bg-single

บันทึกการเสวนา ‘วัฒนธรรมกลองมโหระทึกของประเทศจีน’ ตอนที่ 4 : มิติด้านจิตวิญญาณ ด้านชุมชน และเกร็ดน่ารู้

19.09.2026

Multiverse | บัญชา ธนบุญสมบัติ

ในบทความตอนที่แล้ว ผมเล่าไว้ว่าอาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ ได้เปรียบเทียบกลองมโหระทึกที่พบในจีนและในไทยในมิติด้านวัสดุ (Material dimension) แล้ว คราวนี้ก็มาถึงมิติที่ 2 คือ มิติด้านจิตวิญญาณ (Spiritual dimension) บ้าง

อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ บอกว่า กลองมโหระทึกถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ทั้งในจีนและไทย ทั้งนี้ เมื่อดูจากตัวกลองก็อาจกล่าวได้ว่าโครงสร้างของกลองมโหระทึกแสดงทัศนคติเรื่อง 3 โลก ซึ่งอาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ ใช้คำว่า ‘ไตรภูมิ’ เมื่อดูในสไลด์ก็พบคำว่า Three-realm Cosmology ซึ่งถ้าแปลตรงตัวก็คือ จักรวาลวิทยาไตรภูมิ ดูภาพที่ 1 ครับ

ทัศนคติ 3 โลก คือ หน้ากลองแทน ‘ฟ้า’ ด้านล่างแทน ‘ดิน’ และมีอีกโลกที่เชื่อมฟ้าและดินเข้าด้วยกันคือ ‘น้ำ’ จึงมีภาพเรืออยู่ในส่วนนี้

ลวดลายรูปเรือที่พบบนกลองมโหระทึกมีหลายแบบ บางแบบคล้ายตัวอักษร A ในภาษาอังกฤษ คือตรงปลายแยกกัน บางแบบเป็นเรือล่องตามแม่น้ำ แล้วก็มีเรือแข่งด้วย อย่างที่จีนมีประเพณีการแข่งเรือในเดือนห้าตามปฏิทินจีน ส่วนที่ไทยก็มีแข่งเรือ นอกจากนี้ ต้องมีการทำพิธีสำหรับเรือ เช่น มี ‘หมอไก่’ ทำพิธีโดยใช้กระดูกไก่

กรณีลวดลายรูปเรือซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพาหนะที่พาไปสวรรค์ อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ บอกว่า “ในประเทศไทยก็มีโลงศพรูปร่างคล้ายเรือ เช่น ถ้ำองบะ ส่วนที่กวางสีก็มี ซึ่งแสดงว่าคนตายต้องนั่งเรือข้ามไปถึงสวรรค์”

เมื่อพิจารณาโครงสร้าง กลองมโหระทึกดูคล้าย ‘เสา’ ซึ่งเมื่อดูจากรูปในสไลด์แล้ว คำว่า ‘เสา’ น่าจะหมายถึงลำต้นของต้นไม้ใหญ่ ทั้งนี้ คติของจีนก็นับถือ ‘เสา’ ซึ่งเป็นทางไปยังสวรรค์ (ผมลองสืบค้นดู พบว่าตำนานปกรณัมจีนโบราณมีคติเรื่อง ‘เจี้ยนมู่’ ซึ่งเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ขนาดมหึมา ทำหน้าที่เป็นสะพานหรือบันไดเชื่อมต่อระหว่างสามภพ)

หากดูจากลวดลายรูปนก พบว่ามีหนังสือประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า นกเป็นสัตว์ที่สื่อสารกับสวรรค์ เวลาคนตาย นกก็เอาวิญญาณไปส่งสวรรค์ อย่างเผ่าจ้างในทิเบต มีงานศพเรียกว่า ‘เทียนจ้าง’ ซึ่งให้นกมากินศพ แสดงว่าวิญญาณขึ้นสวรรค์

เรื่องลวดลายรูปนกบนกลองมโหระทึกนี้ ในช่วงท้ายของการเสวนามีผู้ฟังท่านหนึ่งถามว่า การออกแบบลวดลายรูปนกบนกลองมโหระทึกในท้องถิ่นต่างๆ ได้รับอิทธิพลหรือแรงบันดาลใจจากนกในท้องถิ่นนั้นๆ หรือไม่? และมีใครทำวิจัยเรื่องลวดลายรูปนกบนกลองมโหระทึกบ้างไหม?

อาจารย์เหลียงตอบว่า กลองมโหระทึกของจีนมีลวดลายรูปนกบางพันธุ์ ซึ่งชาวนาจีนบอกว่านกพันธุ์นี้จะบินขึ้นก่อนฝนตก ส่วนกลองมโหระทึกที่พบในสถานที่อื่นส่วนใหญ่มีทั้งลวดลายรูปนกที่เลียนแบบของเดิมมา และลวดลายรูปนกที่ได้รับอิทธิพลจากนกพันธุ์ท้องถิ่น

ส่วนลวดลายสำคัญที่มีลักษณะกลมๆ ที่ใจกลางของกลองแบบวั่นจยาป้า เดิมทีนั้นไม่ใช่ดวงอาทิตย์ แต่ต่อมากลายเป็นดวงอาทิตย์ ทั้งนี้ คนในบางกลุ่มชาติพันธุ์บอกว่าตรงกลางของดวงอาทิตย์เป็นตำแหน่งที่วิญญาณของคนตายออกมา

ภาพที่ 1 : รูปแบบและลวดลายบนกลองมโหระทึกสะท้อนมิติทางจิตวิญญาณ

มิติสุดท้ายคือ มิติด้านชุมชน (Communal dimension) อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ บอกว่า ทั้งจีนและไทยยังใช้กลองมโหระทึกอยู่ และใช้เป็นเครื่องดนตรีในพิธี เช่น ชนเผ่าจ้วงใช้ในพิธีเกี่ยวกับกบซึ่งสัมพันธ์กับเรื่องข้าวและการขอฝน ทำให้ได้ความอุดมสมบูรณ์ เหมือนกับพิธีในวันพืชมงคล คือพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญของไทยซึ่งก็เกี่ยวกับการทำนาเช่นกัน

อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ กล่าวว่า กลองมโหระทึกของไทยมีคุณค่ามาก เพราะว่าใช้ในพระราชพิธีของพระบรมวงศานุวงศ์ นับเป็นมรดกอันล้ำค่าในทางวัฒนธรรม

ในจีนมีการใช้กลองมโหระทึกเป็นเครื่องดนตรีในท้องถิ่น และมีการใช้ในงานศพด้วย มีประเพณีไหว้กลอง เชิญกลอง เช่น เผ่าเหมียว เวลาทำพิธีก็ต้องเชิญกลอง ต้องไหว้กลองก่อน

ก่อนหน้าการเสวนาราวหนึ่งสัปดาห์ อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ ได้ไปบันทึกเทปที่วัดบวรนิเวศวิหาร พบว่า ยังมีการใช้กลองมโหระทึกอยู่ในช่วงเวลาจุดเทียน ทั้งนี้ คุณเมริกา สงวนวงษ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในช่วงตอบคำถามว่า

“กลองมโหระทึกที่วัดบวรนิเวศฯ เป็นแบบเฮเกอร์ III หรือ (ที่เรานิยมเรียกว่า) กลองกะเหรี่ยง และมีวิดีโอที่ถ่ายมาด้วย” ทั้งนี้ “ภายในอุโบสถ เขาจะตีกลองมโหระทึกตอน 2 ทุ่ม ประธานในพิธีต้องเป็นพระที่มียศสูงทำหน้าที่จุดเทียนของรัชกาลที่ 4 ก็จะมีการตี (กลอง) ไปพร้อมกันกับการจุดเทียน พอจุดเทียนทั้งหมดเสร็จก็หยุดตี”

ผมได้บันทึกคลิปการตีกลองมโหระทึกที่วัดบวรนิเวศวิหารไว้สั้นๆ แม้ว่าคุณภาพอาจจะไม่ดีนัก แต่คลิปนี้ช่วยให้เห็นจังหวะและได้ยินเสียงการตีกลองค่อนข้างชัดเจน คุณผู้อ่านที่สนใจสามารถตามไปชมใน facebook ของผมได้ตามลิงก์นี้ครับ

URL : https://www.facebook.com/share/v/1KThmTs1C1/

นอกจากนี้ ยังมีอีกคลิปหนึ่งซึ่งแสดงการตีกลองกะเหรี่ยงแบบชาวบ้าน ชมได้จากลิงก์นี้ครับ

URL : https://www.facebook.com/share/v/1Dh25Q4pap/

อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ เสริมว่า “ที่จีนแต่ละเผ่าจะมีจังหวะการตีกลองมโหระทึกของตนเอง เช่น เผ่าสุ่ย สำหรับพิธีต่างๆ ก็มีจังหวะการตีกลองที่ไม่เหมือนกัน พิธีศพก็มีจังหวะหนึ่ง ส่วนในพิธีที่เป็นมงคลก็มีอีกจังหวะหนึ่ง ในประเทศจีนจึงมีการศึกษากลองมโหระทึกในด้านดนตรี หรือดุริยางคศาสตร์ด้วย”

ระหว่างการเสวนามีเหตุการณ์เล็กๆ ที่ช่วยให้บรรยากาศครื้นเครง คือราว 1 ชั่วโมงครึ่งหลังจากที่อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ เล่าเรื่องราวต่างๆ อย่างเข้มข้นชวนติดตามนั้น พอใกล้จบไมค์ก็เกิดดับ ไม่มีเสียงชั่วขณะ ท่านก็เลยพูดว่า

“เอ่อ…ไม่ให้พูดแล้วเหรอคะ สงสัยคงพูดเกินเวลา…”

อารมณ์ขันของท่านเรียกเสียงฮาครืนเลยทีเดียว

มีคำถามจากผู้เข้าฟังการเสวนา 2 ท่าน ซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวเนื่องกัน นั่นคือการจัดการกับกลองมโหระทึกที่ไม่ใช้แล้ว ทั้งนี้ มีข้อมูลเสริมว่า ในประเทศไทย หลักฐานทางโบราณคดีบ่งชี้ว่า เรามักพบกลองมโหระทึกแบบโดดๆ ตามหัวไร่ปลายนาเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีสิ่งของอื่นๆ ฝังร่วม ราวกับว่าเวลากลองมโหระทึกเสีย ก็มีการแอบนำกลองไปฝังไม่ให้คนในชุมชนรับรู้ ส่วนที่พบว่ากลองมโหระทึกฝังร่วมกับศพก็พอมีบ้าง แต่พบน้อยแห่ง เช่น ที่แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี และที่ถ้ำองบะ จังหวัดกาญจนบุรี จึงขอสอบถามว่าในประเทศจีนมีวิธีการจัดการกลองมโหระทึกที่ไม่ใช้แล้วอย่างไร

อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ ตอบว่า ในเอกสารประวัติศาสตร์ของจีนก็มีบันทึกว่ามีการแอบนำกลองมโหระทึกไปฝังจริง แต่จากการสำรวจในปัจจุบันไม่พบว่ามีประเพณีเช่นนั้นแล้ว เพราะกลองเป็นวัตถุมีราคาแพง หายาก ถ้าไม่ใช้แล้วก็อาจเก็บไว้ที่บ้านหรือที่วัดประจำตระกูล ไม่ก็นำไปมอบให้พิพิธภัณฑ์ และหากยังต้องการใช้งานก็จะหาซื้อกลองใบใหม่

ภาพที่ 2 : ‘จู้เป้ยชี่’ เป็นภาชนะเก็บหอยเบี้ย ไม่ใช่กลองมโหระทึก
ที่มา : https://zh.wikipedia.org/zh-tw/????????

อีกประเด็นหนึ่งที่น่ารู้คือ มีโบราณวัตถุรูปแบบหนึ่งซึ่งมีรูปร่างลักษณะโดยรวมละม้ายคล้ายกลองมโหระทึก แต่บนผิวหน้ากลับมีประติมากรรมแสดงรูปคน สัตว์ และสิ่งของต่างๆ อย่างไรก็ดี อาจารย์เหลียงบอกว่าโบราณวัตถุแบบนี้ไม่ใช่กลองมโหระทึก แต่เรียกว่า ‘จู้เป้ยชี่’ แปลว่า ‘ภาชนะสำหรับเก็บหอยเบี้ย’ คำว่า ‘จู้’ แปลว่า เก็บ/สะสม, ‘เป้ย’ แปลว่า หอยเบี้ย (เงินตราโบราณ) และ ‘ชี่’ คือ ภาชนะ ดูภาพที่ 2 ครับ

อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ บอกว่า ‘จู้เป้ยชี่’ อาจสร้างขึ้นจากการปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่น (การใช้งาน) ของกลองมโหระทึกโดยสร้างส่วนฝาที่มีประติมากรรมรูปคนและรูปอื่นๆ เพิ่มเติมเข้าไป

ผมลองค้นข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า ‘จู้เป้ยชี่’ เป็นภาชนะทำจากสำริดที่ชนชั้นสูงในอาณาจักรเตียน (Dian Kingdom) ใช้ในการเก็บรักษาหอยเบี้ย ฝรั่งเรียกว่า cowrie container ส่วนอาณาจักรเตียนเป็นอาณาจักรโบราณที่สถาปนาขึ้นโดยชาวเตียน (ไม่ใช่ชาวฮั่น) ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณที่ราบสูงทะเลสาบเตียนฉีทางตอนเหนือของมณฑลยูนนาน ตั้งแต่ช่วงปลายยุคชุนชิวจนถึงสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก

น่าสนใจด้วยว่า หลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีระบุว่า อาณาจักรเตียนเป็นอารยธรรมยุคสำริดที่ไม่มีตัวอักษรในการบันทึกเรื่องราวของตนเอง ดังนั้น เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิต วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของชาวเตียนจึงหลงเหลือมาจากหลักฐานแบบอื่น ได้แก่ ประติมากรรมบนจู้เป้ยชี่ ซึ่งจำลองฉากชีวิต พิธีกรรม สงคราม และการค้าขายของชาวเตียน, บันทึกของราชสำนักฮั่นที่เขียนถึงชาวเตียน และตราประทับจีนซึ่งเป็นตราประทับมีตัวอักษรจีนที่ราชสำนักฮั่นมอบให้แก่กษัตริย์เตียนเพื่อแสดงถึงการยอมรับอำนาจและการปกครอง

ภาพที่ 3 : พิพิธภัณฑ์ชนชาติกวางสี
ที่มา : https://www.klook.com/th/activity/154469-guangxi-museum-of-nationalities/

อีกประเด็นเล็กๆ ที่ขอบันทึกไว้ด้วยก็คือ อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ บอกว่า ในไต้หวันไม่มีการขุดพบกลองมโหระทึก ดังนั้น กลองมโหระทึกที่อยู่ในไต้หวันจึงเป็นกลองที่นำไปจากจีนแผ่นดินใหญ่

ในช่วงท้ายของการถาม-ตอบ มีคำถามจากผู้เข้าฟังว่า จีนมีการต่อยอดวัฒนธรรมกลองมโหระทึกโดยนำลวดลายหรือรูปแบบต่างๆ ไปพัฒนาเพิ่มเติมหรือไม่

อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี ตอบว่า “มีเยอะเลย เช่น ในทางสถาปัตยกรรม เช่น พิพิธภัณฑ์ที่กวางสีที่เหลียงเคยดูแลก็มีรูปทรงเป็นกลองมโหระทึก ถ้าเข้าไปที่เมืองหนานหนิงซึ่งเป็นเมืองหลวงของกวางสี (เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง) ก็จะเจอลวดลายกลองมโหระทึกในหลายอย่าง แม้แต่ฝาท่อระบายน้ำ” ทั้งนี้ คุณเมริกาเสริมว่า “เคยเจอร้าน KFC ทำโต๊ะเป็นลายกลองมโหระทึกด้วย”

อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ตอนนี้ก็มีการต่อยอดกลองมโหระทึกเป็นวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ไม่ว่าไอศกรีม ขนม และเครื่องประดับตกแต่งอย่างต่างหูและสร้อยคอก็ทำเป็นรูปทรงกลองมโหระทึก”

ท่านสรุปปิดท้ายว่า “นี่เป็นนโยบายของรัฐบาลจีนในการสืบทอดวัฒนธรรมกลองมโหระทึกให้ยั่งยืน”

คุณผู้อ่านที่ติดตามบทความในชุดวัฒนธรรมกลองมโหระทึกของประเทศจีนมาครบทั้ง 4 ตอน น่าจะรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าประเทศจีนให้ความสำคัญกับกลองมโหระทึกในทุกมิติ ดังที่มีวิชาศึกษากลองมโหระทึก หรือ ‘ถงกู่เสวีย’ รวมทั้งมีการเชื่อมต่อมรดกทางวัฒนธรรมจากโลกโบราณเข้ากับวัฒนธรรมร่วมสมัยเพื่อให้เรื่องราวของกลองมโหระทึกยังคงมีชีวิตโลดแล่นอยู่ในยุคปัจจุบัน

ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นกรณีศึกษาสำหรับประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะไทย สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับภูมิรู้และวัฒนธรรมของเราได้ด้วยเช่นกัน

บรรยายภาพ

ภาพที่ 1 : รูปแบบและลวดลายบนกลองมโหระทึกสะท้อนมิติทางจิตวิญญาณ

ภาพที่ 2 : ‘จู้เป้ยชี่’ เป็นภาชนะเก็บหอยเบี้ย ไม่ใช่กลองมโหระทึก

ที่มา : https://zh.wikipedia.org/zh-tw/????????

ภาพที่ 3 : พิพิธภัณฑ์ชนชาติกวางสี

ที่มา : https://www.klook.com/th/activity/154469-guangxi-museum-of-nationalities/



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การ์ตูน โกหน่อง
ศรีราชา
CAUGHT STEALING | ‘คบคนพาลพาลพาไปหาผิด’
ความยาวของนิ้ว กับความเก่งกีฬา เกี่ยวข้องกันอย่างไร
การ์ตูน อรุณ วัชระสวัสดิ์
บันทึกการเสวนา ‘วัฒนธรรมกลองมโหระทึกของประเทศจีน’ ตอนที่ 4 : มิติด้านจิตวิญญาณ ด้านชุมชน และเกร็ดน่ารู้
เรียกขานกาลก่อน (3)
ตีโจทย์ PISA 2025 สัญญาณบวก การศึกษาไทย?
การ์ตูน san_d1196
หนีเธอให้รอด แล้วกลับไปกอดให้แน่น : เมื่อการหนีตายเป็นส่วนหนึ่งของการจีบสาว
กระแสธุรกิจจีนสู่ไทย : บางบทสรุป
การ์ตูน สะดุดยิ้ม by พล