E-DUANG
อะไรคือความจำเป็นที่พรรคภูมิใจไทยต้อง”ปฎิบัติ”ต่อพรรคกล้าธรรมอย่างที่เห็น
ทั้งๆที่อยู่ในห้วงซึ่งกำลังจัดตั้งรัฐบาล
หากประเมินจากการตัดสินใจของพรรคกล้าธรรมเมื่อเดือนกันยายน 2568 เหมือนกับพรรคภูมิใจไทย
ไร้”น้ำใจ” หมด”ไมตรี”
นอกเหนือจากข้อเสนอของพรรคประชาชนแล้วก็ต้องยอมรับ ว่าการเปลี่ยนจากที่เคยยืนหยัดอยู่กับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมาเป็น ฝ่ายเดียวกับพรรคภูมิใจไทย
ทำให้ 71 เสียงของพรรคภูมิใจไทยมีน้ำหนักและมีความเป็นไปได้ในทางการเมือง
แล้วเหตุใดพรรคภูมิใจไทยจึงทำเหมือนไร้น้ำใจ ไร้ไมตรี
หากดูจากบทเรียนการเมืองระดับโลก นี่คือสิ่งที่จีนเรียกว่า”สงครามสั่งสอน”เมื่อจีนบุกเข้าไปกระหน่ำเวียดนาม
หลังเวียดนามบุกเข้ายึดและโค่นรัฐบาลพอลพตเมื่อปี 2522
ขณะที่จีนต้องการสั่งสอนเวียดนาม ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พรรคภูมิใจไทยก็ต้องการสั่งสอนพรรคกล้าธรรม
กำราบให้รู้ว่า”ไผเป็นไผ”ในทางการเมือง
เมื่อฟังแถลงจากเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยก็เด่นชัดว่า ไม่เพียงแต่พรรคกล้าธรรมเท่านั้น หากแม้กระทั่งพรรคเพื่อไทยก็มิได้อยู่ในข่ายยกเว้น
ถ้าต้องการจะ”ร่วม”เป็นส่วนหนึ่งใน”รัฐบาล”ก็ต้องแสดงความจำนง
คำถามอยู่ที่ทั้งๆที่พรรคกล้าธรรมสำแดงแล้ว
เหตุปัจจัยอะไรท่าทีของพรรคภูมิใจไทยจึงแตกต่างในเชิง เปรียบเทียบกับพรรคเพื่อไทย
เรื่องนี้จึงต้องดูท่าทีของพรรคกล้าธรรม
ไม่ว่าจะมองผ่านหัวหน้าพรรค ไม่ว่าจะมองผ่านเลขาธิการพรรค ต้องยอมรับว่าพรรคกล้าธรรมมีความเด่นชัด
เด่นชัดว่าต้องเป็นส่วนหนึ่ง”ร่วม”อยู่ในรัฐบาล
ใครก็ตามที่เกาะติดแต่ละคำพูดของ”ผู้นำจิตวิญญาณ”พรรค กล้าธรรมก็จะประจักษ์
ประจักษ์ในความโอนอ่อนผ่อนปรน
ในเบื้องต้น อาจแข็งกร้าว มีลักษณะข่มขู่ตามความเคยชินที่เติบใหญ่มา
ในเบื้องกลางก็ปรับตัวเข้ากับสภาพอย่างเป็นจริง
ทางเลือกที่ปล่อยให้การเจรจาอยู่ในมือหัวหน้าพรรค เลขาธิ การพรรค แล้วปลีกวิเวกไปต่างประเทศ คล้ายกับเป็นการถอย
กระนั้น ก็ยังเป็นการถอยในลักษณะ”รุก”
การต่อรองระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคกล้าธรรมเป็นเงาสะท้อนอันเป็นปรกติยิ่งของการเมืองไทย
การเมืองที่ล้วนแล้วแต่มี”หลังพิง”เป็นของตนเอง
การเมืองที่รวมตัวกัน แยกห่างจากกัน ต่อสู้และร่วมมือเพื่อต่อสู้กับปรปักษ์อีกปรปักษ์ในทางการเมือง
เป็นการเมือง”เก่า” เป็นภาพ”เก่า”ตามความเคยชิน
แต่ก็เป็นความเคยชินที่สังคมจะต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจเนื่องจากคือความเป็นจริง
ไม่ว่าของพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าของพรรคกล้าธรรม
