bg-single

พม่าแทงกบ ไทยจับกบ ! | สุรชาติ บำรุงสุข

08.08.2026

    ในที่สุด ผู้นำของเมียนมาร์ก็ได้เดินทางเยือนไทยจริงๆ ไม่ผิดคาดแต่อย่างใด (เพื่อให้ง่ายต่อไปในบทความนี้จะขอใช้คำเรียกว่า “พม่า”) 

นโยบายแบบไทยๆ

     แน่นอนว่า การมาของประธานาธิบดีมิน อ่อง ลายในครั้งนี้ นำไปสู่ข้อถกเถียงอย่างมากในเรื่องของงานการทูตของไทย เพราะภายใต้สถานการณ์สงครามกลางเมืองของพม่านั้น อาเซียนและประชาคมระหว่างประเทศพยายามกดดันพม่า โดยเฉพาะในเรื่องของ “ฉันทามติ 5 ข้อ” ของอาเซียน

     ประธานอาเซียนตั้งแต่ครั้งที่อินโดนีเซียรับตำแหน่ง และตามมาด้วยมาเลเซีย จนถึงฟิลิปปินส์ในปัจจุบันพยายามผลักดันอย่างมาก แต่ดูเหมือนท่าทีไทยจะ “ไม่สนใจ” เท่าใดนัก จนดูจะเป็นภาพว่า รัฐบาลไทยไม่ใส่ใจกับข้อเรียกร้องของอาเซียนเท่าใดนัก

     การเดินทางครั้งนี้ จึงเป็นเสมือน “การฟอกตัว” เพราะผู้นำพม่าไม่เป็นที่ต้อนรับในเวทีสากล และอาเซียนยังไม่ยอมรับเสียทีเดียว แต่ไทย “เปิดบ้าน” รับ เสมือนการกดดันให้อาเซียนต้องยอมรับไปด้วย

     ลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้าเป็นผู้นำอาเซียน เราควรจะคิดอย่างไรกับบทบาทของไทย … อาเซียนจะรู้สึกมากขึ้นไหมว่า ไทยกำลังเล่นบท “ข้ามาคนเดียว” และโยนทิ้งข้อเรียกร้องของอาเซียนไปแล้ว

     อีกทั้งก่อนการเยือนของพลเอกมิน อ่อง ลาย มีการจัดเวทีประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่กรุงเทพฯกระทรวงต่างประเทศออกแรงอย่างมากในการผลักดันให้มีการนำรัฐมนตรีต่างประเทศของพม่าเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย ทั้งที่ อาเซียนพยายามกดดันโดยยังไม่อนุญาตให้ผู้แทนพม่าเข้ามาในเวทีอาเซียน

     แล้วอย่างไม่น่าเชื่อ รัฐมนตรีต่างประเทศพม่าก็อาศัยเวทีที่กรุงเทพฯ ประกาศปฏิเสธฉันทามติของอาเซียน

     ลองคิดดูว่า ถ้าเราเป็นผู้นำอาเซียนแล้ว เราควรจะรู้สึกอย่างไร … เราควรจะรู้สึกไหมว่า กต. ไทย เชิญรัฐมนตรีต่างประเทศพม่า มา “ตบหน้า” รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนทุกคนที่กรุงเทพฯ  

     ดังนั้น เมื่อรัฐบาลไทยตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการเชิญพลเอกอาวุโสมิน อ่อง ลาย มาเยือนประเทศไทยย่อมคาดเดาได้ถึงเสียงวิจารณ์จากหลายภาคส่วนที่จะตามมาอย่างแน่นอน

      ถ้าเป็นเช่นนี้ รัฐบาลไทยอาจต้องตอบอย่างไรให้ชัดเจนในทางยุทธศาสตร์ว่า ไทยได้อะไรจากการนี้ เพราะถ้าทำแล้ว ไทยไม่ได้อะไร หรือมีผลเสียมากกว่าผลได้แล้ว … คำถามคือ แล้วเราควรจะปรับทิศทางนโยบายต่างประเทศไทยต่อพม่าใหม่หรือไม่

ข้อสังเกต

       วันนี้ ผลตอบแทนของนโยบาย “กระเตง” รัฐบาลพม่าเช่นนี้ ได้แก่

1) บทบาทของไทยไม่เป็นที่ตอบรับในเวทีระหว่างประเทศ เพราะในการพบกับผู้นำพม่า ผู้นำไทยแทบไม่เคยนำเสนอประเด็นทางด้านสิทธิมนุษย์ชน หรือข้อเรียกร้องในการลดความรุนแรงของสงครามแต่อย่างใด

2) การแสดงท่าทีแบบ “โอบอุ้ม” รัฐบาลพม่าอย่างมาก ย่อมก่อให้เกิดมุมมองจากกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่าว่ารัฐบาลไทยทิ้งพวกเขา และต้องการมีความสัมพันธ์กับฝ่ายทหารเท่านั้น

3) ผู้นำไทยแทบไม่เคยแสดงออกในลักษณะของ “คนกลาง” ที่สื่อสารข้อเรียกร้องบางประการของกลุ่มชาติพันธุ์ให้กับผู้นำพม่าเท่าใดนัก

4) การไม่แสดงถึงการเรียกร้องให้ผู้นำพม่ายอมรับฉันทามติอาเซียน แต่กลับปล่อยให้ผู้นำพม่ามาใช้เวทีอาเซียนในไทยในการปฏิเสธฉันทามตินั้น จึงเท่ากับไทยสนับสนุนพม่าให้มีท่าทีแบบ “ปฏิเสธอาเซียน” เพราะเป็นผู้ที่เปิดช่องให้พม่ามาแสดงออกที่กรุงเทพฯ

5) ผู้นำไทยไม่แสดงท่าทีในลักษณะของการ “ต่อรอง” ในเวทีที่กรุงเทพฯ แต่กลับเป็นแสดงด้วยท่าทีแบบ “ยอมพม่า” ไปหมด ทั้งที่ผู้นำพม่าน่าจะเป็น “ฝ่ายขอความช่วยเหลือ” ทางการเมืองจากฝ่ายไทย โดยเฉพาะปัญหาผลกระทบของสงครามที่มีต่อประชาชนไทยตามแนวชายแดน

6) ลักษณะเช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามอย่างมากว่า อะไรคือ “ข้อแลกเปลี่ยน” ทางการเมือง ที่สังคมไทยไม่เห็นในที่สาธารณะ หรือมีการต่อรองในทางการเมืองที่เราไม่ทราบไหม เนื่องจากท่าทีของการคุย มีลักษณะว่า ไทยเป็นเหมือนฝ่ายที่ “ยอมไปหมด” ในทางการเมือง

7) ปัญหาสำคัญหลายส่วนที่มีผลกระทบต่อไทย มีลักษณะเป็น “ปัญหาข้ามชาติ” และไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งต้นตอปัญหาคือ จีน ได้แก่ ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ปัญหามลพิษข้ามชาติ แต่ผู้นำไทยก็ไม่เคยแสดงท่าทีที่จะนำปัญหาดังกล่าวขึ้นโต๊ะเจรจากับจีนอย่างเป็นทางการ

8) ยาเสพติดยังคงเป็นปัญหาสำคัญตามแนวชายแดนไทย-พม่า แต่ดูเหมือนว่า ผู้นำไทยไม่ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นในการคุยเท่าใดนัก

ใครได้-ใครเสีย !

     ผลจากการเดินทางเยือนกรุงเทพฯ ของผู้นำพม่าครั้งนี้ จึงทำให้เห็นชัดว่า พม่าดูจะเป็นฝ่ายได้ผลตอบแทนทางการเมืองอย่าง “เต็มๆ” ในขณะที่ ไทยดูจะได้ปัญหาและเสียงวิจารณ์เชิงลบตามมา

      ดังนั้น คงไม่ผิดนักที่จะกล่าวเปรียบเทียบเหมือน “พม่าแทงกบ” ที่กรุงเทพฯ ก็ได้ “กบ” กลับบ้าน ส่วนไทยนั้น เหมือน “จับกบ” คือ ไม่ได้อะไรเลย และยังดัน “จับกบล้มไม่เป็นท่า” อีก (555) !



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

พม่าแทงกบ ไทยจับกบ ! | สุรชาติ บำรุงสุข
หุ้นไทยฝ่าพายุข้อมูลรั่ว วิกฤตธรรมาภิบาล ลุ้นกระทิงดุคืนชีพ 1,720 จุด
ย้ายบิ๊กล็อต 40 ผอ.เขตฯ พิสูจน์ธรรมาภิบาล ‘บิ๊ก ศธ.’
ข้าราชการยุคสีน้ำเงิน แต่งตั้ง-โยกย้ายใหญ่ ‘อนุทิน’ จัดกำลังวางเกมอยู่ยาว
เมื่อรู้ตัวว่าจะแพ้ กติกาก็เปลี่ยน: บทเรียนจากเมียนมา แกมเบีย และกินี
กำเนิดระบบทุนนิยมกับระบบตลาดที่เป็นข้อบังคับเชิงโครงสร้าง (3)
ยาใจคนเจ็บ: 2) ปรัชญายาใจ
ชาตินิยมกระจอก (แต่เถื่อน)
ภัยร้อนในหน้าฝน (2) เตรียมตัวปรับธาตุด้วยพืชผักรสเย็น
ทดสอบ ‘โคโรลลา ครอส’ MY2026 ปรับใหม่ไฉไลขึ้น-ขับสบายเหมือนเดิม
เช่าก่อนซื้อ
หน่อไม้ฝรั่งผัดหมูกรอบ