คุยกับทูต | อิสซา อับดุลเลาะฮ์ ญาบิร อัลอาลาวี โอมาน : สะพานแห่งสันติภาพ สู่ความร่วมมือที่ยั่งยืน (1)
รายงานพิเศษ | ชนัดดา ชินะโยธิน
Chanadda Jinayodhin
ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงและความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง
รัฐสุลต่านโอมานได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะประเทศที่ยึดมั่นในแนวทางการทูตอันตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเจรจา ความสมดุล และการสร้างความไว้วางใจระหว่างประเทศ
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โอมานได้มีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกด้านการเจรจา และสนับสนุนความพยายามในการคลี่คลายความขัดแย้งในภูมิภาค
จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “สะพานแห่งสันติภาพ”
ที่เชื่อมโยงคู่ขัดแย้งและเปิดพื้นที่สำหรับการแสวงหาทางออกร่วมกันผ่านการเจรจา ควบคู่ไปกับบทบาทด้านการต่างประเทศ
โอมานยังเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศภายใต้ Oman Vision 2040 ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวที่มุ่งสร้างเศรษฐกิจที่มีความหลากหลาย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์และนวัตกรรม ตลอดจนขยายความร่วมมือกับนานาประเทศในหลากหลายมิติ ตั้งแต่การค้าและการลงทุน ไปจนถึงการท่องเที่ยว โลจิสติกส์ พลังงาน และเทคโนโลยีสมัยใหม่

เราได้รับเกียรติจากนายอิสซา อับดุลเลาะฮ์ ญาบิร อัลอาลาวี (H.E. Mr. Issa Abdullah Jaber Al-Alawi) เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งรัฐสุลต่านโอมานประจำประเทศไทย ซึ่งดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2020 และได้อุทิศตนในการสานต่อมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทยกับโอมาน พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคีให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในหลากหลายมิติ มาพูดคุยแง่มุมต่างๆ ที่น่าสนใจ
อันสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการเสริมสร้างหุ้นส่วนที่เข้มแข็งและยั่งยืนบนพื้นฐานของความไว้วางใจและผลประโยชน์ร่วมกัน
จากบทบาทของโอมานในฐานะผู้ส่งเสริมการเจรจาและสันติภาพ สู่การขับเคลื่อนประเทศภายใต้ Oman Vision 2040 และการต่อยอดความร่วมมือกับประเทศไทย บทสนทนากับเอกอัครราชทูตโอมานประจำประเทศไทย จะพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจทิศทางและวิสัยทัศน์ของโอมานในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง
ท่ามกลางความท้าทายด้านความมั่นคงทางทะเลที่ทวีความซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อการเดินเรือระหว่างประเทศ ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการคุ้มครองชีวิตลูกเรือ รักษาเสรีภาพในการเดินเรือ และเสริมสร้างเสถียรภาพของเส้นทางคมนาคมทางทะเล
เหตุการณ์การให้ความช่วยเหลือลูกเรือชาวไทยประจำเรือ “มยุรี นารี” (Mayuree Naree) สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมืออันใกล้ชิดระหว่างไทยกับรัฐสุลต่านโอมาน ตลอดจนความมุ่งมั่นร่วมกันในการรับมือกับความท้าทายด้านความปลอดภัยทางทะเลในระดับภูมิภาคและระดับโลก

: จากความร่วมมือในการให้ความช่วยเหลือลูกเรือชาวไทยประจำเรือ “Mayuree Naree” ท่านมองเห็นโอกาสในการยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับโอมานด้านความมั่นคงและความปลอดภัยทางทะเลในระยะยาวอย่างไร
“เหตุการณ์เรือ Mayuree Naree ที่กองทัพเรือรัฐสุลต่านโอมานให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การสนับสนุนด้านกำลังบำรุง ตลอดจนการช่วยเหลือลูกเรือชาวไทย สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมืออันใกล้ชิดระหว่างทั้งสองประเทศได้เป็นอย่างดี
ในโอกาสนี้ สถานเอกอัครราชทูตรัฐสุลต่านโอมานประจำกรุงเทพฯ ขอเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการกระชับความเป็นหุ้นส่วนทวิภาคีกับประเทศไทยด้านความมั่นคงและความปลอดภัยทางทะเลให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ภายใต้การประสานงานอย่างต่อเนื่องระหว่างกระทรวงการต่างประเทศของรัฐสุลต่านโอมานกับกระทรวงการต่างประเทศของไทย สถานเอกอัครราชทูตฯ กำลังดำเนินการเพื่อยกระดับความร่วมมือดังกล่าว ผ่านการเสริมสร้างการประสานงานทางการทูตภายในองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) เพื่อส่งเสริมความมั่นคงของเส้นทางเดินเรือและเสรีภาพในการเดินเรือ
ด้วยที่ตั้งทางยุทธศาสตร์และมรดกทางประวัติศาสตร์ในฐานะประเทศที่ยึดมั่นในการส่งเสริมสันติภาพ โอมานขอยืนยันว่า การคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินทางทะเล ตลอดจนการธำรงไว้ซึ่งความปลอดภัยและความมั่นคงทางทะเล เป็นหนึ่งในวาระสำคัญสูงสุดของประเทศ”

: ท่ามกลางความท้าทายด้านความมั่นคงในภูมิภาค ไทยและโอมานสามารถส่งเสริมความร่วมมือด้านความปลอดภัยทางทะเล เพื่อคุ้มครองการเดินเรือและการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างไร
“ด้วยความได้เปรียบของทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ รัฐสุลต่านโอมานจึงให้ความสำคัญสูงสุดต่อการรับรองเสรีภาพในการเดินเรือระหว่างประเทศ และความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรืออันเป็นสายเลือดใหญ่ของการค้าโลก
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นผ่านการประสานงานและความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องและมิตรประเทศ การรักษาความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือภายในน่านน้ำอาณาเขตของตน ควบคู่ไปกับการให้ความช่วยเหลือด้านโลจิสติกส์และมนุษยธรรมแก่เรือที่สัญจรผ่าน
ในส่วนของประเทศไทย ได้ดำเนินมาตรการทางการทูตอย่างแข็งขัน ซึ่งประจักษ์ชัดจากการเดินทางเยือนกรุงมัสกัตของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อหารือถึงแนวทางการสนับสนุนของโอมานในการรักษาความปลอดภัยให้แก่เรือพาณิชย์ที่สำคัญของไทยที่สัญจรผ่านเส้นทางดังกล่าว โดยเฉพาะเรือบรรทุกน้ำมัน ก๊าซ และปุ๋ย ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากความพยายามอันดีของโอมานในการรับประกันความปลอดภัยในการสัญจร
ความพยายามร่วมกันเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอย่างแท้จริงถึงเจตนารมณ์แห่งความร่วมมือระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ ที่มุ่งรักษาเสถียรภาพของการค้าโลกท่ามกลางความท้าทายในปัจจุบัน อันสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี”

: โอมานมีมุมมองอย่างไรต่อบทบาทของไทยในการส่งเสริมการลดความตึงเครียดและการเจรจาเพื่อสันติภาพในตะวันออกกลาง
“รัฐสุลต่านโอมานชื่นชมและมีมุมมองเชิงบวกอย่างยิ่งต่อบทบาททางการทูตของไทยในการสนับสนุนความพยายามเพื่อลดความตึงเครียดและส่งเสริมการเจรจาในตะวันออกกลาง
มัสกัตยกย่องแนวทางที่สมดุลนี้ ซึ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญาและความรับผิดชอบอย่างลึกซึ้ง และสอดคล้องกับนโยบายอันแน่วแน่ของโอมานที่ยึดมั่นในการส่งเสริมสันติวิธีและการเจรจาเชิงสร้างสรรค์ เพื่อบรรลุเสถียรภาพทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ความสอดคล้องทางวิสัยทัศน์ดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างสองประเทศ
และเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือด้านสันติภาพที่กว้างขวางยิ่งขึ้น”

: ในฐานะที่โอมานมีบทบาทสำคัญทางประวัติศาสตร์ด้านการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในภูมิภาค ท่านคิดว่าโอมานจะสืบสานและต่อยอดบทบาทดังกล่าวในการส่งเสริมสันติภาพในตะวันออกกลางอย่างไร
“จากประวัติศาสตร์อันยาวนาน ในฐานะคนกลางที่ได้รับความไว้วางใจและยึดมั่นในความเป็นกลาง โอมานเชื่อมั่นว่าการทูตคือรากฐานสำคัญของการสร้างเสถียรภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค เรามุ่งมั่นที่จะสืบสานบทบาทดังกล่าวผ่านการส่งเสริมช่องทางการเจรจาที่สงบและเปิดกว้างระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
โอมานยึดมั่นในการหลีกเลี่ยงการยกระดับความตึงเครียดผ่านสื่อและนโยบายการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย พร้อมทั้งยึดถือหลักการความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น
รัฐสุลต่านโอมานจะเดินหน้าความพยายามอย่างไม่ลดละในการประสานมุมมองและอำนวยความสะดวกด้านการสื่อสารทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ว่า สันติภาพที่แท้จริงต้องตั้งอยู่บนรากฐานของความไว้วางใจซึ่งกันและกันและผลประโยชน์ร่วมกัน
เราเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของการทูตเชิงป้องกันในการจัดการความเห็นต่างตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อป้องกันไม่ให้ลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตที่ยากต่อการแก้ไข และเพิ่มโอกาสในการแสวงหาทางออกที่ครอบคลุมและยั่งยืน”
เอกอัครราชทูตอัลอาลาวี เน้นย้ำว่า
“โอมานจะยังคงเป็น ‘สะพานทอดยาวสู่สันติภาพ’ ดังที่ประชาคมโลกได้ประจักษ์ และจะไม่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งใดๆ แต่จะยังคงทำหน้าที่ส่งเสริมการเจรจา ความเข้าใจ และการแสวงหาทางออกอย่างสันติ”
