เขาวงกตแห่ง ‘การทำลายล้าง’ | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
ปัญหาความรุนแรงในสังคมไทยยึดครองพื้นที่ข่าวมาได้อย่างต่อเนื่องหลายวันหลายสัปดาห์
จากคดีการอุ้มฆ่าคนไทยและชาวต่างชาติของ “ป๋อง นาจอมเทียน” และแก๊ง
มาถึงคดีเยาวชนกราดยิงครูและเพื่อนนักเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี (รวมทั้งปลิดชีวิตปู่กับย่าที่บ้านในช่วงเช้าวันเดียวกัน)
มาสู่เหตุการณ์ที่ “ฉลอง เรี่ยวแรง” อดีต ส.ส.นนทบุรีหลายสมัย ลงมือลั่นไกสังหาร “พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ” นายก อบจ.นนทบุรี
หากมองไปที่ต้นทาง ความรุนแรงเหล่านี้ก็มีลักษณะ-รายละเอียดที่ผิดแผกกัน เช่น ถ้ามุ่งความสนใจไปยังอัตลักษณ์ของผู้ก่อเหตุ คนลงมือใช้ความรุนแรง ก็มีทั้งคนชั้นล่างต่างจังหวัดที่มีประวัติเคยเป็นอาชญากร, ลูกหลานคนชั้นกลางแถบปริมณฑล เรื่อยไปถึงนักการเมืองระดับบ้านใหญ่-ชนชั้นนำประจำท้องถิ่น
ดังนั้น การใช้ความรุนแรงทำร้ายคนอื่นจึงกลายเป็น “ปัญหาร่วม” แบบ “ข้ามชนชั้น” ในสังคมไทยไปเรียบร้อยแล้ว
เช่นเดียวกับวิธีการแก้ไขปัญหาที่ดูไม่ง่าย ไร้สูตรเฉพาะตายตัว และมักพาเราเดินไปสู่ปลายทางอันซับซ้อนสับสน
เพราะในห้วงเวลาหนึ่ง พวกเราหลายคนก็รู้สึกอยากให้ “ป๋อง” และพรรคพวก ต้องรับโทษ “ประหารชีวิต”
อย่างไรก็ตาม พอมาถึงเคสกราดยิงที่เทพศิรินทร์ นนทบุรี พวกเรากลับเริ่มพูดไม่ออกบอกไม่ถูกว่าควรจะทำอย่างไรกับเยาวชนผู้ใช้อาวุธปืนสังหารชีวิตคนจำนวนมาก
แล้วพวกเราก็สัมผัสได้ว่าอดีต ส.ส.ฉลอง นั้นได้รับอภิสิทธิ์บางประการภายหลังเพิ่งก่อเหตุยิงคนอื่น เช่น การได้สูบบุหรี่ระหว่างถูกควบคุมตัวในพื้นที่ราชการ อีกทั้งทุกคนคงพอคาดคะเนได้จากประสบการณ์ที่ผ่านๆ มาว่า เวลารับโทษในเรือนจำของเขาอาจสั้นและเร็วอย่าง (ไม่) น่าแปลกใจ
ระหว่างที่งุนงงกันอยู่ว่าจะแก้ปัญหาความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่ากันอย่างไรดี
น่าจะเป็นประโยชน์อยู่ไม่น้อย หากเราพยายามย้อนกลับไปคิดทบทวนว่า “ความรุนแรง” เหล่านี้ ถือกำเนิดขึ้นมาในบริบทหรือสภาพแวดล้อมแบบไหนบ้าง?
แน่ล่ะ เรื่องการครอบครองอาวุธปืน (ทั้งถูกและผิดกฎหมาย) โดยง่ายในสังคมไทย นั้นเป็นบ่อเกิดปัญหาเชิงรูปธรรม ที่จำเป็นต้องหาแนวทางป้องกันแก้ไขกันจริงๆ
อย่างไรก็ดี ดังที่ได้มีผู้เอ่ยเตือนไว้บ้างแล้วว่า ต่อให้รัฐไทยยึดอาวุธปืนคืนจากคนทั้งประเทศได้สำเร็จเด็ดขาดจริง แต่หากผู้คนยังมีความคิดว่าพวกตนต้องใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาต่างๆ พวกเขาก็คงจะใช้วัสดุอุปกรณ์อื่นๆ เช่น มีด ไม้ เก้าอี้ ฯลฯ ออกมาทำร้ายเพื่อนร่วมสังคมกันอยู่ดี
คำถามสำคัญจริงๆ จึงอยู่ที่ว่า ทำไม “ความรุนแรง” จึงกลายเป็น “ความหวัง-ทางออก-วิธีการยุติปัญหา” ในความรู้สึกนิดคิดของคนจำนวนมาก ไม่ว่าจะอยู่ในชนชั้น-สถานภาพใด
พูดอีกแบบได้ว่า เหมือนตอนนี้ คนไทยแทบทุกรายกำลัง “ตีบตัน” ทางความคิด ภูมิปัญญา และจิตวิญญาณ ขนานหนัก
ในทางเศรษฐกิจ คนส่วนใหญ่ยังมองไม่เห็นความหวังว่าตนเองจะเจริญเติบโต มีกินมีใช้กันอย่างยั่งยืนได้อย่างไร (หรือแค่ถามว่า คนเรียนหนังสือรุ่นปัจจุบันจะไปประกอบอาชีพอะไรภายหลังจบการศึกษา ภาพอนาคตตรงนี้ก็ยังไม่ชัดเจนเลย)
ในทางการเมือง คนส่วนใหญ่ยังมองไม่เห็นหนทางที่ตนเองจะเข้าไปมีส่วนร่วมก่อร่างสร้าง “สังคมการเมืองใหม่” อันเป็นที่พึงปรารถนาของทุกฝ่าย หรือจัดสรรผลประโยชน์-ทรัพยากรให้แก่พลเมืองทุกคนอย่างถ้วนทั่วกัน
ระหว่างนั้น เราๆ ท่านๆ (ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งคนจนและคนรวย) ก็เสียเวลาส่วนใหญ่ต่อวันไปกับการไถถูโซเชียลมีเดีย แล้วเฮโลสาระพาไปกับกระแสดราม่าเรื่องนู้นทีเรื่องนี้ที ตามการชี้นำของอินฟลูเอนเซอร์ หรือคอมเมนต์จำนวนมหาศาลที่แพร่ระบาดง่ายดายเหมือนเชื้อโรคร้าย
พวกเราล้วนสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับการได้แสดงท่าที “รุมทึ้งเหยื่อ” รายแล้วรายเล่าในโลกเสมือนออนไลน์ แบบไม่รู้จบ
ด้านสื่อมวลชนก็ช่วยสร้างความหวังใหม่ๆ ในเชิงบวกไม่ได้ แต่มุ่งเคลื่อนตัวไปตามกระแสโซเชียลฯ แล้วใช้ข่าวสงครามหรือข่าวอาชญากรรมอันยืดเยื้อเรื้อรังเปล่าประโยชน์ มาเป็นคอนเทนต์ระดับแม่เหล็กคอยดึงดูดผู้ชมและโฆษณา
ระบบการศึกษาเองก็พาเยาวชนของเราวนเวียนอยู่ในวงจรเดียวกัน ยกเว้นครอบครัวไหนมีกำลังทรัพย์มากพอจะส่งลูกหลานเข้าโรงเรียนนานาชาติ หรือโรงเรียนที่บ่มเพาะเด็กผู้มีความเป็นเลิศทางวิชาการ ซึ่งมีอยู่ไม่กี่แห่ง (แต่ถึงตอนนี้ ก็ไม่มีใครกล้ารับประกันหรอกว่า จะไม่เกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมในสถานศึกษา “ชั้นครีม” เหล่านั้น)
ไปๆ มาๆ เราจึงพลัดหลงอยู่ใน “เขาวงกต” ที่ผลิตซ้ำ “ผู้ทำลายล้าง” ขึ้นมาได้เรื่อยๆ
ทว่า ทุกฝ่ายกลับไม่สามารถร่วมกันแสวงหาวิถีแห่ง “ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์” อันจะไปสู่ “ทางออก” จากเขาวงกตดังกล่าว
ตราบใดที่ยังไม่เจอทางออกเช่นนั้น พวกเราก็จะมุ่งหน้าไปสู่สภาวะ “ตีบตัน” มากขึ้น จนบางคนต้องระเบิดความอับจนกดดันที่บีบคั้นเข้ามา ด้วยการใช้ “ความรุนแรง” ที่กำลังลุกลามประหนึ่งโรคติดต่อ
