MatiTalk : ‘พิธา’ กับ 2 ปี ยุบก้าวไกล ความหวัง กำลังใจ และสิ่งอยากฝากคน Gen Z
MatiTalk : พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์
“ผมว่าผิดหวังได้ แต่หมดหวังไม่ได้” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล / คอลัมนิสต์มติชนสุดสัปดาห์ เปิดใจกับรายการ MatiTalk ถึงการเมืองไทย กำลังใจ และความหวัง ในวาระครบรอบ 2 ปียุบพรรคก้าวไกล
พิธาบอกว่า ถ้ารู้สึกผิดหวังก็ต้องผิดหวัง ยิ่งไปฝืนมันยิ่งเหนื่อยนะ คือคุณรู้สึกว่าผิดหวังกับผลการเลือกตั้ง ผิดหวังกับการประพฤติตัวของ ส.ส. ผิดหวังกับสิ่งที่เคยได้รับการสัญญาแล้วผิดสัญญาตระบัดสัตย์อะไรก็แล้วแต่ มันก็คงต้องผิดหวัง
แต่ว่าเราต้องมานั่งถามตัวเองด้วยว่าแล้วจากนี้ทางเลือกมันคืออะไร?
ถ้าเกิดเราแค่ผิดหวังแล้วเราหมดหวังไปด้วย ก็เหมือนกับเรายกประเทศของเราใส่พานมอบให้เขาไปเลย
ยิ่งคุณดูประชุมสภาน้อย ยิ่งคุณไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งน้อย ยิ่งคุณสนใจการเมืองน้อยก็เท่ากับแบบว่ายกประเทศไทยใส่พานแล้วก็ยกให้เขาไปเลยคุณก็จะไม่มีโอกาสอะไร คุณจะเป็นแค่ผู้อยู่อาศัยแบบ 100%
อย่างไรก็ตาม พอคุณรู้สึกว่ามันถึงระดับที่เขารังแกคุณมากเกินไป กดทับคุณมากเกินไป จนกระทั่งมันแบบว่าติดกำแพงแล้ว เดี๋ยวสัญชาตญาณของการสู้มันก็จะเกิดขึ้น
ถ้าเหนื่อยก็พักแต่พอถึงเวลาแล้วไฟในใจมันมาก ฝ่ายที่รุกเข้ามา ถ้าไม่รู้จักพอ อย่าให้กินรวบมากจนเกินไป หากคุณทำให้คนจำนวนมากมันหลังติดฝาแล้ว พวกเขาจะไม่สู้แบบธรรมดานะ
เขาจะสู้ด้วยใจเลย
กำลังใจถึงคนในพรรคประชาชน ที่โดนสารพัดมรสุม
คงเริ่มด้วยความเห็นใจ คนที่ไม่เคยผ่านจุดเป็นผู้นำของพรรคการเมืองสไตล์อนาคตใหม่ ก้าวไกล มาถึงพรรคประชาชน ต้องเจออะไรทั้งภายในทั้งภายนอก ทั้งคลื่นใต้น้ำ คลื่นสึนามิที่ให้เห็นชัดๆ
แล้วการบริหารพรรคการเมืองมันไม่เหมือนบริหารอย่างอื่น ไม่ได้เหมือนบริหารสำนักพิมพ์ที่มีแบบยอดให้เห็นชัดๆ จะประเมินคนเป็น ส.ส.ที่มีเอกสิทธิ์ของเขาเอง leadership มันก็ยาก
อยากจะให้เห็นใจ อยากให้รู้ก่อนว่าสิ่งที่คุณทำอยู่ มันคือการเสียสละมากเลยนะ แล้วมันก็ยากมากด้วย
แต่ว่าในเมื่อคุณตัดสินใจมาแล้ว ต้องคอยถามตัวเองว่าทำไมถึงเสนอตัวมาตั้งแต่ตอนแรก ถ้าเกิดตรงนี้มันชัดว่าเหตุผลคุณมาเล่นการเมืองทำไม เรื่องหนักๆ มันก็จะกลายเป็นเรื่องเบาได้
แต่ถ้าเกิดมันไม่ชัด เรื่องเบาก็จะกลายเป็นเรื่องหนักได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นมันก็ต้องแบบทำงานด้วยใจแล้วเอาสมองไปด้วย Follow your heart but take your brain with youในทุกๆ สิ่งที่คุณทำ
แล้วก็ต้องสร้างคนรุ่นใหม่ๆ มาส่งต่อคบเพลิง
ไหนๆ ก็จุดไฟกลางสายลมได้แล้ว ก็อย่าให้มันดับ

ครบ 2 ปียุบพรรคก้าวไกล
ไม่ได้ทำให้ความตั้งใจหรือความเชื่อของผมลดน้อยลง แล้วก็ฝึกความอดทนมากขึ้น
ตัวผมนับเป็นเดือนถอยหลังนะ มันรู้สึกสบายมากกว่าเป็นปี ตอนที่เราสัมภาษณ์กันก็เหลือ 96 เดือน เดี๋ยวผมกลับไปอเมริกาก็เหลือ 95 เดือน ช่วงหนังสือเล่มใหม่ออกก็เหลือ 94 เดือน
ผมยังรู้สึกว่าตัวเองมีคำตอบเดิมว่า “เรามาเล่นการเมืองทำไม”
ตอนที่ผมตัดสินใจลงสมัคร ผมคิดว่าประเทศไทยทำได้ แล้วผมทำได้ จากที่มีประสบการณ์โตที่ต่างประเทศเห็นว่าประเทศอื่นเขาดีอย่างนั้นอย่างนี้ และคิดว่าประเทศเราก็มีจุดแข็งพอที่จะกลบจุดด้อย หลังจากที่โดนเพื่อนต่างประเทศปรามาสมาโดยตลอดว่าประเทศเขาดีอย่างนั้นอย่างนี้ ที่เราเคยเป็นเด็กหลังห้องในทำเนียบรัฐบาลหรือเคยเห็นนักการเมืองคนอื่นทำ เราเขียนสปีชให้คนอื่นมาเยอะ แล้วพอมาเขียนของตัวเองมั่ง ผมก็คิดว่าเราทำได้
ผมเชื่อว่าประชาชนคนไทยทุกคนสามารถที่จะทำความฝันร่วมกันได้ ไม่ว่าจะนานเท่าไรก็ยังรออยู่ อาจจะไม่ใช่ 96 เดือน ผมอาจจะโดนตลอดชีวิตไปเลยก็ได้ เพราะคดี 44 ส.ส.ก็เริ่มมีการซักพยานเริ่มมีการต้องเข้าสู่กระบวนการมากขึ้นภายในปีหนึ่ง ผมก็อาจจะโดนตัดสินตลอดชีวิต
แต่ตัวอย่างในหลายประเทศที่เราเห็น เรียกว่าขยาย perception หรือขยายวิธีคิดว่า ประธานาธิบดีที่นั่นก็โดน Supreme Court ตัดสิทธิ์ลงประธานาธิบดีไม่ได้ แต่เวลาผ่านไปหลายปีเขาก็ลงได้แล้วชนะเลือกตั้งในที่สุด
หรือคนที่พยายามจะทำรัฐประหารก็ติดคุก
มองรัฐบาล-การเมืองไทยตอนนี้
ผมรู้สึกว่า หลายๆ เรื่องที่ประเดประดังเข้ามา เหมือนกับว่ามีความเป็นสหพันธ์บ้านใหญ่ที่มีความไม่เข้าเนื้อกันแล้วก็มีวิชาต่างๆ นานาที่ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมขึ้นอยู่ในอำนาจนิยมในตัวของมันเอง
ผมคิดว่าอันนี้น่าจะเป็นปรากฏการณ์ใหญ่ เป็นภาพใหญ่ที่เห็นได้เห็นว่าอำนาจนิยมมันก็กัดกินตัวเอง มันขยายใหญ่มากจนกระทั่งไม่รู้จะไปกินอะไรต่อ ก็กลับมากัดกินตัวเอง เลยเห็นภาพนี้ได้เยอะ แล้วผมก็เชื่อว่าพี่น้องสื่อมวลชนหลายๆ สำนักก็พาดหัวไปในทิศทางเดียวกันกับสมมุติฐานที่ผมมีอยู่ตอนนี้เช่นเดียวกัน
แล้วดูจากสภาพหากชนกัน มีการประลองกำลังกันซะหน่อยในบรรดาคนมีอำนาจ ก็จะทำให้ศรัทธาของประชาชนหายไป เพราะว่าวันๆ เขาไม่มีอะไร มีแต่มีแต่การเล่นการเมืองกันเอง โดยไม่ได้บริหารบ้านเมืองเลย
3-4 เดือนที่ผ่านมาผมตามข่าว มันอีนุงตุงนัง แล้วบอกไม่ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น อยู่ดีๆ ก็มีตัวละครแปลกๆ โผล่ขึ้นมา มีเรื่องเงินกู้ 400,000 ล้าน มีเรื่องเกี่ยวกับทุจริตท้องถิ่น มีเรื่องฮั้ว ส.ว. มีเรื่อง TH-AI Passport แล้วก็มีหลายๆ เรื่องที่มันเหมือนกับว่ามันเป็นแผล มากกว่าที่มันจะเกิดขึ้นโดยตามธรรมชาติ
ปรากฏการณ์ที่เกิดรู้สึกคล้ายๆ กับการเสื่อมศรัทธา เมื่อตอน 3 ป. ที่เราก็ไม่เคยคิดว่ามันจะมีพลังเสื่อมกันเองภายในกลุ่มก้อนที่เป็นอำนาจนิยมด้วยกัน แต่คราวนี้กลุ่มคนที่เคยโดนโจมตีหรือโดนเปิดโปงเรื่องกักตุนน้ำมันก็อาจจะกลายเป็นคู่ขัดแย้งของคนที่เป็นแกนกลางที่อยู่ในกลุ่มก้อนนี้เช่นเดียวกัน ทำให้เห็นว่าภาพที่พวกคุณบอกว่าเข้มแข็งอย่างที่พยายามอยากจะแสดงออกให้คนอื่นเห็นจริงหรือเปล่า?
แล้วมีสมาธิในการการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้ไหม
และนำไปสู่คำถามว่าจะมีคนรับผิดรับชอบกับสิ่งต่างๆ นานาที่ถูกเปิดโปงมาหรือเปล่า?
ฝากถึง Gen Z ที่โดนสังคมกดทับ กดดัน
ตอนผมเป็นเด็กผมก็โดนแบบนี้เหมือนกัน ตอนที่ผมอายุเท่าพวกคุณ ผมก็โดนคนที่อายุมากกว่าที่เขาพูดว่าอาบน้ำร้อนมาก่อน หรือมีคนคอยดูถูกเหยียดหยาม ทำให้ต้องพิสูจน์ตัวเอง
ผมก็รู้สึกว่าเวลาจะทำงานแล้วสามารถที่จะไปได้รับสิทธิ์ในการนั่งโต๊ะเดียวกันกับผู้ใหญ่พวกนั้นได้ ผมต้อง Upward management บริหารความคาดหวังพวกเขา ผมต้องมีอะไรที่พวกเขาไม่มี ซึ่งตอนนั้นก็คือข้อมูลล้วนๆ เลย
เช่น เวลาจะมีประชุมเรื่องอะไรก็ตาม ผมจะต้องเป็นคนที่รู้ข้อมูลเรื่องนั้นเยอะกว่าผู้ใหญ่พวกนี้เพราะผู้ใหญ่พวกนี้มีประสบการณ์ แต่เขาเข้าถึง Internet Explorer เท่ารุ่นผมไม่ได้ เขายังใช้ Yahoo ใช้ Google ไม่เป็น
เช่น ที่ประชุม จะพูดเรื่องตลาดปูนซีเมนต์ในเวียดนาม ผมก็จะเป็นคนที่ต้องรู้ทุกมิติทุกมุม แม้ผมอาจจะนั่งอยู่ข้างหลังห้อง แต่เวลา CEO คุยกับ CEO เรื่องนี้แล้วผมก็สามารถที่จะขออนุญาต แชร์ข้อมูลว่าเมืองนี้โตประมาณ 4.5% ในภาคใต้จะดีกว่า เขามีประชากรเกือบ 100 ล้านคนที่ต้องการอยู่ เราจะต้องมีข้อมูลอะไรแบบนี้
มันก็เป็นทั้งวิชามนุษย์ที่จะต้องทำเชิงรุกเพื่อสนับสนุนเป้าหมายและความต้องการของหัวหน้า โดยสื่อสารและประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพ เจ้านายเราสามารถที่จะรู้ว่าจุดแข็ง จุดอ่อน คืออะไรแล้วก็สามารถที่จะประสานด้วยกันได้
ขณะเดียวกัน ก็รู้สึกเห็นอกเห็นใจคนเจนซีสมัยนี้ รู้สึกว่าชีวิตเขาเทียบกับรุ่นผมแล้วชีวิตรุ่นผมน่าจะง่ายกว่ารุ่นเขาเยอะ ทั้งในเรื่องเกี่ยวกับความกดดันต่างๆ นานา เรื่องเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ สมัยก่อนก็ไม่ได้โหดร้ายเท่านี้ รวมถึงการหางานที่หายากมากขึ้น แล้วก็ยังมีความคาดหวังของสังคม แล้วมีสมาธิกับอะไรมันยากขึ้น
สมัยก่อนยังรู้สึกว่าแบบฟังเพลงเสร็จยังมีเวลาอยู่กับคุณพ่อแม่มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น
แต่ทุกวันนี้มันเหมือนกับว่าโดนอัลกอริธึ่มดูดเวลาและสมาธิไปมากจนรู้สึกว่ารู้สึกเห็นใจว่าคนรุ่นนี้น่าจะยากกว่ารุ่นของพวกผมเยอะ
ในมุมหนึ่งคือรู้สึกว่าที่ผมเคยโดนคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนเขาจะดูถูกเราคุณมันก็เด็กเมื่อวันซืน ก็อย่าให้มันมาทำลายความตั้งใจหรือว่าทำให้คุณรู้สึกเสียสมาธิกับความฝันของพวกคุณ

ความรักกับชีวิตที่เปลี่ยนแปลง
ตอนเลือกตั้งปี 2566 เรื่องสุขภาพผมให้ประมาณ 4 เต็ม 10 ถึงแม้ว่าจะชนะเลือกตั้ง แต่สุขภาพผมน่าจะสักประมาณ 4 เต็ม10
แต่พอตอนนี้พอมันผ่านมาเยอะมีเวลาให้กับตัวเอง มีเวลาที่จะมีความสัมพันธ์ มีเวลาที่จะมีมีคนรักที่ดีอย่างคุณก้อย (อรัชพร โภคินภากร)เข้ามา ตอนนี้สุขภาพผมว่าน่าจะสัก 8 เต็ม 10 ถ้าให้ผมกลับมาลงเลือกตั้งตอนนี้ ผมจะลุยดีเบตได้เยอะกว่าเดิม ไปลงพื้นที่มากกว่าเดิม
คุณก้อยเป็นคนรักที่ดีที่แบบว่าคอยดูแลสุขภาพ คอยให้กำลังใจ แล้วก็เป็นคู่คิด ได้พูดอะไรที่ผมไม่ได้เก็บไว้ให้มันอยู่ในใจตลอดเวลา หรือให้มันอยู่ในหัวเราคนเดียว ก็สามารถเล่าสู่กันฟัง พอมันได้ระบายปุ๊บ ถึงแม้ว่ายังไม่ได้แก้ปัญหา มันก็โล่ง
เพราะฉะนั้นก็สุขภาพกายดีขึ้น สุขภาพจิตดีขึ้น อันนี้น่าจะเป็นอะไรที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด
ชมคลิป
