bg-single

‘ประหารชีวิต’ ทำได้ทันที | เหยี่ยวถลาลม

09.08.2026

เท่าที่เป็นข่าวดังและจำได้ ระบบความคิดของอัยการญี่ปุ่นช่วยให้คนไทยรอดคุกญี่ปุ่นมา 2 ครั้ง

ครั้งแรก เมื่อมิถุนายน 2558 อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาลไปดูโรงงานกำจัดขยะและเตาเผาขยะที่ญี่ปุ่น ในวันเดินทางกลับ สนามบินนาริตะ Terminal 1 ตรวจด้วยเครื่อง X-ray พบอาวุธปืนพกขนาด .22 พร้อมกระสุน 5 นัดอยู่ในกระเป๋าสัมภาระ

อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาลถูกควบคุมตัวไปสอบสวน เพราะญี่ปุ่นเข้มงวดเรื่องอาวุธปืนมาก ทั้งกฎหมายก็กำหนดโทษจำคุกเอาไว้หลายปี

ใช้เวลาเกือบ 3 สัปดาห์ อัยการญี่ปุ่นแน่มาก “สั่งไม่ฟ้อง” อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาลของไทย ทั้งๆ ที่เป็น “ความผิด” และมีหลักฐานครบถ้วน

เหตุผลคือ พิจารณาจากพยานหลักฐานรวมทั้งพฤติการณ์ผู้กระทำผิด อายุ และสภาพแวดล้อมแล้ว เชื่อได้ว่า นำอาวุธปืนพกเข้าไปในประเทศญี่ปุ่นโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่ใช่การปกปิดซ่อนปืน แต่ปืนบังเอิญติดมากับสัมภาระโดยไม่รู้ตัว

อีกครั้งหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้

ที่สนามบินฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น หญิงไทยวัย 28 ปี ถูกควบคุมตัวพร้อมกล่องพัสดุเป็น “ยาไอซ์” ยัดไส้ในซองกาแฟ

หญิงไทยปฏิเสธไม่รู้เรื่องยัดไส้ยาเสพติด ได้แค่ค่าหิ้วพัสดุ 3,600 บาท

แต่ถ้ายาไอซ์ทั้งหมดนั้นหลุดไป มูลค่าในญี่ปุ่นกว่า 10 ล้านบาทไทย

ความซื่อตรงสำคัญที่สุด อัยการญี่ปุ่นสอบสวนละเอียดยิบจนมีหลักฐานเพียงพอเชื่อได้ว่า หญิงไทยรายนั้นไม่มีพฤติการณ์อันใดให้เคลือบแคลงสงสัยจึง “สั่งไม่ฟ้อง” ทั้งๆ ที่มีหลักฐานคามือคือยาเสพติด ซึ่งถ้าจะเอาผิดก็ทำได้ แต่ไม่ทำเพราะเจ้าพนักงานค้นหาความจริง เพื่อบรรลุถึงความยุติธรรม

ไม่ต้องร้องขอ ไม่ต้องหาเส้นสายมาวิ่งเต้น ไม่ต้องหยอดน้ำมันหรือจิ้มก้อง แค่ตรงไปตรงมาร่วมกันพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏ การใช้ดุลพินิจของอัยการไม่บิดเบี้ยวไปตามอามิส

ไม่ได้หมายความว่าอัยการญี่ปุ่นฉลาดเก่งเป็นพิเศษ ไม่พลาดไม่เคยโดนมิจฉาชีพตบตา แต่คำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องของอัยการไม่ได้ทำตามอำเภอใจ หากแต่ทำตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่มุ่งให้ผดุง “ความยุติธรรม” ไม่ฉกฉวยโอกาสหาประโยชน์จากการใช้ดุลพินิจทั้งด้านให้คุณและให้โทษ

ระบบยุติธรรมไทยก็คล้ายญี่ปุ่น การสั่งฟ้องศาลหรือไม่ฟ้องศาลเป็นอำนาจของอัยการ

ส่วนตำรวจและดีเอสไอทำหน้าที่เพียงสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานแล้วนำตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวนสอบสวนส่งให้อัยการพิจารณา “สั่งคดี”

ซึ่งโดยทั่วไปอัยการก็จะเริ่มจากพิจารณาว่า การกระทำนั้นๆ ผิดกฎหมายหรือไม่ สมมุติว่าผิด ก็จะดูต่อไปว่า ผู้ต้องหาที่ได้มานั้นถูกตัวหรือไม่

ถ้าใช่ทุกอย่าง ก็จะดูอีกว่า มีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ให้ศาลเชื่อและลงโทษได้หรือไม่

และข้อสุดท้าย ในบางกรณี ถึงแม้การกระทำนั้นเป็นความผิด และตัวผู้ต้องหานั้นก็ใช่ อีกทั้งพยานหลักฐานก็เพียงพอ ก็ยังให้พิจารณาว่า “มีเหตุอันควรไม่ฟ้องผู้ต้องหารายนั้นหรือไม่”

ดุลพินิจสั่งคดีมีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อความสงบและความยุติธรรม

แล้วกับคดี “ป๋อง” ฆ่าโหดสะเทือนขวัญและทำลายภาพลักษณ์ความปลอดภัยของประเทศไทยนั้นล่ะ จะปกป้องคุ้มครองประโยชน์สาธารณะกันอย่างไร

“ป๋อง” เพิ่งจะพ้นโทษออกมาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ศาลจังหวัดระยองมีคำสั่งกำหนดมาตรการเฝ้าระวังหลังพ้นโทษไว้ 2 ปี

แต่แค่เดือนเดียวเท่านั้น

ต้นเดือนกรกฎาคม “ป๋อง” กับพวกจับ 3 พ่อแม่ลูกใส่กุญแจมือแล้วหิ้วตัวออกจากบ้านพัก ที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เอาไปยิงทิ้งอย่างอำมหิตแล้วโยนลงหลุมเดียวกันที่ขุดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า ในป่ามะพร้าว

ปลายเดือนกรกฎาคม

“ป๋องกับธง” ดักชิงรถจักรยานยนต์ด้วยการยิงนายโรมัน นาซิโมวา อายุ 17 ปี (น้องชาย) กับทุบตีนางสาวไดอาน่า นาซิโมวา อายุ 22 ปี (พี่สาว) จนเสียชีวิต แล้วนำ 2 ศพไปฝังในป่ามะพร้าว ห่างจากหลุมฝัง 3 พ่อแม่ลูกราว 400 เมตร

ใช่แล้ว โลกนี้ศิวิไลซ์ขึ้น ผู้ถูกกล่าวหรือผู้ต้องหาก็คือมนุษย์!

เทียบกับสัตว์ป่าที่ดุร้าย ถึงอย่างไรก็ต้องมีเขตพื้นที่เฉพาะให้อยู่อาศัย หรือไม่ก็ “ต้องขัง” ตลอดชีวิต สัตว์ป่าดุร้ายไม่ได้รับสิทธิพิเศษลดหย่อนผ่อนปรนโทษ ได้รับการปล่อยตัวให้มาเดินบนท้องถนน

ต่างกับ “คน” ถึงแม้จะป่าเถื่อนอำมหิตติดคุกก็ยังคงได้รับเงื่อนไขพิเศษปรับปรุงแก้ไขกมลสันดาน จากนั้นจึง “คืนสู่สังคม”

จริงทีเดียวว่า ในสังคมทุกวันนี้ คนมีอันตรายรอบด้านจากคนด้วยกัน หาใช่จากสัตว์ป่าที่ดุร้ายไม่

ความโหดเหี้ยมอำมหิตของป๋องจุดไฟโกรธไฟแค้นให้ปะทุออกมาเป็น “เสียง” ที่เรียกร้องให้ “ประหารชีวิต”

โทษประหารชีวิตมีอยู่ในกฎหมายอาญาไทยแต่ไหนแต่ไรมา

“ฆ่าผู้อื่น” ป.อาญา มาตรา 288 โทษสูงสุดก็ “ประหารชีวิต”!

ถ้าพฤติการณ์ชั่วมากขึ้นเรียกว่า “ผิดฉกรรจ์” ถัดไปในมาตรา 289 ตั้งแต่วงเล็บ 4-7 ให้ “ประหารชีวิต” ทั้งนั้น

มาตรา 289 (4) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน “ประหาร”

มาตรา 289 (5) ฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือกระทำทารุณโหดร้าย “ประหาร”

มาตรา 289 (6) ฆ่าผู้อื่นเพื่อตระเตรียมการ หรือเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำผิดอย่างอื่น “ประหาร”

มาตรา 289 (7) ฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การกระทำที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญา ก็ “ประหาร”

มาตรา 339 วรรคท้าย ชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นตาย ก็ประหารชีวิต

แน่นอนว่า ทุกชีวิตได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย แต่ในบางสังคมเสียสมดุล เช่น เมื่อชีวิตหนึ่งถูกฆ่าตายไปเสียก่อน คนตายย่อมพูดไม่ได้ แต่คนเป็นๆ ที่ฆ่าผู้อื่นยังคงมีลมหายใจ ยังพูดได้ และยังได้รับโอกาสมากมายอธิบายความเพื่อลดหย่อนผ่อนโทษ ได้ออกมาลอยหน้าลอยตาทำชั่วต่อไปตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ

ถ้าหวังผลให้ต้องโทษ “ประหารชีวิต” คดีป๋องอำมหิต อัยการก็น่าจะทำอะไรสักอย่าง มากไปกว่าการ “นั่งรอ” ให้ส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวนสอบสวน!?!!!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ธงทอง จันทรางศุ | ‘จริง’ ที่ห้องสมุดเมลเบิร์น ‘ฝัน’ (ไม่เป็นจริง) ที่กรุงเทพฯ?
‘ประหารชีวิต’ ทำได้ทันที | เหยี่ยวถลาลม
ส่องตัวเต็ง ผบช. ใครวิน ใครร่วง? จับตาสมรภูมิโต๊ะเล็กเดือดปุด เกมบริหารตั๋วและอำนาจ
หน่วยราชการในพระองค์ ศอญ.จิตอาสาพระราชทาน พร้อม”ปลัดมหาดไทย“ นำ จิตอาสาพระราชทาน ปฏิญาณตน “เราจะทำความ ดี ด้วยหัวใจ…” จัดกิจกรรมสร้างรอยยิ้ม-ความสุข “จิตอาสาบริการประชาชน” ในโอกาส คล้ายวันพระราชสมภพ “พระพันปีหลวง” วันแม่แห่งชาติ
“บั่น”ไม่ลง | สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
E-DUANG | สงคราม ในทาง “ความเชื่อ” บน”ฐาน” แห่ง หวาดระแวง
สู่ขวัญข้าวของชาวนา ถูกยกย่องเป็นพิธีหลวง
THE ODYSSEY (ต่อ) | ‘การกลับบ้าน’
คนดีที่ใจร้าย
Hoppers จะอนุรักษ์หรือจะพัฒนา
คุยกับทูต | อิสซา อับดุลเลาะฮ์ ญาบิร อัลอาลาวี โอมาน : สะพานแห่งสันติภาพ สู่ความร่วมมือที่ยั่งยืน (3)
รักคืนเรือน?