ฮิว เอเวอเรตต์ นักฟิสิกส์ผู้ถูกปรามาสว่า ‘โง่สุดแสนจะบรรยาย’ แต่ภายหลังมีชื่อเป็นอมตะ
Multiverse | บัญชา ธนบุญสมบัติ
ในบทความก่อนหน้านี้ ผมได้เล่าเรื่องการตีความแบบหลายโลก (Many-worlds Interpretation) ในกลศาสตร์ควอนตัมกันไปแล้ว
คราวนี้จึงอยากชวนมารู้จักผู้ที่เสนอแนวคิดสุดพิสดารไม่แพ้ Sci-Fi นี้กันครับ
เขาคือ ฮิว เอเวอเรตต์ ที่ 3 (Hugh Everett III) ซึ่งผมจะขอเรียกสั้นๆ ว่า ฮิว เอเวอเรตต์ หรือเอเวอเรตต์เฉยๆ
ชีวิตของเอเวอเรตต์มีหลายแง่มุม ทั้งการเสนอแนวคิดทางทฤษฎีที่สุดพิสดาร การทำงานด้านความมั่นคงในเพนตากอน รวมทั้งการแสวงหาความสำเร็จในโลกธุรกิจ
เขายังมีบุคลิกที่ชัดเจนและมักมีแนวคิดที่โดดเด่น
ฮิว เอเวอเรตต์ เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ.1930 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีเกร็ดประวัติศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับวันที่เขาเกิดที่อยากแทรกไว้เล็กน้อย เพราะวันเดียวกันนี้เป็นวันที่บทความ RELIGION und WISSENSCHAFT เขียนโดยไอน์สไตน์ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์รายวันยักษ์ใหญ่ Berliner Tageblatt ของเยอรมนี
ในบทความนี้เองที่ไอน์สไตน์ใช้คำว่า kosmische Religiosit?t อันหมายถึง ความศรัทธาในความเป็นระเบียบมีกฎเกณฑ์ของจักรวาล แต่คำคำนี้มักถูกแปลเป็น cosmic religion หรือศาสนาแห่งจักรวาล ซึ่งไม่ตรงกับสิ่งที่ไอน์สไตน์ต้องการสื่อสาร
พ่อของเขาคือ ฮิว เอเวอเรตต์ จูเนียร์ (Hugh Everett Jr.) เป็นพนักงานองค์กรของรัฐและเป็นนักแม่นปืนมือฉมัง เพราะในปี ค.ศ.1928 ได้ทำสถิติโลกในการยิงปืนไรเฟิลแม่นระยะ 1,000 หลา
ส่วนแม่มีชื่อก่อนแต่งงานคือ แคเธอรีน เคนเนดี (Katherine Kennedy) เป็นบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน และเป็นนักเขียนหน้าใหม่
อย่างไรก็ดี พ่อและแม่ของฮิว เอเวอเรตต์ หย่าร้างกันในช่วงปลายทศวรรษ 1930 ทำให้เขาต้องอยู่กับพ่อและแม่เลี้ยง
แคเธอรีน แม่ของเอเวอเรตต์ เคยได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวชเป็นระยะเวลาหนึ่ง และด้วยความที่เธอเป็นนักเขียน จึงมีผลงานเรื่องสั้นและกวีนิพนธ์จำนวนมากในนิตยสารแนววรรณกรรมและสิ่งพิมพ์อื่นๆ
มีแง่มุมน่าฉุกคิดคือ แม่ของเอเวอเรตต์มักเขียนเรื่องเกี่ยวกับอภิปรัชญาและอวกาศ ประเด็นนี้ชวนให้คิดเชื่อมโยงกับแนวคิดพิสดารของเอเวอเรตต์เรื่องการตีความแบบหลายโลกไม่น้อยทีเดียว
เอเวอเรตต์เริ่มฉายแววนักคิดตั้งแต่อายุ 12 ปี เมื่อหนุ่มน้อยเขียนจดหมายไปถามไอน์สไตน์ว่า สิ่งที่ยึดเหนี่ยวเอกภพเข้าไว้ด้วยกันนั้นมีลักษณะสุ่มหรือมีความเป็นเอกภาพ ไอน์สไตน์ได้ตอบกลับในจดหมายลงวันที่ 11 มิถุนายน ค.ศ.1943 มีใจความว่า
“ฮิวที่รัก :
ไม่มีสิ่งใดที่เป็นแรงที่ไม่อาจต้านทานได้ หรือเป็นวัตถุที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ แต่ดูเหมือนว่าจะมีเด็กชายที่ดื้อรั้นมากอยู่คนหนึ่งซึ่งพยายามบุกฝ่าอุปสรรคอันแปลกประหลาดที่สร้างขึ้นมาเอง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้โดยได้รับชัยชนะ
ด้วยความนับถือ, อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์”

ที่มา: https://en.wikipedia.org/wiki/Hugh_Everett_III
เมื่อเรียนจบมัธยมปลาย ฮิว เอเวอเรตต์ เป็นคนที่มีความคิดอ่านแบบปัญญาชน ต่อมาในปี ค.ศ.1953 เขาได้รับปริญญาตรีด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง (magna cum laude)
ครอบครัวของเขาไม่ได้มีฐานะร่ำรวย ในขณะนั้นพ่อมียศเป็นพันเอก ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการฐานส่งกำลังบำรุงแคมารอน สเตชัน (Cameron Station) ในเมืองอะเล็กแซนเดรีย รัฐเวอร์จิเนีย แต่เอเวอเรตต์ก็สามารถเข้าศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน โดยได้รับทุนจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Science Foundation) หรือ NSF
แม้ว่าเอเวอเรตต์จะสนใจฟิสิกส์ทฤษฎี แต่ตอนแรกเขาได้รับการตอบรับให้เข้าเรียนในภาควิชาคณิตศาสตร์ ทุน NSF กำหนดให้ทำงานวิจัยด้านทฤษฎีเกม (game theory)
อย่างไรก็ตาม ในตอนนั้นเขามีเป้าหมายหลักคือ เตรียมตัวสอบวัดความรู้ทั่วไป และหาทางย้ายไปเรียนที่ภาควิชาฟิสิกส์
ในปี ค.ศ.1954 เอเวอเรตต์ย้ายไปที่ภาควิชาฟิสิกส์ โดยมีแฟรงก์ ชูเมกเกอร์ (Frank Shoemaker) เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา วิชาที่เขาตั้งใจศึกษาตลอดทั้งปีคือ ‘วิธีการทางฟิสิกส์เชิงคณิตศาสตร์’ โดยเรียนกับ ยูจีน วิกเนอร์ (Eugene Wigner)
ที่ภาควิชาฟิสิกส์ เขามีเพื่อนสนิท เช่น เฮล ทรอตเตอร์ (Hale Trotter), ฮาร์วีย์ อาร์โนลด์ (Harvey Arnold) และชาร์ลส์ มิสเนอร์ (Charles Misner) โดยเฉพาะกับมิสเนอร์นั้น เขารักษามิตรภาพไว้อย่างเหนียวแน่นตลอดชีวิต
นีลส์ โบร์ เคยได้เดินทางไปเข้าร่วมการสัมมนาที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นได้ตีพิมพ์ภาพถ่ายเขา รายล้อมด้วยมิสเนอร์, ทรอตเตอร์, เอเวอเรตต์ และเดวิด แฮร์ริสัน ในภาพนั้นเอเวอเรตต์ดูผอมเพรียว ใบหน้าคมสัน และมีบุหรี่ในมือ (คนที่สองจากขวา สวมสูทสีอ่อน)
คาดว่า ในขณะนั้นเอเวอเรตต์น่าจะสูบบุหรี่จัดมากแล้ว ญาติและคนใกล้ชิดระบุว่าเขาสูบมากถึงวันละสามซอง ซึ่งเป็นนิสัยที่อาจส่งผลอันตรายต่อตัวเขาเองและภรรยาที่ได้รับควันบุหรี่ที่เขาสูบ

ภาพถ่ายโดย ยูจีน ชิคอฟต์เซฟ
ที่มา: https://plus.maths.org/many-lives-hugh-everett-iii
เอเวอเรตต์มีโอกาสได้รู้จักกับโอเกอ พีเทอร์เซิน (Aage Peterson) ผู้ช่วยของโบร์ ซึ่งสนใจกลศาสตร์ควอนตัมอย่างยิ่ง ในงานเลี้ยงครั้งหนึ่งที่วิทยาลัยบัณฑิตศึกษา หลังจากดื่มเชอร์รี่ (sherry – ไวน์เสริมบรั่นดีทำให้มีดีกรีสูงกว่าปกติ) ไปได้ที่แล้ว เอเวอเรตต์ได้สนทนา (น่าจะเป็นวิวาทะ) กับพีเทอร์เซินและมิสเนอร์ เกี่ยวกับปฏิทรรศน์หรือความย้อนแย้งของกลศาสตร์ควอนตัม
ในการสนทนานั้นเองที่ฮิว เอเวอเรตต์ ผุดไอเดียเกี่ยวกับ ‘ฟังก์ชั่นคลื่นของเอกภพ’ และ ‘ฟังก์ชั่นคลื่นย่อย’ อย่างที่ผมเล่าไว้แล้วในครั้งก่อน แนวคิดนี้ได้กลายเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่ทำให้ชื่อของเขาเป็นที่กล่าวถึงจนถึงปัจจุบัน
เอเวอเรตต์ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อเตรียมตัวสอบวัดความรู้ทั่วไป เขาสอบผ่านในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ.1955 จนกระทั่งฤดูร้อนปีเดียวกัน เขาจึงเริ่มเขียนดุษฎีนิพนธ์ฉบับเต็ม ความยาว 137 หน้า ซึ่งพิมพ์โดย แนนซี กอร์ (Nancy Gore) ทั้งนี้ ในอีกหนึ่งปีเธอต่อมาแต่งงานกับเขา
อย่างที่เล่าไปก่อนหน้านี้ในบทความที่แล้วว่า แนวคิดของเอเวอเรตต์เกี่ยวกับ ‘หลายโลก’ ถูกต่อต้านจากนักฟิสิกส์ควอนตัมสายอนุรักษนิยม โดยเฉพาะนีลส์ โบร์ ผู้นำแห่งสำนักโคเปนเฮเกน เอเวอเรตต์ย้อนรำลึกถึงการพบกับโบร์ว่า “มันคือขุมนรก…ที่ถูกลิขิตให้ล้มเหลวมาตั้งแต่ต้น”
ส่วนเลออน โรเซนเฟลด์ (Léon Rosenfeld) ผู้ร่วมงานใกล้ชิดของโบร์กล่าวไว้ในภายหลังว่า
“สำหรับเอเวอเรตต์แล้ว ทั้งผมและแม้แต่นีลส์ โบร์ ต่างก็ไม่มีความอดทนกับเขาเลย ตอนที่เขามาพบเราที่โคเปนเฮเกนเมื่อกว่า 12 ปีก่อน เพื่อที่จะมาขายไอเดียที่ผิดอย่างไม่มีทางเยียวยา ซึ่งเขาได้รับการสนับสนุนอย่างไม่ฉลาดเลยจากวีลเลอร์ให้พัฒนาขึ้นมา เขาโง่สุดแสนจะบรรยาย และไม่สามารถเข้าใจแม้แต่เรื่องพื้นฐานที่สุดในกลศาสตร์ควอนตัม”
เมื่อผลงานวิทยานิพนธ์ไม่เป็นที่ยอมรับจากคนในวงการฟิสิกส์ ฮิว เอเวอเรตต์ จึงละทิ้งเส้นทางวิชาการ และหันไปทำงานด้านการวิเคราะห์ระบบอาวุธและความมั่นคงระดับชาติ รวมถึงการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Operations Research) ซึ่งเขานำคณิตศาสตร์ขั้นสูงมาประยุกต์ได้อย่างโดดเด่น
ในด้านความมั่นคง เอเวอเรตต์เข้าร่วมกับกลุ่มประเมินระบบอาวุธ (Weapons Systems Evaluation Group, WSEG) ของเพนตากอน เขาใช้ทักษะด้านคณิตศาสตร์พัฒนาแบบจำลองคอมพิวเตอร์สำหรับสงครามนิวเคลียร์
ในปี ค.ศ.1963 เขาได้สร้างผลงานทางคณิตศาสตร์ที่สำคัญคือ การนำตัวคูณลากรองฌ์ (Lagrange multipliers) มาใช้แก้ปัญหาการหาค่าที่เหมาะสมที่สุดแบบไม่ต่อเนื่อง (discrete optimization) ตัวอย่างปัญหาลักษณะนี้ เช่น การจัดสรรทรัพยากร การวางแผนยุทธศาสตร์ หรือการเลือกทางเลือกที่มีจำนวนจำกัด
เอเวเรตต์แสดงให้เห็นว่า วิธีการที่เขาคิดขึ้นมานั้นเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้หาคำตอบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับกรณีเหล่านี้ พูดได้ว่าเขาได้เชื่อมโยงทฤษฎีคณิตศาสตร์บริสุทธิ์กับการประยุกต์ในเชิงปฏิบัติ และมีผลต่อการพัฒนาแนวทางในสาขาการวิจัยเชิงปฏิบัติการและการจัดการทรัพยากรอันซับซ้อนในความเป็นจริง
ในปี ค.ศ.1965 เขาได้ร่วมก่อตั้งบริษัท Lambda Corporation ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ และต่อมาในปี ค.ศ.1973 ได้ก่อตั้งบริษัท DBS Corporation เพื่อทำงานด้านการวิเคราะห์ข้อมูลให้กับรัฐบาล นอกจากนี้เขายังมีบริษัท Mono-Wave ที่ทำงานเรื่องการจดจำเสียงอีกด้วย
เห็นได้ชัดว่า ฮิว เอเวอเรตต์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่นักคิดนักทฤษฎีเท่านั้น แต่เขายังมีหัวทางธุรกิจอย่างชัดเจน

เอเวอเรตต์มีบุคลิกเงียบขรึม สูบบุหรี่จัด และเป็นผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้า (atheist) เขาใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ในแบบของตัวเอง ในที่สุด สุขภาพก็เสื่อมโทรมลงจนเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลันในวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ.1982 ด้วยวัยเพียง 51 ปี ร่างของเขาถูกพบโดยลูกชายชื่อ มาร์ค โอลิเวอร์ เอเวอเรตต์ (Mark Oliver Everett)
เอเวอเรตต์เคยสั่งเสียไว้กับแนนซี่ผู้เป็นภรรยาว่า เมื่อเขาตายไป ‘ให้โยนกระดูกของเขาลงถังขยะไปซะ’ เพราะเขาถือว่าร่างกายเป็นเพียงสสารที่หมดหน้าที่แล้ว
ในระยะแรกแนนซี่ได้เก็บเถ้ากระดูกของเขาไว้ในกล่อง แต่ต่อมาก็ทิ้งไปพร้อมกับขยะตามความต้องการของเขา!
ชีวิตของครอบครัวเอเวอเรตต์มีเรื่องเศร้าหลายเรื่อง ลิซ (Liz) ลูกสาวของเขาจบชีวิตตัวเองในปี ค.ศ.1996 โดยทิ้งจดหมายลาตายว่าเธอจะไปหาพ่อใน ‘เอกภพคู่ขนาน’
ย้อนกลับไปในปี ค.ศ.1977 ฮิว เอเวอเรตต์ ได้พบกับไบรซ์ เดอวิตต์ (Bryce DeWitt) และเดวิด ดอยทช์ (David Deutsch) นักฟิสิกส์รุ่นใหม่ที่เห็นคุณค่าในงานของเขา และทั้งคู่ช่วยผลักดันให้ ‘การตีความแบบหลายโลก’ กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งจนถึงปัจจุบัน
สถานี BBC จัดทำสารคดี ชื่อ Parallel Worlds, Parallel Lives นำเสนอเรื่องราวของ ฮิว เอเวอเรตต์ ที่ 3 ผ่านมุมมองของบุตรชายของเขาคือ มาร์ค โอลิเวอร์ เอเวอเรตต์ (Mark Oliver Everett) ซึ่งเป็นนักร้องนำในวงดนตรีร็อกชื่อ Eels โดยมาร์คได้สนทนากับนักฟิสิกส์ชั้นนำ และเพื่อนร่วมงานของคุณพ่อของเขา
คุณผู้อ่านที่สนใจ รับชมสารคดีนี้ได้ที่ https://vimeo.com/58603054 หรือ https://www.youtube.com/watch?v=0LroZS97VjA ครับ
แม้ในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ ฮิว เอเวอเรตต์ จะถูกตราหน้าว่า ‘โง่สุดแสนจะบรรยาย’ แต่ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า ความคิดของเขาก้าวล้ำเกินกว่าคนในยุคสมัยเดียวกันจะเห็นคุณค่า เพราะทุกวันนี้ ‘การตีความแบบหลายโลก’ หรือ ‘Many-worlds Interpretation’ ได้กลายเป็นหนึ่งในรูปแบบหลักของการตีความกลศาสตร์ควอนตัมอย่างเต็มภาคภูมิ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
