bg-single

ถนนสายนี้เป็นของพ่อคุณคนเดียว | เรื่องสั้น : พิมไม่มีการันต์

14.08.2026

ผมชื่อชิน อายุเก้าขวบ ครอบครัวของผมประกอบไปด้วยพ่อ แม่ และผม บ้านของเราอยู่ชานเมือง ปกติผมจะไปโรงเรียนกับแม่ แต่แม่ของผมไปประชุมที่ต่างจังหวัดหนึ่งอาทิตย์ พ่อจึงรับหน้าที่ไปส่งผมที่โรงเรียนแทนแม่

และวันนี้ก็เป็นวันแรกที่แม่ไม่อยู่บ้าน ผมล้างหน้าแปรงฟันแล้วรีบลงมากินอาหารเช้า แต่บนโต๊ะอาหารนั้นว่างเปล่า พ่อไม่ได้ทำอาหารเช้าให้ผมเหมือนที่แม่เคยทำ พ่อบอกว่าหน้าที่ทำอาหารเช้าเป็นหน้าที่ของแม่ แต่ตอนนี้แม่ไม่อยู่ เดี๋ยวเราไปแวะซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งที่ขายระหว่างทางก็แล้วกัน

ท้องของผมร้องจ๊อกๆ ท้องของพ่อก็ร้องจ๊อกๆ แข่งกับผม ผมขึ้นนั่งตรงเบาะหน้าข้างพ่อ พ่อบอกให้ผมคาดเข็มขัดทันทีที่ขึ้นรถ ผมลากสายพาดตัวแล้วเสียบตัวล็อก แต่ผมไม่เห็นสายเข็มขัดพาดบนตัวพ่อ

“พ่อฮะ ไหนพ่อบอกผมว่าต้องคาดเข็มขัด แล้วทำไมพ่อไม่คาดเข็มขัดล่ะฮะ”

พ่อหัวเราะเบาๆ “เข็มขัดของพ่อล่องหนได้น่ะลูก นี่ไง เห็นตัวล็อกมั้ย พ่อคาดเข็มขัดแล้ว”

ผมแกล้งหัวเราะกับเรื่องหลอกเด็กของพ่อ ตอนผมนั่งรถกับแม่ แม่ก็ทำแบบพ่อ แต่แม่บอกผมตรงๆ ว่าเสียบตัวล็อกหลอกรถไม่ให้ร้องเสียงดังหนวกหู แต่พอผมขอทำบ้าง พ่อกับแม่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ผมต้องคาดเข็มขัดจริง เพื่อป้องกันอันตราย แล้วทำไมพ่อกับแม่ไม่คาดเข็มขัดจริง เพื่อป้องกันอันตรายเหมือนผม

ถึงประตูทางออกหมู่บ้าน พ่อหยุดรถ ชะเง้อมองซ้ายขวาหลายรอบ รถคันแล้วคันเล่าวิ่งผ่านไม่ยอมหยุด พ่อขยับรถออกไปได้ครึ่งคัน ก็โดนรถทางตรงพุ่งตัวมาแล้วบีบแตรใส่ ต้องถอยกลับมาอยู่ตรงประตูหน้าหมู่บ้าน

พ่อขยับตัวไปมา บ่นพึมพำกับตัวเอง “แม่งเอ๊ย ใจดำจริง”

ในที่สุดก็มีช่องว่างพอให้พ่อขยับรถออกจากหน้าหมู่บ้านได้ พ่อกำลังเดินหน้าจะหักพวงมาลัยเลี้ยว ทันใดนั้นมีรถมอเตอร์ไซค์วิ่งมาจากทางซ้ายเฉียดรถของเรา จนตัวพ่อชนกับแตรรถดังปี๊ด แต่คนขี่ก็ยังคงขี่ต่อไป ไม่ได้สนใจแม้แต่จะหันมามอง

“ไอ้เวร ขี่รถย้อนศร ถนนของพ่อมึงคนเดียวหรือไง” พ่อดึงตัวพร้อมเงยหน้าขึ้นมาส่งเสียงคำรามลั่นรถ

พ้นประตูหมู่บ้านแล้ว แต่ ‘ถนนของพ่อมึงคนเดียว’ ยังลอยวนเวียนในรถเหมือนแอร์ ผมอยากจะถามพ่อ แต่ท้องร้องเสียงดังโครกครากทำให้ผมสนใจแต่อาหารขายอยู่ข้างทาง

“พ่อฮะ ข้างหน้ามีร้านข้าวเหนียวหมูปิ้ง”

ผมชี้ไปที่ร่มผ้าใบกางอยู่ไกลๆ ควันจากเตาหมูปิ้งลอยปะทะกับป้ายหาเสียง เหมือนบอกให้รู้ว่า ข้างหน้ามีข้าวเหนียวหมูปิ้งขาย และอย่าลืมเลือกเบอร์หนึ่ง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

“เออ ดีลูก พ่อก็หิวเหมือนกัน”

เมื่อพ่อตอบตกลง ผมก็เร่งเร้า “งั้นก็เลี้ยวเลยสิพ่อ”

“ใจเย็นๆ ลูก เราต้องตบไฟเตือนรถคันหลังก่อน แล้วค่อยๆ เข้าช่องซ้าย”

พ่อทำตามที่ว่า จนใกล้ถึงร้านข้าวเหนียวหมูปิ้ง อยู่ดีๆ ก็มีรถกระบะคันใหญ่โผล่มาทางขวา ตัดหน้ารถของเราแล้วเบรกเอี๊ยด ชายร่างยักษ์ในชุดตำรวจก็กระโดดลงจากรถกระบะร้องสั่งข้าวเหนียวหมูปิ้งดังลั่น

ผมได้ยินพ่อบ่นยาวเป็นชุด “เหอะ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ขับรถเหมือนถนนของพ่อมึงคนเดียว อยู่เลนขวาสุดทะลึ่งปาดพุ่งมาเลนซ้าย หิวซะจนหน้ามืดตามัว ไม่เกรงใจเครื่องแบบเอาซะเล้ย”

หลังจากได้ข้าวเหนียวหมูปิ้งคนละชุด เราก็เดินทางกันต่อ ตอนแรกผมจะเอาไปกินที่โรงเรียน แต่พ่อบอกว่า กินในรถนี่แหละ จะปล่อยให้ท้องหิวทำไมกัน ผมประหลาดใจ เวลาที่ผมไปกับแม่ แม่จะไม่ให้ผมกินอะไรบนรถ แม่บอกว่ารถจะมีกลิ่น และอันตราย ถ้าเบรกรถกะทันหัน ไม้เสียบหมูปิ้งจะแทงทะลุปากได้

“รูดเอาหมูปิ้งออกจากไม้แล้วค่อยกินนะ แค่นี้ไม้ก็ไม่แทงปากแล้ว” ผมทำตามที่พ่อบอก หยิบหมูปิ้งชิ้นหนึ่ง แล้วบิข้าวเหนียวคำหนึ่งเข้าปากพร้อมกัน

เอาเป็นว่า ถ้าผมนั่งรถของแม่ ผมจะเชื่อฟังแม่ แต่ถ้านั่งรถของพ่อ ผมก็จะเชื่อฟังพ่อ ผมชินแล้ว พ่อกับแม่คิดอะไรตรงกันข้ามเสมอ ผมต้องรู้จักปรับตัวเอาเอง เพื่อรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว

ท้องของผมหยุดร้องแล้ว ผมจึงถามพ่อให้หายสงสัยเสียทีว่า ‘ถนนของพ่อมึงคนเดียว’ คืออะไร

พ่อไม่ตอบคำถามของผม แต่มือของพ่อกำพวงมาลัยรถแน่น จ้องมองรถมอเตอร์ไซค์ต่อพ่วง คนขี่ปาดหน้ารถเราไปเมื่อครู่ สายตาแบบเดียวกับตอนมองรถตำรวจปาดหน้า รถมอเตอร์ไซค์ย้อนศรตอนออกจากหมู่บ้าน ทำให้ผมเข้าใจความหมายของมัน

จริงๆ ตอนผมนั่งรถกับแม่ ผมก็เห็นแม่เจอคนขับรถแย่ๆ แบบนี้ เพียงแต่แม่บ่นด้วยคำอื่น ไม่ใช่ ‘ถนนของพ่อมึงคนเดียว’ ผมว่าพ่อคิดคำได้เจ๋งมากนะ แต่…

“พ่อฮะ คำว่า มึง ไม่สุภาพไม่ใช่เหรอฮะ” ผมแย้ง เพราะพ่อกับแม่เคยสอนผมว่าห้ามพูดคำหยาบ

“เอาน่า เวลาขับรถมันก็ต้องมีบ้างแหละ เจอแต่คนขับรถห่วยๆ ใครจะใจเย็นไหว เราขับของเรามาดีๆ แท้ๆ” เอาละ ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่า ทุกเรื่องมีข้อยกเว้นได้เสมอ เหมือนเรื่องเข็มขัดหลอก

ผมนึกอะไรสนุกๆ ขึ้นมา ผมจะลองนับว่าพ่อจะพูด ‘ถนนของพ่อมึงคนเดียว’ อีกกี่ครั้งไปจนถึงโรงเรียน

พ่อเคลื่อนรถเข้าสู่ช่องขวาสุด เร่งความเร็วขึ้นเพื่อไปให้ถึงจุดกลับรถ แต่ก็ไปไม่ถึงเสียที เพราะดันมีรถสีทองรูปทรงเหลี่ยมขับเอื่อยเฉื่อยอยู่ข้างหน้า

“เฮ้ย! ขับไวๆ หน่อยเรือเกลือ ไม่ใช่ถนนของพ่อมึงคนเดียวนะ” พ่อบีบแตรสองสามทีติดกัน แต่ไม่ได้ผล “นั่งดีๆ นะชิน ขืนตามไอ้คันนี้จะได้กลับรถกี่โมง”

ผมเห็นพ่อเหลือบมองมาทางกระจกฝั่งผม ไม่มีรถตามหลังมา พ่อเบี่ยงรถไปทางช่องซ้ายเพื่อแซงขึ้น แต่แล้ว รถเรือเกลือก็กลายเป็นรถเรือเหาะ จนพ่อแซงไม่สำเร็จเสียที

สุดท้ายแล้วพ่อก็ยอมกลับเข้าช่องขวาสุดต่อท้ายรถเรือเหาะ รถคันนั้นเปิดไฟท้ายกะพริบเป็นจังหวะเหมือนเยาะเย้ย แต่พ่อก็โต้ตอบอะไรไม่ได้ นอกจากทำเสียงฮึดฮัดในรถให้ผมได้ยิน

ทางข้างหน้ามีรางรถไฟพาดผ่านกลางถนน ผมเห็นรถเรือเกลือคันเดิมนั้นอยู่ข้างหน้าเรา ตัวรถคันนั้นกำลังพ้นรางรถไฟ พ่อเร่งรถตามไปติดๆ เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่ม ตัวผมสั่นเล็กน้อย รู้สึกได้ว่าล้อรถกำลังบดอยู่บนรางเหล็ก แต่แล้ว แถวรถคันหน้าที่ค่อยไหลตามกันไปก็หยุดลง รถเรือเกลือพ้นทางรถไฟแล้ว แทนที่ด้วยรถของเราคร่อมบนรางคู่นั้นเต็มๆ จะเดินหน้าก็ไม่ได้ จะถอยหลังก็ไม่ได้

ผมมองต่ำผ่านกระจกรถ เห็นรางเหล็กสีน้ำตาลขึ้นสนิมชัดๆ เต็มสองตา เมื่อเงยหน้าก็เห็นมันทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตา เสียงแตรรถดังลั่น ผมสะดุ้งสุดตัว มองพ่อที่กระหน่ำกำปั้นทุบพวงมาลัยซ้ำๆ เลยไปถึงทางรถไฟที่ทอดตัวมาจากอีกฝั่ง ผมนึกถึงตอนพ่อกับแม่พาผมนั่งรถไฟไปต่างจังหวัด ตื่นเต้นตอนรถไฟลอดถ้ำขุนตาน รอเวลาที่จะได้ขึ้นรถไฟอีกครั้ง แต่วินาทีนี้ ผมไม่อยากแม้แต่จะเห็นรถไฟสักขบวน

รถคันหน้าขยับเสียที พ่อถอนใจอย่างโล่งอกก่อนจะเคลื่อนรถให้พ้นรางรถไฟ และบีบแตรใส่รถเรือเกลือคันหน้าเป็นการส่งท้าย ขับตามกันไปอีกสักพัก รถเรือเกลือก็เลี้ยวซ้ายเข้าซอยข้างหน้าที่มีเสาไฟฟ้าแปะป้ายโฆษณาราวกับพระถูกปิดทอง

ใกล้ถึงสี่แยกใหญ่ ผมรวบรวมสถิติการพูดคำว่า ‘ถนนของพ่อมึงคนเดียว’ เพิ่มเติมได้อีกสามครั้ง ตั้งแต่บ้านจนถึงตอนนี้ พ่อพูดคำว่า ‘ถนนของพ่อมึงคนเดียว’ ไปห้าครั้ง

ถนนทุกช่องเต็มไปด้วยรถ ไม่รู้ทำไมรถมาจากไหนกันเยอะแยะ แม่เคยบอกว่าทุกคนต้องมีรถ ไม่อย่างนั้นจะเดินทางลำบาก ผมถามแม่ต่อว่า แล้วเรานั่งรถโดยสารไม่ได้หรือ แม่ส่ายหัวตอบกลับมาว่า รถโดยสารมีน้อย รอนาน แพง ไปไม่ได้ทุกที่ที่อยากไป เสียเวลารอ แล้วแม่ก็โยงไปหาการเมืองอะไรไม่รู้ยาวเหยียด

ผมกลับมาสนใจท้องถนนและในรถ พ่อหยุดรถต่อท้ายคันข้างหน้า หยิบหมูปิ้งรูดใส่ปาก สลับกับกัดข้าวเหนียว เพราะพ่อเพิ่งจะว่างจากการขับรถ ผมว่าพ่อเองก็ไม่กล้ากินตอนขับรถ บนถนนมีแต่คนขับรถดีๆ ทั้งนั้น ถ้าไม่ระวังไม้เสียบหมูปิ้งอาจแทงทะลุปากได้

“เราขับรถไปทางช่องซ้ายได้มั้ยฮะ รถไม่ติดดี”

“ไม่ได้หรอกชิน ช่องนั้นเอาไว้ให้รถที่จะเลี้ยวไปแยกทางซ้ายน่ะ โรงเรียนของชินต้องตรงไป เราต้องอยู่ช่องนี้ รอไฟเขียวแล้วเราถึงจะไปได้”

รถติดแช่บนถนนของสี่แยกนี้นานมาก ผมดูโฆษณาบนจอขนาดยักษ์ของห้างสรรพสินค้าฝั่งขวามือจนวนกลับมาอีกรอบ อยู่ดีๆ เสียงมือถือของผมก็ดังขึ้น แม่วิดีโอคอลมาหาด้วยหน้าตาและเสียงสดชื่นแจ่มใส

“อยู่ไหนกันละสองพ่อลูก”

“บนรถฮะ” ผมหันกล้องให้แม่เห็นรอบๆ ภายในรถ “พ่อกำลังขับรถพาชินไปโรงเรียน”

“กินข้าวยัง พ่อซื้ออะไรให้กินจ๊ะ”

“ข้าวเหนียวหมูปิ้งฮะ กินเสร็จก็ออกบ้านมา” ผมพูดความจริงครึ่งเดียว “แม่ไปประชุมเป็นไงบ้างฮะ”

“สนุกดีจ้ะชิน ทะเลน้ำใสเชียว อากาศก็ดีไม่มีฝุ่นเหมือนบ้านเรา”

แล้วพ่อก็ขัดขึ้นมาว่า “แหม่ ไปประชุมหรือไปเที่ยวกันแน่เนี่ย”

“ก็ที่ที่ฉันไปประชุมมันอยู่ติดทะเลนี่นา ฉันก็ต้องรีบคว้าโอกาสไว้ก่อนสิ รอคุณพาไป เมื่อไรจะได้ไป”

ผมจำได้ว่า เคยไปเที่ยวทะเลกับพ่อแม่เมื่อสามปีก่อน ตอนนั้นผมอายุหกขวบ จากนั้นพ่อก็ไม่เคยพาแม่กับผมไปเที่ยวที่ไหนอีกเลย พ่อบอกว่าไม่อยากใช้สิทธิ์ลางาน เดี๋ยวจะเสียตำแหน่งพนักงานดีเด่นให้คนอื่น ส่วนผมก็ขึ้นชั้นประถมแล้ว ต้องสนใจการเรียนก่อน ถ้าลาเดี๋ยวก็เรียนไม่ทันเพื่อนกันพอดี

“ไว้เจ้าชินปิดเทอมแล้วค่อยไปก็แล้วกันนะ แค่นี้ก่อนนะคุณ ไฟเขียวแล้ว”

ผมสลับกลับมาเป็นกล้องหน้า “คิดถึงแม่นะฮะ เที่ยว เอ๊ย! ประชุมให้สนุกนะฮะ”

“เช่นกันนะลูก แม่รักลูกนะ” แล้วผมก็วางสายจากแม่

สัญญาณไฟเปลี่ยนจากแดงเป็นเขียว ผมเห็นรถคันข้างหน้าเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ จนถึงคิวที่รถของพ่อจะผ่านพ้นแยกนี้ ไฟเปลี่ยนจากเขียวเป็นเหลืองแล้ว ผมเห็นรถสีแดงตรงช่องซ้ายวิ่งมาด้วยความเร็วสูง แซงขึ้นมาปาดหน้ารถของพ่อ แล้วพุ่งไปข้างหน้าตอนไฟเปลี่ยนจากเหลืองเป็นแดง

แล้วรถของพ่อก็ต้องติดแหง็กอยู่ที่แยกเดิม ดีขึ้นหน่อยที่ได้อยู่คันหน้าสุด ผมหันไปมองทางพ่อ รอดูว่าพ่อจะพูด ‘ถนนของพ่อมึงคนเดียว’ เป็นครั้งที่หกหรือไม่

“รถสีแดงคันนั้น พ่อเขาสร้างถนนสี่แยกนี้ใช่มั้ยฮะพ่อ”

ไม่มีคำตอบใดๆ ออกมาจากปากพ่อ และคำว่า ‘ถนนของพ่อมึงคนเดียว’ ก็ไม่ได้หลุดออกมาจากปากของพ่อเช่นกัน ไปๆ มาๆ ผมพูดคำนี้บ่อยกว่าพ่อแล้ว แต่ผมพูดในใจนะ พ่อไม่รู้ว่าผมพูดคำหยาบหรอก

ในที่สุดไฟเขียวก็วนกลับมาหาแยกของเราอีกครั้ง พ่อเร่งเครื่องพารถวิ่งข้ามไปสู่อีกแยกได้สำเร็จ ก่อนจะถึงโรงเรียนของผม ต้องผ่านตลาดกลางเมืองก่อน มีรถจอดเฉียงหันหน้าเข้าไปทางตลาด ท้ายรถจึงโผล่ออกมากินพื้นที่ถนนจนเหลือแค่ช่องเดียว

พ่อทำหน้าเคร่งเครียด คงไม่คุ้นกับเส้นทางนี้เหมือนแม่ ผมลุ้นตัวโก่ง เกือบจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ก็มีรถมอเตอร์ไซค์วิ่งสวนมาชนกับกระจกรถฝั่งผมอย่างจัง ไม่มีแม้แต่คำขอโทษจากอีกฝ่าย เขาขี่ต่อไปอย่างไว

“ชิน ผลักกระจกออกให้หน่อย” พ่อกดเปิดกระจกหน้าต่างฝั่งผม ผมรีบเอามือผลักกระจกออกไป

“ถนน…” ผมอ้าปากเตรียมพูดไล่หลังมอเตอร์ไซค์คันนั้น แต่พ่อกดปิดกระจกฝั่งผมเร็วมาก

“ชิน อย่าไปพูดอะไรซี้ซั้วแบบนั้น คนอื่นได้ยินเขาจะคิดว่าเราไปหาเรื่องเขา”

“อ้าว! ทำไมล่ะพ่อ ผมแค่จะถามเค้าว่าถนนนี้พ่อเขาสร้างใช่มั้ย หรือว่าเป็นเจ้าของตลาด พ่อยังถามได้เลย ผมก็อยากถามบ้าง” ผมหมายความอย่างที่ว่าจริงๆ ไม่ได้จะหาเรื่องอะไรสักหน่อย

“พ่อบอกว่าอย่าก็อย่าสิ” พ่อไม่มีเหตุผลในการพูดกับผม ส่วนผมก็ไม่มีเหตุผลในการเถียงกับพ่อ เราสองคนจึงเงียบใส่กัน หลังจากผ่านพื้นที่ตลาดมาแล้ว

ตรงหัวมุมถนนเลี้ยวเข้าตัวเมือง โรงเรียนของผมตั้งอยู่ตรงนั้น ตอนนี้ผมเรียนอยู่ชั้นประถมสาม ย้อนไปถึงตอนที่ผมสอบเข้าประถมหนึ่งได้ พ่อกับแม่ดีใจมาก แต่แล้วพวกเขาก็เกี่ยงกันว่า ใครจะมาส่งผมที่โรงเรียน เพราะระยะทางจากบ้านมาที่โรงเรียนนั้นไกล และตรงสี่แยกรถติดยาวไปถึงชาติหน้า

พ่ออ้างว่าที่ทำงานของพ่ออยู่คนละทางกับโรงเรียน แต่แม่ก็อ้างว่า แม่มีภาระหลายอย่างในบ้าน อย่างทำอาหารก็แม่ ทำงานบ้านก็แม่ ผมมองดูสองคนเถียงกันไปมา สุดท้ายแม่ก็ยอมมาส่งผมที่โรงเรียนทุกวัน ผมเลยสนิทกับแม่มากกว่าพ่อ แต่เวลาอยู่กับพ่อ ผมก็ต้องทำตัวสนิทกับพ่อ ไม่อย่างนั้นจะเกิดศึกชิงความรักขึ้น

“พ่อฮะ” ผมชี้ไปที่ประตูโรงเรียน “เดี๋ยวพ่อเลี้ยวเข้าไปส่งผมข้างในนั้นนะฮะ แล้ววนออกไปอีกประตู”

“โอ๊ย! ไม่เอาหรอก” พ่อปฏิเสธทันที “จอดตรงฟุตปาธหน้าโรงเรียนนี่แหละ ทางไปที่ทำงานพ่อออกไปตรงสี่แยกเดิมเมื่อกี้ ขืนวนเข้าเมืองพ่อก็ไปทำงานสายกันพอดี เดี๋ยวปีนี้พ่อก็อดได้ตำแหน่งพนักงานดีเด่นสิลูก”

“พ่อ แต่ฟุตปาธหน้าโรงเรียนเป็นขาวแดงนะฮะ คุณครูบอกว่าขาวแดงคือห้ามจอด” ผมรีบแย้งทันที “ถ้าเป็นแม่ แม่จะเลี้ยวเข้าไปส่งผมด้านในโรงเรียน”

“ก็แม่ทำงานในตัวเมือง เขาส่งชินเสร็จก็เลี้ยวออกเข้าตัวเมืองไปที่ทำงานได้เลยนี่นา พ่อจอดแป๊บเดียว ใครๆ เขาก็ทำกัน เห็นมั้ย” พ่อชี้ให้ผมดูรถสีน้ำเงินตรงฟุตปาธ ก่อนขับเข้าไปจอดต่อท้าย แล้วพ่อก็ปลดล็อกประตูรถให้ผมลง “ตั้งใจเรียนนะ เลิกเรียนแล้วพ่อจะมารับตรงนี้นะลูก เดี๋ยวพ่อโทร.มาอีกที”

ผมลังเล เหลือบมองกระจกซ้าย รถสีเขียวเข้ามาจอดต่อท้ายรถพ่อ เวลามากับแม่ ผมก็เห็นมีคนจอดรถตรงฟุตปาธขาวแดง ส่งลูกหลานลงตรงนี้ แล้วก็ขับออกไปอย่างรวดเร็ว แต่แม่ไม่ทำเด็ดขาด ผมยังเชื่อว่าแม่ไม่ได้เป็นแบบที่พ่อพูด

เอาละ! ผมควรจะรีบกระโดดลงจากรถ ร่ำลาพ่อเรียบร้อย แล้วสะพายกระเป๋าเดินบนทางเท้า รถของพ่อพุ่งตัวออกไปจากริมถนนอย่างรวดเร็ว

ป้ายผู้ชายใส่ชุดสูทสีดำยืนยิ้มแฉ่งคู่กับเลขเบอร์หนึ่ง กินพื้นที่ทางเท้าจนผมต้องลงมาเดินริมถนน แต่เอ๊ะ! เหมือนผมได้ยินใครพูดคำว่า ‘ถนนของพ่อมึงคนเดียว’ ดังไล่หลังมา พร้อมกับเสียงแตรดังสนั่น

ผมหันไปมอง รถสีเหลืองคันหนึ่งจะเข้ามาจอดตรงที่ผมกำลังเดินอยู่ ผมประหลาดใจ ถนนสายนี้เป็นของพ่อผมตั้งแต่เมื่อไร เอ! ถนนสายนี้ต้องเป็นของปู่ผมด้วย เพราะพ่อทำอะไรตามใจบนถนนหน้าโรงเรียนได้

ถึงประตูโรงเรียนแล้ว สรุปตั้งแต่ออกจากบ้านมาถึงโรงเรียน พูดคำว่า ‘ถนนของพ่อมึงคนเดียว’ ไปกี่ครั้งแล้วนะ ผมยกมือไหว้คุณครูตรงหน้าประตู ไม่พูดอะไรสักคำ กลัวจะหลุดประโยคนั้นให้คุณครูได้ยิน…

กว่าแม่จะกลับ ผมคงได้ยินคำว่า ‘ถนนของพ่อมึงคนเดียว’ จนหลอนอยู่ในรูหูไปอีกหกวันเต็ม



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ถนนสายนี้เป็นของพ่อคุณคนเดียว | เรื่องสั้น : พิมไม่มีการันต์
เขาวงกตแห่ง ‘การทำลายล้าง’ | ปราปต์ บุนปาน
ไพร่ผี ขบถ | วายุ จารุรัศมิ์ : กวีกระวาด
สุ่มเสี่ยง
เขา-ความฝัน-แพลตฟอร์ม | กวีกระวาด : คมสัน วิเศษธร
กมธ.กฎหมายฯ ประชุมถกปัญหา “พ่อทิพย์” เปิดตัวเลขสะเทือนระบบทะเบียน ย้อนหลัง 30 ปีพบผู้ต้องสงสัยกว่า 10,000 เคส!
ที่ธรณีสงฆ์ ในมุม ธงทอง จันทรางศุ
เสธ.แมว – ดร.พิศุทธิ์ แนะข้อคิดกรณีเยาวชนก่อเหตุความรุนแรง
E-DUANG | ปรากฎการณ์ PO เต TO วาทกรรม อำพราง การเมือง
กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงเปิดงานวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2569 พร้อมพระราชทานรางวัล
รมช.เกษตรฯ เผย ครม.ขยาย “นมโรงเรียน” ถึง ม.3 รร.ขยายโอกาส-ครอบคลุมนักเรียน 6.6 ล้านคน ชี้ประโยชน์ 3 ต่อ
เปลี่ยน ”นม UHT ที่เพิ่งหมดอายุ” ให้เป็น ”อาหารสัตว์คุณภาพดี-ปลอดภัย-ลดต้นทุน 25%” เร่งโต เร่งขุน เร่งนม โปรตีนครบ ย่อยง่าย สุขภาพลำไส้ดี