเวลาอันรวดเร็ว
เมื่อมีคนโพสต์รูปปกนี้ลงในโซเชียลมีเดีย
และมีการแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก
โลกออนไลน์ทำให้คนเห็นปกหนังสือมากกว่าจะเห็นตัวหนังสือจริงๆ
ในทางด้านการประชาสัมพันธ์ ถือว่าประสบความสำเร็จมาก
แต่ถ้าจ่ายเงินซื้อหนังสือ เราคงดีใจกว่า 555
ปกนี้ทำให้เกิดการวิเคราะห์วิจารณ์กันหลายเรื่อง
อย่างเช่น การใช้คำว่า “ราษฎร” เพราะอะไร
หรือการนำหัว “มติชนสุดสัปดาห์” ไว้ด้านล่าง เป็นการแสดงถึงความเคารพต่อเสียงของประชาชน
ชอบ…
ปกเล่มนี้วางแผงก่อนการเลือกตั้ง
บรรยากาศช่วงโค้งสุดท้าย พรรคประชาชนคึกคักมาก
กองเชียร์มั่นใจว่าพรรคประชาชนจะชนะการเลือกตั้ง
และได้จัดตั้งรัฐบาลประชาชน
แต่หลังปิดหีบเลือกตั้งและเริ่มนับคะแนน
ผลการเลือกตั้งออกมาไม่ตรงกับความคาดหวังของกองเชียร์
พรรคภูมิใจไทยคะแนนนำตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ
และนำแบบห่างมาก ไม่มีลุ้นเลย
ผมจัดรายการที่ “ไทยรัฐทีวี” ตั้งแต่ก่อนปิดหีบเลือกตั้ง จนเวลา 1 ทุ่ม
จากนั้นก็ย้ายไปที่ The Standard ตอน 4 ทุ่ม
ไปจัดรายการ The Power Game ภาคพิเศษเป็นการปิดจบรายการถ่ายทอดสดการเลือกตั้ง 2569
ตอนนั้นรู้ผลการเลือกตั้งแล้วว่าพรรคภูมิใจไทยชนะแบบถล่มทลาย
196 ที่
พรรคประชาชนได้แค่ 116 ที่
แฟนๆ The Standard ส่วนใหญ่คือ “คนรุ่นใหม่”
คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เชียร์ “พรรคประชาชน”
อยากเห็น “ความเปลี่ยนแปลง
น้องๆ มีประสบการณ์เรื่องการเมืองน้อยกว่ารุ่นผม
ผ่านความเสียใจ และความผิดหวังน้อยกว่า
เกราะป้องกันความผิดหวังน่าจะบางกว่าคนรุ่นผมมาก
เขาย่อมรู้สึกเสียใจเมื่อพรรคที่เชียร์พ่ายแพ้
ในขณะที่ผมมองการเลือกตั้งครั้งนี้ในอีกมุมหนึ่ง

“ความพ่ายแพ้” เป็นบททดสอบที่สำคัญของชีวิต
การรับมือกับ “ความเสียใจ” และ “ความผิดหวัง” ทางการเมืองก็เหมือนกับทุกเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเรา
เราผ่านมันมาได้อย่างไร
และได้เรียนรู้อะไรจาก “ความพ่ายแพ้” บ้าง
ประสบการณ์ที่เห็นการเมืองไทยมายาวนาน ทำให้ผมมอง “ชัยชนะ” หรือ “ความพ่ายแพ้” ของพรรคการเมืองเป็นเรื่องธรรมดา
เป็นเรื่องชั่วคราว
ไม่ได้ยั่งยืน
คุณทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย เคยชนะอย่างถล่มทลาย
และชนะอย่างต่อเนื่องมาตลอด
แต่ก็มีวันพ่ายแพ้
พรรคชาติไทยเคยชนะการเลือกตั้ง คุณบรรหาร ศิลปอาชา เคยเป็นนายกรัฐมนตรี
วันนี้คุณวราวุธ ศิลปาอาชา ก็ต้องพาทีมสุพรรณฯ มารวมกับพรรคภูมิใจไทย
พรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยชนะเลือกตั้ง มีหัวหน้าพรรคเป็นนายกฯ มาหลายคน
วันหนึ่งก็เหลือที่นั่งเพียง 20 กว่าเสียง
พรรคภูมิใจไทยกว่าจะยิ่งใหญ่ในวันนี้ เขาก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน
เป็นพรรคขนาดกลางที่ไม่มีใครคิดว่าจะกลายเป็นพรรคใหญ่และชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย
แต่เขาก็มีวันนี้
พรรคประชาชนเพิ่งผ่านการเลือกตั้งมาแค่ 3 ครั้ง
ลงเลือกตั้งครั้งที่ 2 ก็ชนะการเลือกตั้ง
แม้จะไม่ได้เป็นรัฐบาล
แต่การกระโดดจาก 81 เสียงในครั้งแรก
เป็น 151 เสียงในการเลือกตั้งครั้งที่ 2
ถือเป็นการก้าวกระโดดที่เหลือเชื่อ
ยิ่งเป็นพรรคที่ไม่มีการซื้อเสียงเลือกตั้งเลย
ยิ่งถือเป็นก้าวที่มหัศจรรย์ของระบอบประชาธิปไตยไทย
เป็นพัฒนาการที่น่าชื่นชม
การได้ ส.ส. 116 เสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้
หลายคนอาจมองว่าเป็น “ความพ่ายแพ้” ที่น่าผิดหวัง
เพราะได้ ส.ส.น้อยกว่าเดิม
และต่ำกว่าเป้าหมายในใจของคนในพรรคและกองเชียร์มาก
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ถ้าย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ปรากฏการณ์นี้เป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่ง
ทุกพรรคมีขึ้น-มีลง
ตัวเลข 116 อาจน้อยกว่า 151 ในครั้งที่แล้ว
แต่ก็มากกว่า 81 ในครั้งแรก
ถ้าเป็นภาษาหุ้น ต้องเรียกว่านี่คือ “การปรับฐาน”
อาจเป็นภาวะการย่อขาเพื่อก้าวกระโดดก็ได้
คนเราจะโดดสูงได้
ต้อง “ย่อขา” ให้เป็น
ตอนจบรายการ ผมตั้งใจเตรียมเรื่องที่จะไปเล่าให้ “คนรุ่นใหม่” ที่เป็นแฟนๆ The Standard
…ประชาธิปไตยไม่มีใครชนะตลอดไป
และไม่มีใครแพ้ตลอดไป
การยอมรับความพ่ายแพ้
คือ ชัยชนะของระบอบประชาธิปไตย
การเลือกตั้งอาจทำให้เราแพ้
แต่การยอมรับผลอย่างสง่างาม
ทำให้ประชาธิปไตยชนะ
การพ่ายแพ้ไม่ใช่ “จุดจบ”
แต่มันคือ 1 บทของการเดินทางที่ยาวกว่านั้น
ทุกคนมี “ความฝัน”
แต่เป็น “ความฝัน” ที่แตกต่างกัน
เรามีความฝันอย่างหนึ่ง
เพื่อนเรา พี่เรา หรือคนอื่นๆ ก็อาจมีความฝันที่ไม่เหมือนกับเรา
แต่ทุกคนคือคนไทยเหมือนกัน
เพียงแต่ฝันต่างกัน
เราต้องเคารพความฝันของผู้อื่นด้วย
ต้องยินดีกับผู้ชนะให้เป็น
เพราะนี่คือ จิตวิญญาณของ “ประชาธิปไตย”
ผมนึกถึงคำพูดของ “วินสตัน เชอร์ชิล”
เขาบอกว่า “ความสำเร็จ” ไม่ใช่ “สิ่งถาวร”
“ความล้มเหลว” ไม่ใช่ “จุดจบ”
สิ่งสำคัญคือ “ความกล้า” ที่จะเดินต่อไป
“ตถตา”
…มันเป็นเช่นนั้นเอง
