ขัดสนน่ากลัวกว่าป่วยไข้ ช่วยเหลือคนเร่ร่อน-คนจนเมืองอย่างไร ในห้วงโรคระบาด

การระบาดของโควิด-19 ยังคงคุกคามต่อสุขภาพของประชาชน ซึ่งทำให้รัฐบาลและหน่วยงานรัฐต้องออกมาตรการเพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายของประชากรและจำกัดการแพร่เชื้อ และมาตรการบางอย่างส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
ประชาชนโดยเฉพาะผู้ใช้แรงงานในระบบ บางอาชีพสามารถทำงานอยู่ที่บ้านได้ บางอาชีพก็ต้องกลับต่างจังหวัด หรือผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาธุรกิจให้รอด ซึ่งรัฐบาลก็ออกมาตรการรองรับ ไม่ว่า “เราไม่ทิ้งกัน” การเว้นระยะชำระหนี้ การอุ้มธุรกิจเอกชนต่างๆ
แต่ยังมีประชาชนอีกกลุ่มที่ไม่สามารถทำเช่นนี้ได้อย่างคนเร่ร่อน หรือคนจนที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัดในเมือง เพราะรายได้หลักมาจากการประกอบอาชีพนอกระบบรายวัน หรือการทำงานตอนกลางคืนก่อนคำสั่งล็อกดาวน์หรือเคอร์ฟิวบังคับใช้
มาตรการเชิงบังคับ ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร
พวกเขาได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการของรัฐบาลดีพอแล้วหรือยัง?
ล่าช้า-จำกัดทำมาหากิน
ผศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวถึงสถานการณ์คนจนเมือง จากการร่วมทำการศึกษากับนักวิชาการอื่นๆ ในหัวข้อ “ผลกระทบด้านเศรษฐกิจของโควิด-19 ต่อคนจนเมือง” ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
จากการสำรวจทั้งเก็บแบบสอบถามและสัมภาษณ์รายบุคคลเกี่ยวกับสภาพการอยู่อาศัยในช่วงวิกฤตนั้น ในเรื่องการเข้าถึงหน้ากากอนามัย พบว่า กว่า 89% คนจนเมืองสวมใส่ประจำเมื่อออกจากบ้าน มีบ้างที่ใส่บ้างไม่ใส่บ้าง และการพกเจลแอลกอฮอล์ พบว่า มีน้อยถึง 22% อาจเพราะมีราคาแพงกว่าหน้ากากอนามัย
เมื่อถามว่าสมาชิกครอบครัวมีความเสี่ยงและจำเป็นต้องกักตัวเอง มีความพร้อมให้อยู่คนเดียวแยกตัวได้หรือไม่ พบว่าส่วนใหญ่แยกไม่ได้ 43% รองลงมา 29% มีความพร้อมมาก รองลงมา 26% คือ ไม่พร้อมทีเดียวแต่จัดได้
แต่ไฮไลต์สำคัญคือ ผลกระทบจากมาตรการจากรัฐบาลช่วงโควิด ตั้งแต่จำกัดการทำกิจกรรมนอกบ้าน พบว่าไม่ได้มีมาตรการรองรับ ทำให้คนจนเมืองประสบความเดือดร้อนอย่างมาก
ผศ.ดร.บุญเลิศกล่าวอีกว่า ในแง่ผลกระทบการทำงาน พบว่ามีค่าเฉลี่ยใกล้กัน ใหญ่สุดคือ 18.77% นายจ้างให้หยุดงาน/เลิกจ้าง 18.44% ประกอบอาชีพอิสระมีลูกค้าน้อยลง 18% สถานที่ค้าขายถูกปิดหรือห้ามค้าขายและประกอบอาชีพอิสระหรือค้าขายได้น้อยลง
วินมอเตอร์ไซค์หรือคนขับรถตู้ได้รับผลกระทบ ต้องหยุดวิ่ง ทำให้รายได้ลดลง
ในผลต่อรายได้นั้น ส่วนใหญ่ (60.24%) รายได้ลดลงเกือบทั้งหมด 31.21% รายได้ลดลงครึ่งหนึ่ง
ส่วนผลกระทบตามมาจากรายได้ลดลง พบว่า 54.41% ไม่มีเงินชำระหนี้ (หนี้บ้าน หนี้ผ่อนรถ) บางคนจำนำของจนไม่เหลือของในบ้าน 29.83% ไม่มีรายได้ถึงขั้นประสบปัญหาการกินอยู่ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ มี 26.05% ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้าน จนสุ่มเสี่ยงถูกขับไล่ได้
เมื่อถามถึงสโลแกน “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” คนจนเมืองสามารถทำงานในบ้านได้หรือไม่ พบว่า 78.97% อาชีพตัวเองไม่สามารถปรับมาทำงานในบ้านได้
ข้อเท็จจริงนี้ตอกย้ำว่า คนจนเมืองได้รับผลกระทบมากที่สุด คนจนเมืองไม่เหมือนชนชั้นกลางหรือผู้ประกอบอาชีพอื่น
เมื่อถามถึงมาตรการเยียวยาจากรัฐ คนจนเข้าถึงหรือไม่ ผศ.ดร.บุญเลิศเปิดเผยว่า โครงการคนไทยไม่ทิ้งกัน ได้เงินช่วยเหลือ 5,000 บาทเป็นเวลา 3 เดือน พบว่า 66.06% พยายามจะลงทะเบียน ลงทะเบียนสำเร็จ 51.87% ไม่สำเร็จ 14.60% และมีคนจนเมืองตอบแบบสอบถาม 28.99% ไม่ได้ลงทะเบียนเพราะทราบว่าตนเองขาดคุณสมับติ เช่น ทำงานประจำหรืออยู่ในสิทธิประกันสังคม ผู้ที่ว่างงานอยู่แล้ว
สะท้อนให้เห็นว่า คนจนเมืองไม่ใช่คนฉวยโอกาส อย่างไรก็ดี พบว่า มี 4.54% ไม่ทราบวิธีการลงทะเบียน
ชาวบ้านที่ตกงาน บอกว่าเป็นคนต่างจังหวัด ไม่ทราบขั้นตอนการลงทะเบียน
ส่วนที่ลงทะเบียนสำเร็จ พบว่า 21% ได้รับอนุมัติผ่านเกณฑ์ได้รับเงิน 12.93% ไม่ผ่านพิจารณา โดยที่ 65.78% อยู่ระหว่างพิจารณา สะท้อนให้เห็นว่มาตรการของรัฐบาลออกมาล่าช้า ไม่ทันต่อความเดือดร้อนของประชาชน
และยังได้สอบถามมาตรการบรรเทาหนี้สินระหว่างคนจนเมืองกับสถาบันทางการเงิน อย่างหนี้รถจักรยานยนต์ มีเพียง 44.04% ได้รับประโยชน์จากนโยบาย อย่างไรก็ตาม มีถึง 30.11% ไม่ได้รับประโยชน์นี้ เพราะเป็นหนี้นอกระบบ
อันนี้เป็นโจทย์ว่าจะทำยังไงให้เข้าถึงความช่วยเหลือกับคนจนที่ไม่มีหลักประกันและไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบได้
ด้าน รศ.ดร.สมชาย ปรีชาเชิงศิลปกุล จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อีกหนึ่งนักวิชาการที่ร่วมสำรวจ ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า
1. รัฐต้องเปลี่ยนวิธีคิดในการบรรเทาวิกฤตความเดือดร้อนนี้จาก “การสงเคราะห์ผู้เดือดร้อน” เป็น “การให้สวัสดิการถ้วนหน้า” หรือเปลี่ยนจาก “คัดคนเข้า” มาเป็น “คัดคนออก” ต้องใช้หลักคิดใหม่ว่า คนส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดได้รับความเดือดร้อนทั้งสิ้น ส่วนคนกลุ่มอื่นๆ ไม่ว่าประกอบอาชีพใด แต่ถ้าอยู่ในวัยทำงาน ก็ต้องได้รับความช่วยเหลือทุกคน รัฐต้องตระหนักว่า รัฐไม่มีข้อมูลคนกลุ่มนี้อย่างครบถ้วนและทันสมัย จึงไม่ควรยึดข้อมูลรัฐเป็นเกณฑ์ตัดสินประชาชน หากควรใช้โอกาสนี้สร้างฐานข้อมูลและให้ความช่วยเหลือประชาชนโดยเร็วที่สุด
2. รัฐจะใช้งบฯ 4 แสนล้านเยียวยา ต้องใช้องค์กรที่มีอยู่ องค์กรท้องถิ่น องค์กรทางสังคม ฯลฯ ถ้าใช้องค์กรรัฐ งบฯ จะตกกลางทางมากมาย
3. ในส่วนกองทุนประกันสังคมของผู้ใช้แรงงานในระบบ เมื่อนายจ้างหยุดงานหรือปิดกิจการ แต่กองทุนประกันสังคมกลับดำเนินการล่าช้ากว่ากระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงานควรเร่งให้กองทุนประกันสังคมปฏิรูปการทำงานให้จ่ายเงินตามสิทธิของผู้ประกันตนโดยเร็วที่สุด โดยยึดหลักที่ว่า “เงินของผู้ใช้แรงงาน ต้องกลับคืนสู่ผู้ใช้แรงงานเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน”
4. รัฐต้องผ่อนปรน เปิดพื้นที่ค้าขายและใช้พื้นที่สาธารณะอย่างมีการจัดการ โดยยังคงรณรงค์ให้สวมหน้ากากอนามัย ใช้เจลแอลกอฮอล์ การเว้นระยะทางสังคม ต่อคิวแบบมีระยะห่าง เพื่อฟื้นคืนเศรษฐกิจของคนจนเมือง
5. ในห้วงวิกฤตนี้ ต้องเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุที่แต่เดิมได้เดือนละ 600-800 เป็น 2,000 บาทต่อเดือน เพราะครัวเรือนที่มีผู้สูงอายุต่างประสบภาวะฝืดเคือง การเพิ่มเงินส่วนนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระได้
ทั้งนี้ เมื่อถามว่า แนวโน้มหลังการระบาดและหยุดมาตรการบังคับต่างๆ แนวโน้มคนจนเมืองจะเป็นยังไง ผศ.ดร.บุญเลิศคาดว่า จะมีทั้งคนจนหน้าใหม่และคนจนลงกว่าเดิม หากไม่ช่วยเหลือทันควัน นึกถึงแม่ค้าหมุนเงินรายวัน จะเกิดเงินหาย รายได้หด จะมีแนวทางช่วยยังไง
ในข้อแถลงที่ว่า 4 แสนล้านเพื่อฟื้นฟูเยียวยา ต้องให้พวกเขาได้รับเพื่อฟื้นคืนชีพกลับมาให้ได้ การทำให้เริ่มต้นใหม่ค้าขายได้ มีความจำเป็นมาก ตอนนี้วิธีคิดบางส่วนหลงทางว่า 5 พันควรช่วยไหม เราต้องมองว่า รัฐใช้มาตรการเข้มงวด ความลำบากพวกเขาจึงเกิดขึ้น
ดังนั้น การเยียวยาจึงเป็นเรื่องจำเป็น ไม่ใช่มาถามว่าควรช่วยหรือไม่ การขอให้คนอยู่บ้านได้จริงๆ มีรายได้ รัฐบาลต้องเกื้อหนุน คนจำนวนมากอยากใช้ชีวิตการทำงาน สามารถมาทำงานได้ปกติจริงๆ คนอยากขายของ อยากตัดผม
ดังนั้น ที่รัฐขอความร่วมมือ ต้องคิดด้วยว่าจะทำยังไงให้พวกเขาอยู่รอด
รัฐต้องสื่อสารให้ชัดเจน
นางอัจฉรา สรวารี จากมูลนิธิอิสรชน ได้ให้มุมมองกับกลุ่มคนเร่ร่อนในเมืองว่า เอาเข้าจริง สำหรับพวกเขาไม่ใช่วิกฤตไวรัสที่ต้องตระหนัก พวกเขาตื่นตัวและปรับตัว แต่วิกฤตทางเศรษฐกิจจะกระทบโดยตรง
อย่างประเด็นที่ว่า จะทำมาหากิน เก็บขยะอย่างที่ทำได้วันละ 500 ตอนนี้เหลือแค่วันละ 50 บาท รายได้หายไป อาหารการกินที่เคยขอได้ ตอนนี้แทบไม่มี หรือแม้แต่เศษอาหารที่เหลือก็ไม่มี เพราะคนไม่ออกจากบ้าน
ถ้าถามว่า ทำไมกับเรื่องไวรัสคนเร่ร่อนไม่ตื่นตัว จริงๆ คนที่ใช้ชีวิตตามท้องถนน เจ็บป่วยด้วยโรคอื่นมาเยอะ และเข้าไม่ถึงสิทธิการรักษาโดยปกติ ไวรัสตัวนี้เลยทำให้ไม่ได้ตื่นตัว เพราะไม่ว่าเจ็บป่วยจากโรคอื่น ยังไงก็ไม่ได้รับการรักษา นี่เป็นการกดทับซ้ำ
พวกเขาจะกดทับตัวเองไปด้วยว่า ถ้าไม่ถึงกับนอนพะงาบๆ จนเรียกรถพยาบาล ก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้องรีบไปหาหมอ
ในฐานะคนทำงานสังคม ไม่อยากให้เกิดการแพร่กระจาย เพราะไม่รู้ว่า คนเดินบนถนน หรือแม้แต่เราเองป่วยหรือเปล่า แต่พวกเขานอนกินอยู่ในที่สาธารณะ เชื้อไวรัสอยู่ พวกเขาก็เสี่ยง ถ้าไม่แสดงอาการก็ไม่รู้ว่าป่วยหรือไม่
แต่วิกฤตตอนนี้ไม่ใช่ไวรัส กลับเป็นเรื่องการช่วยเหลือจากคนใจดีหรือนโยบายของ พม.ที่ไม่ชัดเจน เพราะประชาสัมพันธ์มาอย่างหนึ่ง แต่ในศูนย์คุ้มครองหรือศูนย์พักพิงก็ไม่เพียงพอกับการพักพิง ระบบคัดกรองก็ได้แต่คัดในพื้นฐาน ซึ่งตอบโจทย์ไม่ได้ว่าจะไปไหนต่อ
ทั้งนี้ นางอัจฉราให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในเรื่องการสื่อสารที่ว่า ตอนนี้รัฐผิดพลาดในการสื่อสารตั้งแต่รัฐบาลหรือหน่วยงานใดก็ตาม ต้องออกมาชี้แจงแก้อยู่เรื่อย ไม่สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเงิน 5 พันหรือนโยบายก่อนหน้า ก่อนที่จะออกมาบอกมาตรการ น่าจะตกผลึกในที่ประชุมให้ชัดเจนก่อน ประชาชนจะสับสน คนเร่ร่อนก็เหมือนกัน ก่อนรัฐมนตรีจะพูด นายกรัฐมนตรีควรจะทราบก่อนไหม นโยบายหลักในการดูแลคืออะไร
การสื่อสารต้องให้ชัด คนเร่ร่อนจะไม่กลัว จะไม่ขยับหนีหายไปไหน เพราะรู้แล้วว่าไม่ถูกจับ ตรึงอยู่ในพื้นที่
แต่พอบอกห้ามออกนอกเคหสถาน ถ้าเจอจะถูกจับ พวกเขายิ่งหนี แล้วไม่รู้ว่าคนหนีไปที่ต่างๆ ติดเชื้อหรือไม่
