bg-single

เขาวงกตแห่ง ‘การทำลายล้าง’ | ปราปต์ บุนปาน

14.08.2026

ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน

ปัญหาความรุนแรงในสังคมไทยยึดครองพื้นที่ข่าวมาได้อย่างต่อเนื่องหลายวันหลายสัปดาห์

จากคดีการอุ้มฆ่าคนไทยและชาวต่างชาติของ “ป๋อง นาจอมเทียน” และแก๊ง

มาถึงคดีเยาวชนกราดยิงครูและเพื่อนนักเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี (รวมทั้งปลิดชีวิตปู่กับย่าที่บ้านในช่วงเช้าวันเดียวกัน)

มาสู่เหตุการณ์ที่ “ฉลอง เรี่ยวแรง” อดีต ส.ส.นนทบุรีหลายสมัย ลงมือลั่นไกสังหาร “พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ” นายก อบจ.นนทบุรี

หากมองไปที่ต้นทาง ความรุนแรงเหล่านี้ก็มีลักษณะ-รายละเอียดที่ผิดแผกกัน เช่น ถ้ามุ่งความสนใจไปยังอัตลักษณ์ของผู้ก่อเหตุ คนลงมือใช้ความรุนแรง ก็มีทั้งคนชั้นล่างต่างจังหวัดที่มีประวัติเคยเป็นอาชญากร, ลูกหลานคนชั้นกลางแถบปริมณฑล เรื่อยไปถึงนักการเมืองระดับบ้านใหญ่-ชนชั้นนำประจำท้องถิ่น

ดังนั้น การใช้ความรุนแรงทำร้ายคนอื่นจึงกลายเป็น “ปัญหาร่วม” แบบ “ข้ามชนชั้น” ในสังคมไทยไปเรียบร้อยแล้ว

เช่นเดียวกับวิธีการแก้ไขปัญหาที่ดูไม่ง่าย ไร้สูตรเฉพาะตายตัว และมักพาเราเดินไปสู่ปลายทางอันซับซ้อนสับสน

เพราะในห้วงเวลาหนึ่ง พวกเราหลายคนก็รู้สึกอยากให้ “ป๋อง” และพรรคพวก ต้องรับโทษ “ประหารชีวิต”

อย่างไรก็ตาม พอมาถึงเคสกราดยิงที่เทพศิรินทร์ นนทบุรี พวกเรากลับเริ่มพูดไม่ออกบอกไม่ถูกว่าควรจะทำอย่างไรกับเยาวชนผู้ใช้อาวุธปืนสังหารชีวิตคนจำนวนมาก

แล้วพวกเราก็สัมผัสได้ว่าอดีต ส.ส.ฉลอง นั้นได้รับอภิสิทธิ์บางประการภายหลังเพิ่งก่อเหตุยิงคนอื่น เช่น การได้สูบบุหรี่ระหว่างถูกควบคุมตัวในพื้นที่ราชการ อีกทั้งทุกคนคงพอคาดคะเนได้จากประสบการณ์ที่ผ่านๆ มาว่า เวลารับโทษในเรือนจำของเขาอาจสั้นและเร็วอย่าง (ไม่) น่าแปลกใจ

ระหว่างที่งุนงงกันอยู่ว่าจะแก้ปัญหาความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่ากันอย่างไรดี

น่าจะเป็นประโยชน์อยู่ไม่น้อย หากเราพยายามย้อนกลับไปคิดทบทวนว่า “ความรุนแรง” เหล่านี้ ถือกำเนิดขึ้นมาในบริบทหรือสภาพแวดล้อมแบบไหนบ้าง?

แน่ล่ะ เรื่องการครอบครองอาวุธปืน (ทั้งถูกและผิดกฎหมาย) โดยง่ายในสังคมไทย นั้นเป็นบ่อเกิดปัญหาเชิงรูปธรรม ที่จำเป็นต้องหาแนวทางป้องกันแก้ไขกันจริงๆ

อย่างไรก็ดี ดังที่ได้มีผู้เอ่ยเตือนไว้บ้างแล้วว่า ต่อให้รัฐไทยยึดอาวุธปืนคืนจากคนทั้งประเทศได้สำเร็จเด็ดขาดจริง แต่หากผู้คนยังมีความคิดว่าพวกตนต้องใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาต่างๆ พวกเขาก็คงจะใช้วัสดุอุปกรณ์อื่นๆ เช่น มีด ไม้ เก้าอี้ ฯลฯ ออกมาทำร้ายเพื่อนร่วมสังคมกันอยู่ดี

คำถามสำคัญจริงๆ จึงอยู่ที่ว่า ทำไม “ความรุนแรง” จึงกลายเป็น “ความหวัง-ทางออก-วิธีการยุติปัญหา” ในความรู้สึกนิดคิดของคนจำนวนมาก ไม่ว่าจะอยู่ในชนชั้น-สถานภาพใด

พูดอีกแบบได้ว่า เหมือนตอนนี้ คนไทยแทบทุกรายกำลัง “ตีบตัน” ทางความคิด ภูมิปัญญา และจิตวิญญาณ ขนานหนัก

ในทางเศรษฐกิจ คนส่วนใหญ่ยังมองไม่เห็นความหวังว่าตนเองจะเจริญเติบโต มีกินมีใช้กันอย่างยั่งยืนได้อย่างไร (หรือแค่ถามว่า คนเรียนหนังสือรุ่นปัจจุบันจะไปประกอบอาชีพอะไรภายหลังจบการศึกษา ภาพอนาคตตรงนี้ก็ยังไม่ชัดเจนเลย)

ในทางการเมือง คนส่วนใหญ่ยังมองไม่เห็นหนทางที่ตนเองจะเข้าไปมีส่วนร่วมก่อร่างสร้าง “สังคมการเมืองใหม่” อันเป็นที่พึงปรารถนาของทุกฝ่าย หรือจัดสรรผลประโยชน์-ทรัพยากรให้แก่พลเมืองทุกคนอย่างถ้วนทั่วกัน

ระหว่างนั้น เราๆ ท่านๆ (ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งคนจนและคนรวย) ก็เสียเวลาส่วนใหญ่ต่อวันไปกับการไถถูโซเชียลมีเดีย แล้วเฮโลสาระพาไปกับกระแสดราม่าเรื่องนู้นทีเรื่องนี้ที ตามการชี้นำของอินฟลูเอนเซอร์ หรือคอมเมนต์จำนวนมหาศาลที่แพร่ระบาดง่ายดายเหมือนเชื้อโรคร้าย

พวกเราล้วนสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับการได้แสดงท่าที “รุมทึ้งเหยื่อ” รายแล้วรายเล่าในโลกเสมือนออนไลน์ แบบไม่รู้จบ

ด้านสื่อมวลชนก็ช่วยสร้างความหวังใหม่ๆ ในเชิงบวกไม่ได้ แต่มุ่งเคลื่อนตัวไปตามกระแสโซเชียลฯ แล้วใช้ข่าวสงครามหรือข่าวอาชญากรรมอันยืดเยื้อเรื้อรังเปล่าประโยชน์ มาเป็นคอนเทนต์ระดับแม่เหล็กคอยดึงดูดผู้ชมและโฆษณา

ระบบการศึกษาเองก็พาเยาวชนของเราวนเวียนอยู่ในวงจรเดียวกัน ยกเว้นครอบครัวไหนมีกำลังทรัพย์มากพอจะส่งลูกหลานเข้าโรงเรียนนานาชาติ หรือโรงเรียนที่บ่มเพาะเด็กผู้มีความเป็นเลิศทางวิชาการ ซึ่งมีอยู่ไม่กี่แห่ง (แต่ถึงตอนนี้ ก็ไม่มีใครกล้ารับประกันหรอกว่า จะไม่เกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมในสถานศึกษา “ชั้นครีม” เหล่านั้น)

ไปๆ มาๆ เราจึงพลัดหลงอยู่ใน “เขาวงกต” ที่ผลิตซ้ำ “ผู้ทำลายล้าง” ขึ้นมาได้เรื่อยๆ

ทว่า ทุกฝ่ายกลับไม่สามารถร่วมกันแสวงหาวิถีแห่ง “ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์” อันจะไปสู่ “ทางออก” จากเขาวงกตดังกล่าว

ตราบใดที่ยังไม่เจอทางออกเช่นนั้น พวกเราก็จะมุ่งหน้าไปสู่สภาวะ “ตีบตัน” มากขึ้น จนบางคนต้องระเบิดความอับจนกดดันที่บีบคั้นเข้ามา ด้วยการใช้ “ความรุนแรง” ที่กำลังลุกลามประหนึ่งโรคติดต่อ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ศ.สุชาติ ชี้ควรปฏิรูปราคาน้ำมัน​ โดยใช้ราคาต้นทุนบวกกำไร, เก็บภาษีส่งออก​เมื่อน้ำมันตปท.​แพงไป, และลดหนี้กองทุนน้ำมันที่มากเกินไป​ ซึ่งกำลังทำลายความเชื่อมั่นต่อปท.ไทย
‘รังสิมันต์’ จี้ DSI เอาผิดเว็บพนัน Shuffle ชี้หลักฐานเพียงพอดำเนินคดีแล้ว เผย 6 บัญชี Bitkub เงินหมุนกว่า 100 ล้าน จับตาขยายผลฟอกเงิน-เจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยว
จากผับเถื่อน-ส่วยเจ้าหน้าที่ สู่ทางออก ‘ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์’ เปลี่ยนเงินใต้โต๊ะเป็นภาษีเข้ารัฐ
เดนตายในผ้าเหลือง | ไปตายเอาดาบหน้า
สรุปคดี ตุ๋นซัมเมอร์ภาษาจีน เท นร.ทิ้งสุวรรณภูมิ : แฉเล่ห์-โกงเงินเด็ก ซี 8 สพฐ.ร่วมขบวน
ธงทอง จันทรางศุ | เที่ยว ‘เซี่ยงไฮ้’ แบบมี ‘สาระ’ ‘โต’ ไม่ได้ ถ้าฉ้อราษฎร์บังหลวง
ชีวิต-เส้นทางรัก เนเน่ พรนับพัน – ไบร์ท วชิรวิชญ์ สู่วันสถานะโสด
ธงทอง จันทรางศุ ชวนคิดปฏิรูปราชการ เตือนใจ! ข้าราชการไม่ควรห้อมล้อมนักการเมือง
‘โมดี-ซานาเอะ’ กระชับพันธมิตรยุทธศาสตร์ กับนัยยะต่อไทยและอุษาคเนย์
ดินแดง ราชปรารภ กระสุน ความเร็วสูง ทะลวง ภาพสะท้อน จาก ช่างภาพ
ฮาวทู สมองไม่หด-ลืม จากการใช้ AI
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (26)