มองบ้านมองเมือง | ปริญญา ตรีน้อยใส
โดยทั่วไป จะมีแต่ข่าวป่าทางภาคเหนือ แต่เมื่อเร็วๆ นี้ กลับมีข่าวเกี่ยวกับป่าในภาคตะวันออก
เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จันทบุรี มูลค่า 7,200 ล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งน้ำรองรับการเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมผลไม้ และการขยายตัวของชุมชนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
ข่าวโครงการนี้แปรเปลี่ยนเป็นความขัดแย้งระหว่างการส่งเสริมกิจการดาต้าเซ็นเตอร์กับการสูญเสียพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น
เลยเป็นโอกาสให้มองบ้านมองเมืองย้อนมองอดีตบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกของไทย ที่เดิมมีเพียงหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ เรียงรายตามฝั่งทะเล ส่วนพื้นที่ภายในล้วนเป็นป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดปัญหาโจรผู้ร้ายชุกชุมตามหัวเมืองตะวันออก จึงมีพระบรมราชโองการฯ ให้เมืองชลบุรีเป็นศูนย์บัญชาการ และให้เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหมและเกษตราธิการ เป็นผู้บัญชาการปราบโจร
หลังเสร็จภารกิจในปี พ.ศ.2440 เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีขอลาออกจากตำแหน่ง และก่อตั้งบริษัทศรีมหาราชา เพื่อรับสัมปทานป่าไม้ในพื้นที่กว่า 1,500 ตารางกิโลเมตร (ประมาณหนึ่งล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่จากศรีราชาไปจนถึงบางละมุง)
ไม้จำนวนมหาศาลที่ตัดได้จะลำเลียงออกทางรถไฟ ไปจนถึงโรงเลื่อยและท่าเรือที่อยู่ริมทะเล บริเวณเกาะลอยในปัจจุบัน
ในระยะแรก เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีร่วมลงทุนกับบริษัทกิมเซ่งหลี ในกรุงเทพฯ ต่อมาแม้จะเปลี่ยนผู้ร่วมทุนเป็นบริษัท บอร์เนียว จำกัด แต่ธุรกิจค้าไม้ยังขาดทุนถึงขั้นล้มละลาย เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีต้องขายที่ดินหลายแปลงในกรุงเทพฯ เพื่อชดใช้หนี้
ในขณะที่พื้นที่ที่เคยเป็นป่า มีพืชพันธุ์ไม้ขึ้นรก ถูกเปลี่ยนสภาพเป็นที่ราบโล่ง นำไปสู่การใช้ประโยชน์ด้านเกษตรกรรมประเภทพืชไร่ ได้แก่ อ้อย และมันสำปะหลัง และการเลี้ยงสัตว์
รวมทั้งไร่สับปะรดที่เริ่มจากการปลูกเพื่อบริโภคและเป็นรายได้สำหรับนักเรียนอัสสัมชัญ ที่อพยพจากกรุงเทพฯ ระหว่างสงครามเมื่อปี พ.ศ.2485
เช่นเดียวกับกิจการแปรรูปไม้ และกิจการขนส่งท่าเรือในครั้งนั้น ทำให้เกิดชุมชนที่เรียกขานตามชื่อบริษัทว่า ศรีราชา มาจนถึงปัจจุบัน
