งานน้ำท่วมแค่น้ำจิ้ม! ต่อไป ‘งานหิน’ พิสูจน์ฝีมือ ผบ.ตร.คนใหม่ บนหนทางวิกฤตศรัทธา ประชาชน
คอลัมน์ โล่เงิน
ภาพจำของชายชุดเครื่องแบบที่เดินลุยน้ำ นั่งเรือแจกจ่ายน้ำดื่ม อาหาร และถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยอย่างไม่ย่อท้อ
เป็นเหมือนแสงสปอตไลต์ส่องไปที่ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผบ.ตร. คนที่ 16 โดยมีขุนพลคู่ใจอย่าง พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.สตม. และ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ที่ดูแล 88 สน.ทั้งกรุงเทพฯ ร่วมเคียงข้างขนาบหลัง พร้อมนายตำรวจอีกหลายนาย
ปฏิบัติการครั้งนี้ได้รับกระแสชื่นชมในเชิงบวกอย่างล้นหลามบนโลกออนไลน์
ไม่ว่าการทำปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ จะด้วยหน้าที่ของ “เบอร์ 1 ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” ที่กำลังมีอำนาจเต็มอีกไม่กี่วัน
หรือมีสัญญาณมาจาก “ข้างบน” ที่อยากเห็นตำรวจช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤต
แต่สิ่งที่ต้องยอมรับคือ ได้สร้างภาพลักษณ์ “ตำรวจของประชาชน” ที่พึ่งพาได้จริง
และเป็นภาพจำของผู้นำสีกากีที่ไม่กลัวความยากลำบาก ทำงานแบบถึงลูกถึงคน
ท่ามกลางเสียงสะท้อนการแก้ปัญหาอุทกภัยของรัฐบาล ขาดการบริหารจัดการในภาวะวิกฤตที่เป็นเอกภาพ ขาดการบูรณาการข้อมูล
และมีการทำงานในลักษณะตั้งรับ ทำให้การช่วยเหลือกระจุกตัวและไม่เข้าถึงพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริง
หากมองลงไปจะเห็นถึงความช่วยเหลืออย่างสะเปะสะปะ ไร้ผู้บัญชาการเหตุการณ์ในการบริหารจัดการในภาวะวิกฤต
สืบเนื่องจาก “ผู้นำประเทศ” ขาดวิสัยทัศน์ กว่าจะตั้งหลักได้ล่าช้า ทำให้ประชาชนเผชิญความเดือดร้อน ความยากลำบากของชีวิต ไม่สามารถผ่านวิกฤตไปได้อย่างรวดเร็ว
นายกรัฐมนตรีเพิ่งตั้ง “บิ๊กดุลย์” พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ควบคุมและบริหารจัดการสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 29 กันยายน
แต่ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ในฐานะองคาพยพหนึ่ง ถือว่า “สอบผ่าน” ในเหตุการณ์นี้
ทัพสีกากีสามารถงัดเอาคุณสมบัติสำคัญที่สุดในการจัดการวิกฤตคือ “ความเร็วและความยืดหยุ่น” มาใช้ได้อย่างมีระบบ
โดยนำบทเรียนจาก “โมเดลน้ำท่วมหาดใหญ่” มาประยุกต์ใช้
ไม่ว่าจะเป็นการปรับ สน.ร่มเกล้า ให้กลายเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว
การจัดตั้งโรงครัวพระราชทานเพื่อปรุงอาหารสดแจกจ่ายทันที
และการประสานโรงพยาบาลตำรวจส่งทีมแพทย์เคลื่อนที่เข้าดูแลกลุ่มเปราะบาง
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมองข้ามช็อตไปถึงการใช้เทคโนโลยีส่ง “โดรนพระราชทาน” มาปิดรอยรั่วใน 2 มิติ
ทั้งมิติการกู้ภัยลำเลียงเสบียงเข้าตรอกซอกซอยลึก และมิติด้านความปลอดภัย บินตรวจการณ์ยามค่ำคืนเพื่อป้องกันกลุ่ม “โจรแมวน้ำ” ที่จะมาลักทรัพย์สินของชาวบ้าน
ปฏิบัติการเชิงรุกนี้ไม่เพียงบรรเทาทุกข์ทางกายภาพ แต่เป็นการทำลายกำแพงความรู้สึกของประชาชนที่กำลังเครียด ถูกทอดทิ้ง และบางคนรู้ตัวเองไร้ค่า
ให้แปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นใจ ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ไม่ถูกลืม
จนแม้กระทั่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ยังต้องเอ่ยปากชมกลางที่ประชุม ก.ตร.เมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา
แต่นี่เป็นเพียงด่านแรกของ “ผู้นำตำรวจ”เท่านั้น เพราะ “สมรภูมิน้ำท่วมแค่น้ำจิ้ม” เมื่อเทียบกับด่านถัดไปที่เป็น “มหาหิน” ของจริง!
เสียงปรบมือในภาวะวิกฤตมักจะจางหายไปพร้อมกับมวลน้ำที่ค่อยๆ แห้งลง
ทว่า สิ่งที่ยังคงอยู่และตลบอบอวลคือ “วิกฤตศรัทธาและความเชื่อมั่น” ที่ประชาชนมีต่อองค์กรตำรวจฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน
และนี่คือ 5 โจทย์มหาหิน ที่ ผบ.ตร.คนใหม่ต้องเผชิญและเร่งแก้ไขหลังจากนี้

การกู้ “วิกฤตศรัทธา” จากความเสื่อมถอย ด้วยการล้างภาพลบเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์ ปัญหาส่วย และตำรวจพัวพันธุรกิจสีเทา เพื่อเปลี่ยนองค์กรไปสู่ความโปร่งใสและเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง
สงครามไซเบอร์และอาชญากรรมยุคใหม่ : ยกระดับศักยภาพในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพออนไลน์เชิงรุก หลังสร้างความเสียหายรุนแรงแก่ประชาชนในวงกว้าง
ปฏิรูประบบตัวบุคคลและงานสอบสวนไม่ให้เป็น “เดอะแบก” ขององค์กร ขจัดปัญหาระบบอุปถัมภ์หรือ “ตั๋วเส้นสาย” ในการแต่งตั้งโยกย้าย
พร้อมทั้งคืนความเป็นธรรมและสนับสนุนงบประมาณในสายงานสอบสวนเพื่ออำนวยความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม
คืนเอกภาพและสมานรอยร้าวภายในองค์กร โดยใช้อำนาจและบารมีในการเคลียร์ปัญหาความขัดแย้งและการแบ่งขั้วของนายตำรวจระดับสูงในช่วงที่ผ่านมา เพื่อให้ทัพสีกากีมีความสามัคคีกลับมาเป็นหนึ่งเดียว
ดูแลสวัสดิการและสุขภาพจิตตำรวจชั้นผู้น้อย ด้วยการเร่งปรับปรุงสวัสดิการและแก้วิกฤตภาวะความเครียดตำรวจระดับสถานีที่ภาระงานล้นมือ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจจากฐานราก
ความสำเร็จจากมหาอุทกภัยในวันนี้ จึงไม่ใช่จุดสิ้นสุด
หากแต่เป็นเพียง “หลักไมล์แรก” ที่พิสูจน์ว่าตำรวจไทยทำได้ดีในสภาวะวิกฤต
และต่อจากนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่สังคมไทยจะใช้เฝ้าจับตามองว่า บนทางวิบากของการแก้ปัญหาโครงสร้างสีกากีที่ยากและซับซ้อนกว่านี้
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา แม่ทัพสีกากีคนใหม่จะยังคง “สอบผ่าน” เพื่อกู้ศรัทธาที่แท้จริงกลับคืนมาได้หรือไม่?
