E-DUANG
การออกหมายจับ เบน สมิธ และภรรยา ก่อให้เกิดคำถามแหลมคมทางการเมือง
เป็นเรื่อง”การเมือง” หรือเป็นการปฎิบัติอย่างเป็น”ปรกติ”
นั่นก็คือ เมื่อมีกรณีเกิดขึ้น ปรากฏหลักฐานอย่างเป็นที่แจ้งชัด เจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการไปตามขั้นตอน
ในเมื่อการนี้เป็นของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
ทั้งๆที่เด่นชัดว่าเป็นเรื่องตามวงรอบอันชอบด้วยการปฏิบัติแล้วเหตุใดจึงถูกมองว่าเป็น”การเมือง”
นั่นย่อมพิจารณาจาก”บริบท”อันเป็น”องค์ประกอบ”
เป็นบริบทอันเนื่องแต่สถานะของ เบน สมิธ เป็นบริบทอันเนื่องแต่ความสัมพันธ์ของ เบน สมิธ ที่มากด้วยความซับซ้อน โลดโผน
“บริบท”ของ เบน สมิธ นั่นแหละที่กลายเป็น”การเมือง”
แม้ว่าทิศทางของกรณีจะเป็นไปในทิศทางที่พรรคประชาชนเพียร พยายามอย่างเต็มเรี่ยวแรง แต่สังคมก็แทบไม่ให้การยอมรับต่อบทบาทอันมาจากพรรคประชาชน
อาจมีส่วนในการเคลื่อนไหว แต่เมื่อเป็นเรื่อง”การเมือง”จึงเนื่องแต่ปัจจัยความขัดแย้ง”ภายใน”มากกว่า
เป็นมุมมองต่อลักษณะการเบียดขบ แย่งชิงทางการเมือง
เนื่องแต่ภาพของ เบน สมิธ ไม่เพียงปรากฏอยู่กับผู้ใหญ่บางคนในพรรคเพื่อไทย ผู้ใหญ่บางคนในพรรคกล้าธรรม
หากแม้กระทั่งในพรรคภูมิใจไทยก็ไม่เว้น
ยิ่งกว่านั้น ภาพของ เบน สมิธ ที่ได้รับการโอบไหล่โอบหลังจาก”บิกทหาร”บางคนยิ่งเด่นชัด
ตรงนี้เองที่ทำให้กรณี เบน สมิธ กลายเป็นคำถาม
คำถามนี้ย่อมสัมพันธ์กับสถานะและความเป็นจริงที่ผู้ใหญ่บางคนของพรรคเพื่อไทยกำลังประสบ
ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่
คำถามนี้ย่อมสัมพันธ์กับสถานะและสภาพที่ผู้ใหญ่บางคนของพรรคกล้าธรรมกำลังเผชิญ
เหมือนกับถูกกดบีบให้อยู่ในที่ทางที่ไม่ปรารถนา
แม้พรรคกล้าธรรมจะเคยแนบแน่นกับพรรคภูมิใจไทยในการจัดตั้งรัฐบาลตาม MOA เมื่อเดือนกันยายน 2568 แต่ ณ วันนี้ก็ถูกกักบริเวณ
และที่สุดแม้กระทั่งเครือข่ายของ เบน สมิธ ที่ได้รับการยกเว้นมาอย่างต่อเนื่องก็ถูกลูบคม
ลูบคมตั้งแต่คำสั่งยึดทรัพย์ การออกหมายจับกลายเป็นคดี
เฉพาะหน้าก็ทำให้ความพยายามในการสร้างความบริสุทธิ์สะอาดให้กับ เบน สมิธ เริ่มกลายเป็นปัญหา
ภาพของ เบน สมิธ จึงเป็นคำถาม ความสงสัยทางการเมือง
ความแหลมคมเป็นอย่างสูงก็คือ หมายจับต่อ เบน สมิธ บังเกิดขึ้นในระหว่างการเคลื่อนไหวจัดตั้งรัฐบาล
เป็นการจัดแถวทางการเมืองอย่างสำคัญ
สัมผัสได้ในการสร้างพันธมิตรระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย
ท่ามกลางความสงสัยต่อสถานะของพรรคกล้าธรรม
