เชตวัน เตือประโคน : โอกาสในวิกฤต “ไวรัสโควิด-19” “รัฐสวัสดิการ-เงินเดือนพื้นฐาน” คือคำตอบ

ท่ามแดดเปรี้ยงของบ่ายเมษายนอันร้อนระอุ รถเก็บขยะเทศบาลขับเข้ามาในหมู่บ้าน เสียงเครื่องยนต์และการขนย้ายถ่ายเทดังตึงตังเป็นเอกลักษณ์ ใครบางคนกำลังนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ “Work from Home” มองผ่านประตูบานกระจกของบ้านที่ภายในเปิดแอร์เย็นฉ่ำ เห็นชายและหญิง 4-5 ชีวิตกำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น หน้ากากอนามัย ถุงมือ อาจเป็นสิ่งที่ทุกคนสวมใส่ป้องกันก็จริง แต่กับสถานการณ์ปัจจุบัน ยังถือว่ามี “ความเสี่ยง”
ถังขยะจากบ้านแต่ละหลังถูกลากมา เทขยะลงหลังรถบรรทุก คนหนึ่งทำหน้าที่เกลี่ยขยะ อีกคนทำหน้าที่คัดแยก ดูว่าพอมีประเภทไหนที่สามารถนำไปขายต่อได้ก็โยนใส่ถุงดำซึ่งแขวนอยู่ใกล้ๆ ขวดแก้ว พลาสติก กระป๋องอะลูมิเนียม ฯลฯ
ข้างต้นคือภาพที่เห็นในวันที่เรายังคงต้องเผชิญวิกฤต “ไวรัสโควิด-19”
ในวันที่รัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อเป็นเครื่องมือใช้ต่อสู้กับปัญหา ในวันที่สโลแกน “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ถูกป่าวประกาศดังกระหึ่ม ในวันที่ใครต่อใครต่างเว้นระยะห่างจากสังคม หรือ Social Distancing และในวันที่หลายๆ บริษัทห้างร้านให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน หรือ Work from Home ได้
แต่ยังมีลูกจ้าง แรงงานที่รับเงินรายวันอีกหลายคนที่ยังคงต้องออกไปทำงาน!
เพราะถ้าไม่ทำก็หมายถึงไม่มีรายได้ แม้รัฐบาลจะมีมาตรการเยียวยาลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระ นอกระบบประกันสังคม ที่ได้รับผลกระทบ แต่ทว่าก็ไม่มีใครมั่นใจได้ว่าตนเองจะเป็น 1 ใน 3 ล้านคนที่ได้รับเงินเดือนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตามมาตรการนี้

ปีกแรงงาน ส.ส.
กับข้อเสนอ “ก้าวหน้า” ที่รัฐบาลควรฟัง!
ในสภาพการใช้ชีวิตที่ติดๆ ขัดๆ และไม่สะดวกสบายเหมือนแต่ก่อน
พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทางหนึ่งเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารได้ใช้ทำงานแก้ปัญหาได้สะดวกขึ้น แต่อีกทางหนึ่ง อย่างที่หลายคนเป็นห่วง นั่นคือ หวั่นเกรงว่าจะถูกใช้ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน
เป็นต้นว่า ข้อเสนอแนะ วิพากษ์วิจารณ์ และตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ต้องไม่ถูกมองว่าเป็น Fake News หรือเป็นสิ่งสร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย
ดังนั้น กฎหมายพิเศษนี้ต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือการกลั่นแกล้งฝ่ายเห็นต่าง
มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น พร้อมให้ความช่วยเหลือรัฐบาล ไม่ว่าจะผ่านการลงมือปฏิบัติ รวมถึงการมีข้อเสนอต่างๆ
ตอนหนึ่ง ในรายการพิเศษ “ก้าวไกลพาไทยก้าวพ้นวิกฤต” มีการพูดคุยในหัวข้อ “แรงงานไทยต้องไม่ถูกทอดทิ้ง” 2 ส.ส.ปีกแรงงานของพรรคก้าวไกล คือ สุเทพ อู่อ้น และวรรณวิภา ไม้สน ในฐานะอดีตผู้ใช้แรงงานตัวจริงเสียงจริง ร่วมเป็นปากเสียง เสนอความต้องการของพี่น้องแรงงานถึงภาครัฐ
เริ่มต้นโดยการตั้งคำถามถึงมาตรการเยียวยาแรงงานนอกระบบ ซึ่งอดีตแรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าอย่างวรรณวิภาให้นิยามว่า แรงงานนอกระบบคือแรงงานที่ไม่มีระบบประกันสังคมหรือสวัสดิการรองรับ ไม่มีนายจ้าง ไม่มีความปลอดภัยในการทำงานก็ต้องดูแลตัวเอง
อาทิ พ่อค้าแม่ขาย แท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ ธุรกิจส่วนตัว หรือในภาคอื่นๆ เป็นกลุ่มคนที่ได้รับค่าแรงวันต่อวัน ดังนั้น เมื่อต้องมาเผชิญวิกฤตอย่างนี้ ไม่มีหลักประกันอะไรรองรับ
จึงไม่แปลกถ้าจะยังมีใครต้องออกไปทำงาน และอย่าถามถึงการซื้อของกักตุนสำหรับการกักตัวอยู่บ้าน จะเอาเงินมาจากไหน เมื่อค่าแรงต่อวันก็แทบไม่พอใช้แล้ว
เรื่องสำคัญในการให้สิทธิ์เข้าถึงเงินเยียวยา 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน จำเป็นที่จะต้องได้รับอย่างเสมอภาค ถ้วนหน้า คือครอบคลุมทุกคน เกษตรกรซึ่งเป็นแรงงานนอกระบบแบบหนึ่ง ถามว่าวันนี้ทำการเกษตรเพียงอย่างเดียวไหม ก็ไม่ใช่ และที่สำคัญ การมีเกณฑ์พิจารณา จะใช้มาตรฐานอะไรในการพิสูจน์สิทธิ์ ว่าใครควรได้ ใครไม่ควรได้ ยิ่งถ้ามีการใช้อัตวิสัยย่อมเอื้อให้เกิดการทุจริตขึ้น และแม้จะบอกว่าใช้ปัญญาประดิษฐ์ แต่ใช่ไหมว่าก็ทำได้แค่เพียงข้อมูลเบื้องต้น
สำหรับข้อเสนอฝ่าวิกฤต “ไวรัสโควิด-19” ทั้งในระยะสั้นและระยาว
ในส่วนของแรงงานนอกระบบ วรรณวิภาเสนอว่า ระยะเร่งด่วน
1. ให้แรงงานนอกระบบในพื้นที่เสี่ยงที่มีการปิดดำเนินการ ลูกจ้างแรงงานสามารถสมัคร พ.ร.บ.ประกันสังคม มาตรา 40 ได้และให้มีผลทันที เพื่อที่พี่น้องแรงงานจะได้ลดต้นทุนในการดูแลตัวเอง รักษาตัวเองได้ อยู่ได้อย่างมั่นคงขึ้น และค่อยๆ ขยายสิทธิ์ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
2. พักการชำระหนี้สิน ทั้งหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบ ไม่ใช่แค่ลดดอกเบี้ยเท่านั้น หรือกรณีนักศึกษาตอนนี้ ควรพักหนี้ กยศ. ลดค่าเทอมให้
“ส่วนข้อระยะยาว เห็นว่าควรมีการใช้ระบบเงินเดือนพื้นฐานเพื่อชีวิตถ้วนหน้า (Universal Basic Income : UBI) เพื่อเป็นหลักประกันพื้นฐานให้กับชีวิตของประชาชน หากต้องเผชิญวิกฤตในลักษณะเดียวกันนี้อีก จะสามารถรับมือได้” วรรณวิภากล่าว
ขณะที่สุเทพ อดีตวินมอเตอร์ไซค์ อดีตแรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานกรรมาธิการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร มีข้อเสนอให้ช่วยเหลือแรงงานในระบบ เนื่องจากหลายสถานประกอบการมีการทำงาน 2 กะ โดยได้ค่าแรงมากกว่าปกติ แต่คาดว่าอีกไม่นานคงมีการลดการผลิต คำถามคือ สำหรับคนที่เคยทำ มีรายได้จากตรงนี้ สถานประกอบการจะดำเนินการอย่างไร และรัฐจะมีการรองรับอย่างไร?
จึงเสนอให้ 1. สวัสดิการคุ้มครองแรงงานจังหวัดต่างๆ ตรวจสอบและเตรียมแผนรับมือ
และ 2. สภาพการทำงานที่ต้องยืนติดกัน เพราะอยู่ในระบบสายพานการผลิต หลีกเลี่ยงไม่ได้ สวัสดิการคุ้มครองแรงงานจังหวัดต่างๆ ต้องเข้าไปตรวจสอบ สร้างความอุ่นใจให้กับประชาชนผู้ใช้แรงงาน
รัฐสวัสดิการ-เงินเดือนพื้นฐาน
ไม่ใช่ไม่มีเงิน แต่รัฐเห็น “คนเท่ากัน” หรือไม่?
คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตคือสิ่งจำเป็นสำหรับช่วงนี้
หลายวันแล้วที่ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต้องสอนหนังสือผ่านทางออนไลน์ จากปกติออกไปพบปะนักศึกษาในฐานะอาจารย์ ออกไปพบปะพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ในฐานะที่เป็นนักวิชาการผู้ผลักดันนโยบายรัฐสวัสดิการ
วิถีชีวิตต้องปรับตัวกันขนานใหญ่ แต่วิธีคิดโดยเฉพาะในเรื่องการสร้าง “รัฐสวัสดิการ” ให้เกิดขึ้นในเมืองไทยยังคงหนักแน่น
ดังล่าสุดที่เขาได้ร่วมพูดคุยในเพจ “บำนาญแห่งชาติ” มีประเด็นเรื่องการสร้างรัฐสวัสดิการที่น่าสนใจ อีกทั้งยังได้อธิบายขยายความเรื่องระบบเงินเดือนพื้นฐานเพื่อชีวิตถ้วนหน้า หรือ UBI
ษัษฐรัมย์บอกว่า ท่ามกลางวิกฤตไวรัสโควิด-19 ได้ทำให้เห็นปรากฏการณ์และเข้าใจอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการสร้างรัฐสวัสดิการมากขึ้น ตัวอย่างประเทศในยุโรป อเมริกา ในช่วงวิกฤตนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศฝ่ายขวาจัดก็เริ่มขยับมาใช้มาตรการแบบรัฐสวัสดิการ ไม่ว่าจะเป็นมีเงินเดือนที่เป็นหลักประกันมอบให้ หรือเจ็บป่วยก็ได้รับการรักษาฟรี เป็นต้น ในสภาพวิกฤตสามารถทำได้หมดแบบนี้ ดังนั้น คิดว่าเราได้ก้าวพ้น “มายาคติ” บางอย่างแล้ว
นั่นคือ รัฐสวัสดิการไม่ใช่เรื่องเงิน แต่อยู่ที่การเปลี่ยนความคิดและมุมมองของรัฐว่าเห็น “คนเท่ากัน” หรือไม่?
“สิ่งสำคัญคือ รัฐมีความคิดว่าคนเท่ากันหรือไม่ เพราะถ้าเราลองไปดูประเทศที่มีความคิดเรื่องนี้ ยกตัวอย่าง สวีเดนกับเดนมาร์ก แม้แต่ละประเทศจะมีมาตรการในการจะผ่านวิกฤตครั้งนี้คนละแบบ แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ประชาชนได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม คนมีความไว้วางใจรัฐบาลในการจัดการปัญหา”
หันกลับมาดูประเทศไทยกลับตรงกันข้าม เครื่องหมายคำถามตัวใหญ่คือ ทำไมประชาชนไม่ไว้ใจภาครัฐ ตั้งแต่มาตรการจัดหาหน้ากากอนามัยหรือเจลแอลกอฮอลล์ป้องกัน มาตรการจัดซื้อชุดตรวจวัดเชื้อ หรือแม้แต่มาตรการในกระบวนการให้เงินช่วยเหลือเยียวยาเดือนละ 5,000 บาท
ษัษฐรัมย์บอกว่า ในวิกฤตนี้ จึงเป็นโอกาสที่เราจะต้องผลักให้รัฐมีกลไกโอบอุ้มผู้คนอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความเสมอภาค ศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน และอยู่ได้อย่างมั่นคง
รัฐสวัสดิการ คือคำตอบกับข้อเสนอ โดย “รัฐสวัสดิการเบื้องต้น” ที่เขาเคยเสนอ ซึ่งดูแลประชาชนทุกคนตั้งแต่เกิดจนตาย ใช้งบประมาณราว 1.3-1.4 ล้านล้านบาท/ปี ไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี นี่ยังไม่พูดถึงงบฯ กลาง รวมถึงเงินนอกงบประมาณอื่นๆ ที่เอาไปใช้สร้างสิ่งไม่จำเป็น ถ้าจัดสรรมาได้ อาจารย์หนุ่มมั่นใจว่ารัฐสวัสดิการเกิดขึ้นได้จริงแน่นอน
อีกเรื่องที่พูดถึงและเป็นข้อเสนอระยะยาวของ ส.ส.ปีกแรงงาน นั่นคือ “เงินเดือนพื้นฐานทั่วหน้า” หรือ “UBI”
ควรจะเป็นหลักประกันทางรายได้ให้กับประชาชนทุกคนที่อยู่ในวัย 18-65 ปี ทั้งนี้ คนที่อายุต่ำกว่า 18 ก็มีเรื่องเงินดูแลเรื่องการศึกษา ขณะที่มากกว่า 65 ปี ก็มีเรื่องเงินเดือนผู้สูงอายุ โดย UBI สำหรับประเทศไทยที่เหมาะสม ที่ให้คนได้ใช้จ่ายอย่างมีศักดิ์ศรี จากการศึกษาควรจะอยู่ที่ 9,000 บาท/คน/เดือน นั่นหมายความว่าจะใช้เงิน 100,000 บาท/คน/ปี โดยประชากรในวัยทำงานของประเทศไทยอยู่ที่ 30 ล้านคน ก็ใช้งบประมาณในส่วนนี้ราว 3 ล้านล้านบาท
นั่นคือความคาดหวัง แต่ในช่วงแรกอาจเริ่มจ่ายที่ 4,000-5,000 บาท/เดือน/คน ได้
กับข้อทักท้วงที่ว่าจะทำให้คน “งอมืองอเท้า ไม่ทำอะไร”?
ษัษฐรัมย์แย้งทันทีว่า เรื่องนี้มีการพิสูจน์แล้วว่าไม่จริง และตรงกันข้าม คนจะสามารถวางแผนชีวิตตัวเองได้มากขึ้น ทั้งนี้ จากรายงานเรื่อง UBI ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ปี 2019 พบว่าในสกอตแลนด์ซึ่งมีการทดลองใช้เรื่องนี้พื้นที่เล็กๆ สิ่งที่เกิดขึ้น ด้านสุขภาพ คนเสียชีวิตก่อนวัยอันควรน้อยลง เพราะสาเหตุใหญ่ของการเสียชีวิตมี 3-4 ปัจจัย ได้แก่ มะเร็ง หัวใจ ความดัน อุบัติเหตุรถยนต์ แต่พอมี UBI ทำให้คนวางแผนชีวิตได้ดีขึ้น ดูแลสุขภาพตัวเองได้ดีขึ้น
“หรือวันนี้ การอยากให้คนอยู่บ้าน ทำ Social Distancing แต่คนไม่มีเงิน ก็ต้องไปทำงาน และเหล่านี้คือกลุ่มคนที่ต้องรับความเสี่ยง คนเก็บขยะ คนส่งของ ซึ่งเป็นแรงงานนอกระบบ ถ้าเรามี UBI บางทีเขาอาจจะกำหนดได้ว่าเขาจะทำอะไร เขาอาจจะไม่ทำอาชีพเสี่ยงต่อการติดต่อ หรือหากจะทำก็หาเงินซื้ออุปกรณ์ป้องกันควบคุมโรคต่างๆ ได้” ษัษฐรัมย์กล่าว
สภาวะวิกฤต “ไวรัสโควิด-19” ในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูงอย่างประเทศไทย ต่อให้อัดเม็ดเงินช่วยเหลือเยียวยาเข้าไปมากเท่าไหร่ แน่นอนว่าคนก็ย่อมรู้สึกว่าไม่มั่นคง ยิ่งต้องมีการพิสูจน์สิทธิ์รับเยียวยาชดเชย เหมือนการเสี่ยงโชคถูกหวย ซึ่งไม่รู้จะได้อีกทีเมื่อไหร่ การใช้จ่ายย่อมต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง หรือเผลอๆ อาจไม่ออกมาใช้เงินด้วยซ้ำ
ษัษฐรัมย์มั่นใจว่า ถ้ามีระบบยูบีไอ หรือ “เงินเดือนพื้นฐานเพื่อชีวิตถ้วนหน้า” คนซึ่งได้รับเงินเดือนอย่างสม่ำเสมอ ย่อมต้องมีการวางแผน และจะมีการใช้จ่ายที่จะเป็น “ตัวทวีคูณทางเศรษฐกิจ” ได้ด้วย
รถเก็บขยะเทศบาลจากไปแล้ว ข่าวในหน้าจอโทรทัศน์รายงานว่ารัฐบาลเตรียมประกาศเพิ่มจำนวนแรงงานนอกระบบที่ได้สิทธิ์รับเดือนละ 5,000 บาท 3 เดือน จากจำนวน 3 ล้านคน ขยายเป็น 9 ล้านคน และเตรียมหารือด้วยว่า เกษตรกรอีกราว 9 ล้านคนควรได้รับสิทธิ์นี้ด้วยหรือไม่
จริงอย่างที่อาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า ในภาวะวิกฤตอย่างนี้ พิสูจน์แล้วว่าแนวทางการดำเนินมาตรการแบบรัฐสวัสดิการสามารถเกิดขึ้นได้
ประโยคที่เขาพยายามย้ำเวียนไปเวียนมาอยู่หลายครั้ง “ไม่ใช่เรื่องของ “เงิน” มีหรือไม่มี”
“แต่เป็นมุมมองของรัฐว่าเห็น “คนเท่ากัน” หรือไม่”
