bg-single

“ความเชื่อหรือความจริง” ของโรคโควิด-19 (Myth vs Fact of COVID-19)*

15.04.2020

*รศ.ดร.นพ.บุญสิน ตั้งตระกูลวนิช คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

การแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วทั่วโลก(pandemic)ของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (SAR-Co-2) ตั้งแต่ต้นปี 2563 ทำให้มีผู้ติดเชื้อนี้แล้วกว่า 1.5 ล้านคน เสียชีวิตกว่า 80,000 คน ในกว่า 180 ประเทศทั่วโลก ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อทั้งระบบสาธารณสุข เศรษฐกิจ สังคมและการดำเนินชีวิตประจำวันของประชากรทั้งโลก ทำให้เกิดความขัดแย้ง (conflict) การเผชิญหน้า (confrontation) ความโกลาหล (chaos) และวิกฤต(crisis) โดยเฉพาะประเทศที่ไม่สามารถควบคุมการระบาดของโรคได้ ประชาชนดำรงชีวิตท่ามกลางความหวาดกลัวและสิ้นหวัง พยายามแก้ปัญหาและหาข้อมูลความรู้เรื่องโรคโควิด-19 จากทั้งองค์กรภาครัฐและอินเตอร์เนต ซึ่งมีข้อมูลความรู้ทั้งส่วนที่เป็นความเชื่อและความจริง ผู้เขียนต้องการให้ประชาชนทั่วไป ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเรื่องโรคโควิด-19 จึงได้แปลบทความเรื่อง  ”ความเชื่อหรือความจริงของโรคโควิด-19” ที่สรุปโดยองค์การอนามัยโลก (WHO)* เพื่อให้คนไทยไม่เกิดความสับสน เกิดความตระหนักรู้และสามารถดำเนินชีวิตที่ถูกต้องได้ท่ามกลางวิกฤติโควิด-19

 

ความเชื่อ :     โรคโควิด-19 เป็นโรคที่ไม่ร้ายแรงเหมือนโรคไข้หวัดใหญ่

ความจริง :     โรคโควิด-19 มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสเช่นเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่ แต่เป็นไวรัสคนละสายพันธุ์ (different species) โดยเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ มีความสามารถในการติดต่อแพร่กระจายจากคนสู่คน สูงกว่าเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่มาก แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจมีอาการเพียงเล็กน้อยคล้ายโรคไข้หวัดใหญ่ แต่ผู้ป่วยร้อยละ 10-20 จำเป็นต้องได้รับการรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยมีอัตราตายสูงถึงร้อยละ 10 ในผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่สูงอายุและ/หรือมีโรคประจำตัว ซึ่งสูงกว่า    อัตราตายจากโรคไข้หวัดใหญ่มาก

 

ความเชื่อ: การอาศัยอยู่ในสถานที่ที่อุณหภูมิสูงกว่า 25 องศาหรืออยู่กลางแสงแดดบ่อยๆ สามารถป้องกันโรคโควิด-19 ได้

ความจริง: การอาศัยอยู่ในสถานที่ที่มีอุณหภูมิสูง ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ได้ เพราะในหลายประเทศที่มีอุณหภูมิสูงเช่น ประเทศในทวีปแอฟริกา ก็มีรายงานพบผู้ป่วย           โรคโควิด-19 เช่นกัน  การป้องกันโรคที่ดีที่สุดคือ การหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนรวมกัน การเว้นระยะห่างทางสังคม   (social distancing) หมั่นล้างมือและใส่หน้ากากอนามัย

 

ความเชื่อ :     ถ้าสามารถกลั้นหายใจได้นานกว่า 10 วินาทีโดยไม่ไอหรือเหนื่อย แสดงว่าไม่เป็น      โรคโควิด-19

ความจริง :     ผู้ป่วยโรคโควิด-19 ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 80) มีอาการคล้ายโรคไข้หวัดใหญ่คือ ไอ มีน้ำมูก ไข้ ปวดเมื่อย แต่ผู้ป่วยร้อยละ 15-20 มีอาการรุนแรงได้แก่ หอบเหนื่อย แน่นหน้าอก ไข้สูง                  การกลั้นหายใจได้มากกว่า 10 วินาทีโดยไม่ไอหรือเหนื่อย ไม่สามารถแยกโรค (rule out) โรคโควิด-19 ได้ ดังนั้นถ้าท่านมีประวัติเสี่ยง เช่นเคยเดินทางจากประเทศที่มีอุบัติการณ์โรคโควิด-19สูง และมีอาการเข้าได้กับโรคโควิด-19  ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย

 

ความเชื่อ :     เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ได้

ความจริง :     การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ไม่สามารถป้องกันหรือรักษาโรคโควิด-19ได้ แม้ปัจจุบัน สามารถใช้แอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นสูงกว่าร้อยละ 70  ในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ      ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (disinfectant)  เพราะแอลกอฮอล์ที่ใช้ทำความสะอาดเป็นคนละประเภทกับแอลกอฮอล์ในเครื่องดื่ม นอกจากนี้การดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะเหล้าระยะยาว จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ และทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

 

ความเชื่อ :     รังสียูวีจากหลอดไฟอัลตราไวโอเลต สามารถฆ่าเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ได้

วามจริง :      รังสียูวีช่วงความยาวคลื่น 200-313 nm จากหลอดไฟอัลตราไวโอเลต สามารถฆ่าเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ได้ อย่างไรก็ดีควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสรังสียูวีโดยตรง โดยเฉพาะบริเวณดวงตาเพราะรังสีอาจก่ออันตรายต่อกระจกตาและเลนส์ตา นอกจากนี้การสัมผัสรังสียูวีบริเวณผิวหนังปริมาณมากและเป็นเวลานาน อาจทำให้ผิวหนังอักเสบ (skin irritation) ได้

 

ความเชื่อ : วัคซีนป้องกันปอดบวม สามารถป้องกันโรคโควิด-19ได้

ความจริง: วัคซีนป้องกันปอดบวม เช่น วัคซีนป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย (Pneumococcal vaccine) หรือ Hemophilus influenza type B (HiB) ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ได้ เพราะเป็นวัคซีนเฉพาะเชื้อนั้น ปัจจุบันนักวิจัยทั่วโลกกำลังเร่งศึกษาวิจัยและพัฒนาวัคซีนป้องกัน      โรคโควิด-19 ซึ่งเป็นความหวังสูงสุดในกำจัดโรคโควิด-19 ในขณะนี้ อย่างไรก็ดีต้องรอผลการศึกษาซึ่งใช้เวลาอีกประมาณ 6-12 เดือน ในการพิสูจน์ประสิทธิผลและความปลอดภัยของวัคซีนก่อนสามารถใช้ได้จริงทางคลินิก

 

ความเชื่อ :     การล้างโพรงจมูกด้วยน้ำเกลือ(normal saline) บ่อยๆ สามารถป้องกันโรคโควิด-19ได้

ความจริง :     ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ (no evidence) ที่ยืนยันถึงประสิทธิผลของการล้างโพรงจมูกบ่อยๆด้วยน้ำเกลือ ในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ แม้จะมีรายงานทางการแพทย์ ที่ยังไม่มีข้อสรุปถึงประโยชน์ การล้างโพรงจมูกด้วยน้ำเกลือในโรคไข้หวัดใหญ่

 

ความเชื่อ :     กระเทียมสามารถป้องกันโรคโควิด-19ได้

ความจริง :     แม้กระเทียมซึ่งใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องปรุงอาหารโดยเฉพาะอาหารไทย มีคุณสมบัติต้านการเจริญเติบโตของเชื้อ (antimicrobial property)  อย่างไรก็ดี ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ที่แสดงถึงประสิทธิผลของการบริโภคกระเทียมต่อการป้องกันโรคโควิด-19

 

ความเชื่อ :     เชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ไม่ก่อโรคในคนหนุ่มสาวหรือเด็ก

ความจริง :     เชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่สามารถก่อโรคต่อคนทุกกลุ่มอายุ โดยมีรายงานการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ในเด็กอายุเพียง 6 เดือน อย่างไรก็ดีอายุมีความสัมพันธ์กับความรุนแรงของรอยโรค ผู้ป่วยโรคโควิด-19สูงอายุ มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมากกว่าเด็กและวัยหนุ่มสาวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เนื่องจากผู้สูงอายุมักมีโรคประจำตัวและมีภูมิต้านทานต่ำกว่า อย่างไรก็ดีผู้ปวยโรค โควิด-19 แม้ไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย ก็สามารถแพร่เชื้อไปยังบุคคลอื่นได้

 

ความเชื่อ :     วิตามินซี หรือ ยาปฎิชีวนะสามารถป้องกันโรคโควิด-19ได้

ความจริง :     ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ แสดงถึงประสิทธิผลของวิตามินซีโดยเฉพาะในปริมาณสูงหรือการใช้ยาปฏิชีวนะในการป้องกันโรคโควิด-19  การกินวิตามินซีปริมาณสูงเป็นระยะเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงเช่นโรคนิ่วในไต ส่วนการใช้ยาปฏิชีวนะ อาจทำให้เกิดการแพ้ยาหรือเกิดผลข้างเคียงจากยา อย่างไรก็ดีแพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะแก่ผู้ป่วยโรคโควิด-19 ถ้าตรวจพบว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม (secondary bacterial infection)

 

คำถาม :        ปัจจุบันแพทย์รักษาผู้ป่วยโควิด-19 อย่างไร ?

คำตอบ :        เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มียาหรือการรักษาจำเพาะที่ได้รับการพิสูจน์ถึงประสิทธิผลต่อการรักษาโรคโควิด-19 การรักษาหลักจึงเป็นการรักษาแบบประคับประคอง(supportive) โดยเฉพาะถ้าผู้ป่วยเกิดการติดเชื้อรุนแรงบริเวณปอดและเกิดภาวะหายใจล้มเหลว (respiratory failure) แพทย์จะให้ออกซิเจนและใช้เครื่องช่วยหายใจ (respirator) เพื่อควบคุมการหายใจ ส่วนการใช้ยารักษาเช่น              ยาต้านไวรัสชนิดต่างๆ ยารักษามาลาเรีย การใช้พลาสมาจากผู้ป่วย ยาเสริมภูมิต้านทาน หรือสเตอรอยด์ ยังอยู่ระหว่างรอผลการศึกษา ดังนั้นปัจจุบันการรักษาที่ดีที่สุดคือการป้องกันโรค

สรุป

โรคโควิด-19 เป็นมหันตภัยร้ายต่อมวลมนุษยชาติ (human disaster) ประเทศไทยต้องชนะสงครามเชื้อโรค (germ war) นี้ให้ได้โดยเร็ว แม้ขณะนี้อาจจะยังไม่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ (light at the end of tunnel) การดูแลตัวเอง ครอบครัว การให้ความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการต่างๆของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด การหมั่นหาความรู้และการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง จะช่วยให้เราผ่านวิกฤติโควิด-19 นี้ไปได้ด้วยกัน

บรรณานุกรม 

https://www.who.int/emergencies/diseases/novel-coronavirus-019/advice-for-public/myth-busters#



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

บิ๊กจ๋อ-มัลลิกา นำทีมรับโล่ “ฐานันดร 4” ยกย่องคนสื่อ–คนทำดีเพื่อสังคม ครบรอบ 10 ปี สมาคมสมาพันธ์นักข่าว ประเทศไทย
“วัชระพล” ลุยกำจัด “ปลาหมอคางดำ” ไม่รอศาลฯ ชี้ขาดถึงที่สุด-ยกเป็นพันธกิจต่อประชาชน – ลั่น! เดินหน้าเข้มข้นไม่ต่ำกว่ามาตรฐานคำพิพากษาศาล
ดร.เรือบิน เผยวัตถุดิบสุดท้ายที่พิสูจน์ว่า #เลือกตั้งไม่ลับ ทั้งสองใบ ได้ถูกส่งให้ผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว
เปิดตัว “Thai Content Hub (TCH)” คลังข้อมูลภาพยนตร์ไทย ผลักดันหนังไทยสู่เวทีโลก
สส.วิทวัส พรรคประชาชน ชี้กระทรวงพาณิชย์ จัดงบปี 70 หลายโครงการเสี่ยงไม่คุ้มค่า ซ้ำซ้อนหน่วยงานอื่น
สภาสังคมสงเคราะห์ระดมแนวคิดกำหนดยุทธศาสตร์ “ปลัดเก่ง-ดร.วันดี” ร่วมแจม!!
เชลยศึกสงครามลาว (47)
ลักษณ์ แห่ง ตัวแทน ‘ศรีบูรพา’ สงครามชีวิต ความคิด การเมือง
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (192)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับประวัติศาสตร์ไทยฉบับวิพากษ์ (30)
รื้อหอพักอ่างแก้ว : war of position ว่าด้วยคุณค่ามรดกสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (1)
E-DUANG | วันอาทิตย์ 13 กันยายน เริ่มต้น จุดตัด การเมือง