bg-single

ราคา ‘ความเชื่อมั่น’

22.02.2026

ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์

ผมเป็นแฟนคลับของคุณแสวง บุญมี เลขาฯ กกต. และคณะกรรมการ กกต.ทุกท่าน

หรือสรุปสั้นๆ ว่าเป็น “แฟนคลับ กกต.”

หลังการเลือกตั้ง มีคนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของการเลือกตั้งครั้งนี้

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการซื้อเสียงเลือกตั้ง ที่ครั้งนี้มีการซื้อเสียงเยอะที่สุดตั้งแต่เป็นนักข่าวมา

และจำนวนเงินที่ซื้อเสียงก็สูงมาก

หัวละ 500 เป็นเรื่องปกติ

1,000 เป็นเรื่องธรรมดา

พรีเมี่ยมจัดๆ ต้อง 1,500-2,000 บาท

สมัยก่อนยังอยู่ที่ 200 และ 300 บาทอยู่เลย

500 ถือว่า “พรีเมี่ยม” สุดๆ

แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งอื่น เพราะมีการซื้อเสียงกันทุกพื้นที่ในอัตราที่สูงมาก

ที่รู้แบบนี้เพราะผมบอกแฟนเพจ “หนุ่มเมืองจันท์” ให้ช่วยส่งข้อมูลในพื้นที่ว่าพรรคไหนจ่ายเงินซื้อเสียงเท่าไร

โห…เข้ามาจน inbox แทบระเบิด

รู้เลยว่าพื้นที่ไหน พรรคอะไรแข่งกับพรรคอะไร

และยิงกันสนั่นหวั่นไหวแค่ไหน

ลองเอาจำนวนเสียง ส.ส.เขต มาคำนวณเล่นๆ

ถ้าอัตราการยิงเข้าเป้า 70% ตกหล่น 30%

คูณด้วย 500 เป็นอัตราต่ำสุด

และคูณด้วย 1,000 เป็นอัตราสูงสุด

เราจะเห็นตัวเลขต่ำสุดและสูงสุดของการลงทุนธุรกิจ

ทุกคนสามารถสนุกกับตัวเลขนี้ได้นะครับ ด้วยการเข้าไปในเว็บไซต์ กกต. และดูผลการเลือกตั้ง

คำนวณเล่นๆ แล้วจะขนลุก

เป็นตัวเลขที่น่าตกใจมาก

ถ้าเป็นการลงทุนธุรกิจก็ต้องบอกว่าเป็นการลงทุนใหญ่นับหมื่นล้าน

หากหวังผลกำไรทางธุรกิจสัก 20%

ผลที่ตามมาก็คือ เราคงจะได้เห็นตึกถล่ม วงแหวนทรุด อาคารสร้างไม่เสร็จ ไม่มีคนใช้

หรือจัดกีฬาระดับชาติแต่เหมือนกีฬาแห่งชาติ

…อย่างแน่นอน

ในขณะที่คนทั่วประเทศรู้ว่ามีการซื้อเสียง

ตัวอย่างที่ดีที่สุดก็คือ การประท้วงที่ชลบุรี มีคนปราศรัยโจมตี กกต.ที่จับคนซื้อเสียงไม่ได้

เขาตะโกนถามผู้ชุมนุมว่าที่เมืองชลซื้อเสียงหัวละเท่าไร

ผู้ชุมนุมที่ต่างคนต่างมา ต่างพื้นที่ตะโกนเป็นเสียงเดียวกัน

“ห้าร้อย”

ครับ มองจากดาวอังคารก็รู้ว่าเลือกตั้งครั้งนี้ซื้อเสียงกันสะบั้นหั่นแหลก

แต่ กกต.ไม่รู้

ยัง..ยังไม่พอ

ยังมี “รอยตำหนิ” เต็มไปหมดในการนับคะแนนตามหน่วยต่างๆ

มีทั้งลงคะแนนผิด

ผลการเลือกตั้งที่ส่งไป กกต.อำเภอ ไม่ตรงกับผลที่นับคะแนน

มี “บัตรเขย่ง” หลายรูปแบบ

ตั้งแต่จำนวนจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง น้อยกว่าจำนวนเสียงที่นับได้

มีการเพาะพันธุ์ “บัตรเลือกตั้ง” ในกล่องลงคะแนนจนงอกงามขึ้นมา

หรือที่น่าเกลียดที่สุดคือ จำนวนบัตรเลือกตั้ง ส.ส.เขต มากกว่าบัตรเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติมาก

เพราะทุกคนรับบัตรสีเขียวกับสีชมพูมาเหมือนกัน

จากนั้นก็นำไปหย่อนบัตรคนละกล่อง

ถามจริงๆ จะมีคนหย่อนบัตรใบหนึ่ง แล้วลืมหย่อนบัตรอีกใบหรือ

หรืออยากเอาบัตรสีชมพูไปเป็นที่ระลึก

เรื่องแบบนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น

หรือถ้าบังเอิญเกิดขึ้น ก็ควรจะมีจำนวนน้อยมาก

หน่วยเลือกตั้งหนึ่งเกิน 1 ใบก็ผิดปกติแล้ว

แต่ปรากฏว่า หลายหน่วยเลือกตั้งมากที่มีจำนวนบัตรสีเขียวมากกว่าบัตรสีชมพู หลายสิบใบ หรือเป็นร้อยใบ

สิ่งที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้จึงทำให้คนรู้สึกว่าการเลือกตั้งไม่ยุติธรรม และไม่โปร่งใส

ยังไม่รวมเรื่องกระบวนการดูแลหีบเลือกตั้งที่ชลบุรี

และกระดาษคะแนนที่ถูกทิ้งที่บ่อขยะสมุทรปราการ

เรื่องเหล่านี้ถมทับกันมาเรื่อยๆ

ก่อนที่จะเกิดเรื่อง “บาร์โค้ด”

ในการแข่งขันฟุตบอล ก่อนที่จะมี VAR ช่วยให้คำตัดสินน่าเชื่อถือมากขึ้น

เราใช้ “ดุลพินิจ” ของ “กรรมการ” เป็นหลัก

ในเกมจะเกิดการทำผิดกติกาขึ้นเป็นประจำ

กรรมการจะทำหน้าที่ชี้ขาดว่าการปะทะกันครั้งนี้ใครผิด

แน่นอน ย่อมมีข้อถกเถียงจากแฟนของทั้ง 2 ทีมอยู่เป็นประจำ

แต่ถ้ากรรมการคนไหนตัดสินอย่างเที่ยงธรรม

และสั่งสมความน่าเชื่อถือมาเรื่อยๆ

ต่อให้ครั้งนี้เขาจะตัดสินผิดพลาดในบางครั้ง

แต่คนดูก็จะเชื่อว่าเขาไม่ได้ช่วยเหลือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

เป็นความผิดพลาดปกติธรรมดาของคน

“กกต.” ก็เหมือนกับ “กรรมการ” ฟุตบอล

เจ้าหน้าที่ที่นับคะแนนก็เช่นกัน

ถ้าสั่งสมความน่าเชื่อถือมาเรื่อยๆ

ความผิดพลาดในบางเรื่องคนส่วนใหญ่ก็จะยอมรับได้

เพราะเชื่อว่าไม่ตั้งใจ

แต่ กกต.ชุดนี้ไม่ได้ทำให้เกิดศรัทธาแบบนี้

ตั้งแต่กรณี “ฮั้ว ส.ว.” ที่มีคนบอกว่ามองจากดาวอังคารก็รู้ว่าฮั้วกัน

แต่ตอนนี้ 2 ปีกว่าแล้ว กกต.ก็ยังรำวงอยู่เลย

เรื่องยังไม่ไปถึงไหน

หรือเรื่องการประชาสัมพันธ์ให้คนลงทะเบียนลงคะแนนเสียงล่วงหน้า

กกต.ก็ไม่รู้สึกรู้สาอะไร ทั้งที่อีก 3 วัน คนยังไม่รู้ว่า กกต.เปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้าแล้ว

คนมาลงทะเบียนก็น้อยกว่าปี 2566 ถึงเท่าตัว

แทนที่จะกระตือรือร้น กกต.กลับนิ่งเฉย

เหมือนเป็นหน้าที่ของประชาชนที่ต้องหาทางรู้เอง

และยังเรื่องอื่นๆ อีกมากที่สั่งสมจนทำให้คนรู้สึกไม่เชื่อมั่นในความเป็นกลางของ กกต.

เหมือนมีเจตนาอะไรบางอย่าง

ดังนั้น เมื่อมีคนเปิดประเด็นเรื่องการทำ “บาร์โค้ด” และ “คิวอาร์โค้ด” ที่บัตรเลือกตั้ง

และเมื่อสแกนแล้วก็สามารถรู้ได้ว่าบัตรนั้นเลขที่อะไร

พอมาเทียบกับข้อมูลเอกสารต้นขั้ว

ก็จะรู้เลยว่าใครลงคะแนนให้ผู้สมัครคนไหน

การเลือกตั้งนี้จึงไม่เป็น “ความลับ”

เรื่องใหญ่เลยครับ เพราะผู้เชี่ยวชาญเรื่องไอทีเริ่มขุดคุ้ยข้อมูลไปเรื่อยๆ

ผู้บริหาร กกต.ก็ออกมายอมรับว่า “บาร์โค้ด” นั้นสามารถระบุตัวตนคนลงคะแนนได้

แม้จะพยายามอธิบายว่ายากมากที่จะทำได้

แต่ “ยาก” ไม่ใช่จะ “ทำไม่ได้”

“ฮั้ว ส.ว.” ที่ว่า “ยาก” ยังมีคนทำสำเร็จมาแล้วเลยครับ

สุดท้าย แม้ กกต.ไม่เจตนาต้องการทำเพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตร

แต่ด้วยเครดิตเก่าที่สั่งสมมา

คนส่วนใหญ่จะตีความไปอีกอย่างหนึ่ง

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญยิ่ง

ไม่ว่าคุณจะมีอำนาจแค่ไหน

ไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะป้องกันคุณไม่ให้ถูกถอดถอนก็ตาม

แต่ถ้าปราศจาก “ศรัทธา” และ “ความน่าเชื่อถือ”

“อำนาจ” นั้นก็ไร้ความหมาย

“ความน่าเชื่อถือ” จึงเป็น “ต้นทุน” ที่สำคัญมาก

เพราะถ้าสูญเสียไปแล้ว

ก็ยากจะเรียกกลับคืนมาได้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สิ่งใหม่หลังเลิก MoU ! | สุรชาติ บำรุงสุข
E-DUANG | กรณี สุรพล นิติไกรพจน์ ท่ายาก พรรคประชาชน
ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน