จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
สรรพนาม ‘ดีฉัน’ ผู้น้อยใช้แทนตัวเองเวลาพูดกับผู้ใหญ่
ในนิทานคำกลอนเรื่อง “พระอภัยมณี” แม้ศรีสุวรรณจะเป็นโอรสกษัตริย์ เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ปลอมตนเป็นพราหมณ์มาต่างบ้านต่างเมือง ยามต้องขอร้องผู้อื่นช่วยเป็นแม่สื่อ ก็ปฏิบัติตนสมกับเป็นผู้น้อย ออดอ้อนฝากเนื้อฝากตัวโดยใช้สรรพนาม ‘ดีฉัน’ แทนตัวตอนพูดกับพี่เลี้ยงทั้งสี่ของนางเกษรา พระธิดาของท้าวทศวงศ์ เจ้าเมืองรมจักร ดังนี้
“๏ ศรีสุวรรณชั้นเชิงฉลาดแหลม ทำยิ้มแย้มเยื้อนว่าอย่าสงสัย
ฉันพี่น้องท้องเดียวมาเที่ยวไกล อันห่วงใยยังไม่มีทั้งสี่คน
หมายพระนุชบุตรีเป็นที่พึ่ง คิดรำพึงสารพัดจะขัดสน
เสด็จมาเที่ยวเล่นเห็นชอบกล นฤมลมองหาสุมาลี
ฉันเด็ดได้ดอกรักจักถวาย นางชม้ายเมียงเมินดำเนินหนี
เสียน้ำใจเจ็บมาแต่ราตรี เดี๋ยวนี้พี่ว่าจะช่วยค่อยชื่นใจ
ช่วยทูลองค์พระธิดาว่าดีฉัน จะผูกพันพึ่งพักจนตักษัย”
น่าสังเกตว่าในวรรณคดีเรื่องนี้นอกจากผู้น้อยใช้สรรพนาม ‘ดีฉัน’ แทนตัวยามพูดกับผู้ใหญ่แล้ว คนระดับเดียวกัน บทบาทฐานะเดียวกันก็ใช้แทนตัวเองได้เช่นกัน
ดังจะเห็นได้จากตอนที่สามพราหมณ์ คือ โมรา สานน และวิเชียร ต่างแยกกันไปเก็บดอกไม้เป็นคู่ๆ กับพี่เลี้ยงทั้งสามของนางเกษรา คือนางประภาวดี นางอุบลรัศมี และนางจงกลนี เหลือเพียงนางศรีสุดาที่ไร้คู่ ไม่มีใครไปเก็บดอกไม้ด้วย ถึงกับระบายอารมณ์หงุดหงิดผ่านวาจาและท่าที
“ศรีสุดาหน้าเง้าเที่ยวเซ้าซี้ จะอยู่นี่แล้วหรือเจ้าจึงเฝ้าแฝง
เที่ยวเก็บเล็มเต็มห่อให้พอแรง ยังจะแกล้งชักช้าน่ารำคาญ
ทั้งสามนางต่างว่าน่าหัวร่อ เพราะไม่พอจึงได้วุ่นเที่ยวงุ่นง่าน
อย่าเปรียบเปรยเลยแน่แม่แหพาน จะต้องการก็มาเอาของเราไป”
ทันทีที่สามนางตอบกลับมาว่า “น่าขำจริงๆ หาไม่ได้เลยพาลฮึดฮัด อยากได้ก็มาเอาที่นี่ไปก่อน”
นางศรีสุดาก็ปรี๊ดแตก
“ศรีสุดาว่าเจ้าเอาเถิดแม่ ข้าเป็นแต่นอกส่วนไม่ควรได้
จงแบ่งปันกันชมให้สมใจ ดีฉันไม่ชิงช่วงอย่าหวงกัน”
ความหมายก็คือ “ตามสบายเถิดแม่ ข้ามันแค่คนนอกปันส่วน เชิญแบ่งกันตามสบาย ไม่ไปแย่งด้วยหรอก”
แม้นางศรีสุดาจะเป็นหนึ่งในสี่พี่เลี้ยงของนางเกษรา แต่ก็ใช้สรรพนาม ‘ดีฉัน’ แทนตัวพูดกับสามนางที่มีฐานะไม่ต่างกัน
ในเสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ผู้น้อยทั้งชายหญิงใช้สรรพนาม ‘ดีฉัน’ แทนตัวเองเสมอเมื่อพูดกับขุนนาง ต่อให้ตนเองเป็นขุนนางมียศถาบรรดาศักดิ์ก็ตาม
ดังตอนที่ขุนช้างกราบทูลกล่าวโทษฟ้องว่าขุนแผนเป็นกบฏ สมเด็จพระพันวษาไม่ทรงฟังความข้างเดียว สั่งให้จมื่นศรีสรรักษ์และจมื่นไวยวรนาถเป็นแม่ทัพคุมพลจำนวนมากไปจับตัวขุนแผนมาชำระความ เมื่อกองทัพเผชิญหน้ากับขุนแผน เกิดการต่อสู้กัน จังหวะที่ขุนช้างติดตามมาตะโกนสั่งไพร่พลจับขุนแผนมาฆ่าให้ได้ จมื่นทั้งสองในฐานะแม่ทัพห้ามขุนช้างมิให้มายุ่ง กล่าวแก่ขุนแผนว่าสมเด็จพระพันวษาทรงกำชับให้ตามตัวขุนแผนไปเข้าเฝ้าเพื่อสอบสวนคดีที่ขุนช้างไปฟ้องไว้ ขุนแผนได้ชี้แจงว่า
“ดีฉันพูดตามจริงทุกสิ่งไป สิ่งไรก็มิได้จะกลอกกลับ
ซึ่งว่ามีรับสั่งมาบังคับ ให้ตัวข้าพเจ้ากับวันทองไป
จวนตัวด้วยกลัวพระอาญา เพราะว่าหามีใครจะช่วยไม่
เชิญพระนายยกทัพกลับไป เพ็ดทูลแก้ไขให้ตามทาง
ตัวดีฉันจะไปต่อภายหลัง ยั้งพอคลายกริ้วลงเสียบ้าง
จงเมตตากับดีฉันช่วยกั้นกาง เพ็ดทูลตามทางที่จริงมา”
ใช่จะมีแต่ตัวละครรุ่นพ่อเช่นขุนแผนที่ใช้คำแทนตัวว่า ‘ดีฉัน’ ตัวละครรุ่นลูกเช่นพลายงามก็ไม่ต่างกัน ใช้คำนี้แทนตนเองตอนพูดจาตกลงกับพระพิจิตรกับนางบุษบา บุพการีของนางศรีมาลา ในเมื่อเรื่องของพลายงามกับนางศรีมาลาเป็นที่รับรู้ของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายแล้ว ขุนแผนจึงเจรจาสู่ขอนางศรีมาลาให้ลูกชาย นางบุษบาไม่ขัดข้องแต่ขอให้พลายงามสัญญาว่าต่อไปไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น จะไม่ทอดทิ้งลูกสาวนาง พลายงามรับปากแล้วขอหมั้นไว้ก่อน
“๏ ครานั้นจึงโฉมเจ้าพลายงาม คิดแล้วกล่าวความตามประสงค์
ถ้าหากท่านผู้ใหญ่ได้ตกลง ที่ตรงดีฉันนั้นอย่าแคลง
ถึงจะไปนอกฟ้าป่าหิมพานต์ อันที่การนอกใจอย่าได้แหนง
แม้จะให้สัญญาปิดตาแดง จะปิดแกงไดให้ในสัญญา
ถึงเด็กอยู่รู้พระคุณแต่หนหลัง พ่อแม่เล่าให้ฟังเป็นหนักหนา
จะขอเป็นเกือกทองรองบาทา คุณแม่พ่อขออย่าได้ปรารมภ์”
ตอนที่นางวันทองถูกตัดสินประหารชีวิต พ่อลูกปรึกษากันว่าจะหาทางใดบรรเทาโทษให้นางได้บ้าง พระไวยจะไปเข้าเฝ้ากราบทูลขอโทษให้แม่เพื่อทดแทนคุณ ขุนแผนจับยามแล้วรู้ว่าชะตานางถึงฆาต ถึงจะพระราชทานอภัยโทษก็คงหนีความตายไม่พ้น พระไวยยืนยันจะไปทูลขอให้ได้ ฝากพ่อดูแลแม่ดีๆ อย่าให้ใครลงมือฆ่านางได้ ต่อจากนั้นพระไวยก็ไปหาพระยายมราชผู้รับผิดชอบเรื่องการประหาร ทำความเคารพแล้วแจ้งว่า
“เจ้าคุณงดโทษจงโปรดเกล้า ดีฉันจะไปเฝ้าพระพันวษา
ทูลขอโทษทัณฑ์ของมารดา เมตตาอย่าเพ่อให้บรรลัย”
ในที่นี้พระไวยในฐานะผู้น้อยใช้สรรพนาม ‘ดีฉัน’ แทนตนเองตอนไปขอร้องพระยายมราชไม่ต่างกับนางสร้อยฟ้า (เมียพระราชทานของพระไวย) สถานการณ์ขณะนั้นสมเด็จพระพันวษาทรงตัดสินประหารชีวิตนางสร้อยฟ้าที่ทำเสน่ห์ผัว ยุให้พ่อลูกบาดหมางจนจะฆ่ากันตาย อีกทั้งใส่ความเมียอีกคนว่าเป็นชู้กับน้องชายผัว ฯลฯ ทรงให้พระยายมราชนำตัวสร้อยฟ้าไปตัดหัว ผ่าอกเสียบประจาน มิให้ใครเอาเป็นเยี่ยงอย่าง นางสร้อยฟ้าได้ร้องขอพระยายมราชอนุญาตให้นางได้ลาพระไวย ย่าทองประศรี และขอขมาลาโทษนางศรีมาลาเพื่อมิให้เป็นเวรกรรมต่อกัน ดังที่กวีบรรยายว่า
“๏ พระยายมรับพระราชบัญชา เรียกทะลวงฟันมาขมีขมัน
ฉุดมือสร้อยฟ้าคร่าขบฟัน นางวอนว่าท่านได้เมตตา
ดีฉันจะบรรลัยไปเป็นผี จะขอลาสามีกับท่านย่า
จะต้องษมาลาโทษศรีมาลา อย่าให้เป็นเวราเมื่อบรรลัย”
น่าสังเกตว่าสรรพนาม ‘ดีฉัน’ สามารถเปลี่ยนเป็น ‘ดีฉาน ‘ได้ทันที ถ้ามี ‘สัมผัส’ หรือ ‘ความคล้องจอง’ มาเกี่ยวด้วย ไม่ว่าผู้ใช้คำนี้แทนตัวจะเป็นใครก็ตาม
สมภารมีเรียก เณรแก้วขานรับ “๏ จะกล่าวถึงสมภารเรียกเณรแก้ว ขานแล้วดีฉานหลานอยู่นี่”
ขุนช้างพูดกับจมื่นศรีเสาวรักษ์ “ขุนช้างบอกลนลานดีฉานจน ขัดสนราชการไม่เข้าใจ”
ทำมะรงพัศดีพูดกับขุนแผน “ถ้าแม้นพ่อหลบลี้หนีไป โทษทัณฑ์ก็จะได้กับดีฉาน”
มอญเรือจ้างพูดกับขุนแผน “ผู้คนตื่นคล่ำจะรำคาญ จะพาตัวดีฉานนี้พลอยตาย”
นางแก้วกิริยาพูดกับขุนแผน “บิดาต้องจำระยำยาก ขายฝากดีฉานให้ท่านใช้”
สรรพนาม ‘หล่อน’ และ ‘ดีฉัน’ ฯลฯ ที่เรียกขานกันในวรรณคดีฉายชัดถึงวัฒนธรรมไทยสมัยก่อน สะท้อนถึงความผูกพันระหว่างครอบครัวเครือญาติ การมีสัมมาคารวะ ความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน ไปจนถึงการยกย่องให้เกียรติผู้อื่น
สังคมไทยในอดีต (ที่ห่างไกลเทคโนโลยีความเจริญใดๆ) แม้มีความแตกต่างระหว่างผู้คนด้วยเพศ วัย ความรู้ความสามารถ เชื้อชาติ ศาสนา ฐานะทางสังคมหลากหลาย แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบ เคารพและยอมรับซึ่งกันและกัน ในขณะที่สังคมไทยปัจจุบันนั้นอยู่ยาก ใช้ชีวิตยากขึ้นทุกวัน
จะ ‘มอง’ หรือ ‘เมิน’ สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ เลือกเองนะ
