
รัฐบาลระดมงบประมาณส่วนกลาง และออกพระราชกำหนดกู้เงินมาช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด ตลอดจนฟื้นฟูเศรษฐกิจ ใคร ๆ ก็แซ่ซ้อง ทั้งคนยากคนจน ธุรกิจบริการ อุตสาหกรรม เรื่องนี้เหมือนกันทั่วโลก คงไม่มีอะไรผิดกระมัง แต่ไม่แน่นะครับ เหรียญมีสองด้านอยู่เสมอ
ประการแรก ด้านมนุษยธรรม มีคนยากคนจนจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการปิดเมือง ตกงาน ขายของไม่ออก ไม่มีเงินส่งดอกชำระหนี้ หรือ ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ฯลฯ รัฐมีหน้าที่ต้องช่วยให้คนกลุ่มนี้พ้นจากวังวนออกมาด้วยมาตรการต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งดียิ่ง แต่ก็อย่างที่ว่าแหละครับ มีปัญหาเรื่องความทั่วถึง รัฐบอกว่า ลางคนยากจนจริง ลางคนก็”อยากจน” รัฐไม่อยากให้ แต่รัฐมองกับคนที่มาขอการช่วยเหลือมองตนเองอาจจะต่างกัน เลยเกิดความวุ่นวายอยู่บ้าง ลางประเทศเลยจ่ายเงินช่วยเหลือยกกระบิทั้งประเทศ
ไม่ว่าคุณจะยากดีมีจนอย่างไรจะได้เงินหมด คนจนได้เงินก็ถือเป็นการช่วยเหลือ คนมีเงินพออยู่แล้วได้เงินเพิ่มก็ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เงินทองหมุนเวียน อย่างนี้น่าจะลดความวุ่นวายลง
ผมไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ แต่ผมยังไม่แน่ใจว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจของทั่วโลกในรอบนี้จะได้ผลเหมือนสมัยอดีต
ทฤษฎีพื้นฐานที่นักเศรษฐศาสตร์แนะให้รัฐอัดฉีดด้วยการแจกเงิน คือการกระตุ้นอุปสงค์ หรือ แรงซื้อสินค้าและบริการ ในช่วงเศรษฐกิจซบเซา คนไม่มีรายได้ ข้าวของขายไม่ออก ธุรกิจอุตสาหกรรมก็ขาดทุนต้องปิดตัว เป็นผลทำให้คนตกงานและขาดแรงซื้อ วนเวียนเป็นวงจรชั่วร้าย (vicious cycle) การที่รัฐอัดฉีดเอาเงินแจกให้ประชาชนมีแรงซื้อ และอัดฉีดให้ธุรกิจมีทุนในการผลิตเป็นการทะลายวงจรชั่วร้ายให้กลไกทางตลาดทำงานได้ใหม่
แต่ในกรณีของโรคระบาดโควิด ถ้าโรคยังระบาดอยู่ หรือ ยังวนเวียนทำให้คนติดเชื้อจากการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การอัดฉีดอาจจะไม่ได้ผลนะครับ โรคระบาดที่เองที่ยังหยุดไม่สนิท และมาตรการ social distancing ที่ยังต้องเข้มงวดจะเป็นแรงหน่วง เศรษฐกิจอาจจะสะดุด กระตุกเป็นพัก ๆ ต้องใช้เวลานาน ประสิทธิภาพของการกระตุ้นด้วยการอัดฉีดจะไม่ได้ผลเหมือนช่วงเศรษฐกิจตกต่ำที่ผ่านมา
สังคมขาดเงินเหมือนคนท้องเดินขาดน้ำ ระบบหมุนเวียนโลหิตทำงานไม่ได้ กว่าจะฟื้นตัวได้ร่างกายต้องใช้น้ำที่มีอยู่อย่างกระเหม็ดกระแหม่ ทุกหยดหยาด ถ้าขาดน้ำมาก ๆ อวัยวะภายในก็จะล้มเหลว เพราะฉะนั้นหมอจึงต้องให้น้ำให้ท่า ทางการดื่มบ้าง ทางเส้นเลือดดำหรือที่เรียกว่าให้น้ำเกลือบ้าง
การให้น้ำเกลือแก่ผู้ป่วยเหมือนการอัดฉีดเงินเข้าระบบ ถ้าร่างกายดี เดี๋ยวเดียวก็ฟื้นแล้ว แต่ถ้าร่างกายไม่ไหวล่ะ หัวใจอ่อนล้าไม่มีแรงสูบฉีด ให้น้ำเกลือมากไป ก็จะเกิดตรงข้าม คือ น้ำท่วมปอด
กลับมาเรื่องเศรษฐกิจ ถ้าสินค้าและบริการยังมีปัญหาเรื่องการผลิดและการบริการ เนื่องจากติดขัดเรื่องโรคระบาด เงินที่อัดฉีดเข้าไปอาจจะกลายเป็นน้ำท่วมปอด มีเงินแต่ไม่มีสินค้า เข้าสู่วงจรเงินเฟ้อ คนจนจะเดือดร้อนมากขึ้นไปอีก
ทางการแพทย์ เราไม่ให้น้ำเกลือโดยไม่จำเป็นครับ นักวิจัยที่ได้รางวัลเจ้าฟ้ามหิดลเรื่องการควบคุมโรคท้องร่วง ได้รางวัลเพราะค้นพบวิธีใช้สารละลายเกลือแร่ และน้ำข้าวให้ผู้ป่วยท้องร่วงดื่ม การดื่มกินเป็นเรื่องกระบวนการธรรมชาติ ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป ไม่ต้องกังวลว่าผู้ป่วยจะได้น้ำมากเกินไป ต่างกับการให้น้ำเกลือทางเส้นเลือด ซึ่งหาซื้อน้ำเกลือที่สะอาดพอก็ยาก การให้น้ำเกลือเข้าเส้นเลือดต้องมีความชำนาญ เพราะภาวะขาดน้ำทำให้เส้นเลือดหด ไม่ง่ายเหมือนการเจาะเลือดคนปกติ ต้องระวังการติดเชื้อ ไม่ให้เร็วไปและช้าไป การอัดฉีดเงินต้องคำนึงถึงเรื่องพวกนี้ไหมครับ นักเศรษฐศาสตร์จะแทงเข็มเข้าเส้นเลือดได้ตรงไหม ถ้าเส้นเลือดแตก จะเจ็บไหมครับ
ผมไม่รู้ว่าการอัดฉีดจะต้องระวังเหมือนการให้น้ำเกลือหรือเปล่า วิธีการอัดฉีดเงินซึ่งเป็นไอเดียของ John Maynard Keynes ใช้เมื่อเก้าสิบปีที่แล้วก็ยังใช้อยู่ทุกประเทศ ทุกโอกาส จนถึงปัจจุบัน นักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ทั่วโลกไม่มีไอเดียใหม่เลยหรือ
เรื่องสุดท้ายของตอนนี้ คือ ผมคิดว่าเงินเหมือนอาหาร ต้องระมัดระวังผลิตด้วยความรับผิดชอบ (responsible production)และบริโภคด้วยความรับผิดชอบ (responsible consumption)
การผลิตอาหารได้มากพอเป็นความอยู่รอดของมนุษยชาติ เราเพิ่มประชากรเป็นเจ็ดพันล้านได้ เพราะดาวพระเคราะห์ดวงนี้อดทนให้เราเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่มาสนับสนุนการดำรงพืชพันธุ์ของมนุษย์ ป่าถูกเปลี่ยนเป็นฟาร์มเพื่อการเกษตร พลังงานมหาศาล ส่วนหนึ่งคือพลังงานฟอสซิล ถูกใช้ไปในการพัฒนาให้การเกษตรสมัยใหม่ดำเนินต่อไปได้ ปุ๋ยเคมีโดยเฉพาะฟอสเฟต ต้องถุกขุดออกมาจากใต้ดิน เพื่อทำให้ธัญพืชทั่วโลกออกดอก และพัฒนาไปเป็นเมล็ดข้าวชนิดต่าง ๆ ฟอสเฟตที่เพิ่มขั้นบนผิวโลก เข้าสู่แม่น้ำลำคลองและมหาสมุทรมีผล ต่อห่วงโช่อาหาร โลกสูญเสีย ความหลากหลายทางชีววิทยาในยุคทางธรณีวิทยาที่เรียกว่า anthroposcene หรือ ยุคที่มีมนุษย์อยู่ สั้นนิดเดียว เมื่อเกิดการสูญพันจนจะเข้าสู่ยุค (epoch) ทางธรณีวิทยาใหม่ ซึ่งจะไม่มีมนุษย์อยู่ในไม่ช้า
ในความสูญเสียที่มนุษย์เพื่อผลิดอาหารเพิ่มจำนวนประชากรนี้ มีอาหารถึงหนึ่งในสามต้องสูญเสียไประหว่างการผลิด การขนส่ง การเก็บรอหมดอายุ และเหลือทิ้งจากการบริโภค มนุษย์ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ผลิตและไม่ได้บริโภคด้วยความรับผิดชอบ
กลับมาเรื่องเงิน เราไม่สามารถผลิตเงินตามใจชอบ เพราะจะไม่ได้รับความเชื่อถือ และทำให้เงินไม่มีค่า เราต้องไปกู้เขาเพื่อผลิตสินค้าและบริการ ส่งออกให้ได้เงินตราต่างประเทศมาใช้หนี้ เงิน 1 ล้าน ล้านบาท หรือ สิบยกกำลังสิบสองบาทมันมหาศาลนะครับ คนไทยเราจะกู้อย่างอย่างรับผิดชอบ และ บริโภคเงินที่กู้มาได้อย่างรับผิดชอบหรือเปล่า เราค่อย ๆ ทยอยกู้ และ ทยอยผลิต และทยอยบริโภค ตามเงื่อนไขที่โควิดกำหนดจะดีไหม?
เหมือนคนขาดน้ำค่อย ๆ ดื่มสารละลายเกลือแร่หรือน้ำข้าว พอประทังชีวิตให้รอดและฟื้นตัวตามธรรมชาติ ไม่ต้องขึ้นกับความชำนาญและความรับผิดชอบของหมอแต่อย่างเดียว
สุดท้ายครับ เงินเหมือนอาหาร ทำมาซื้อมากินไม่หมด ต้องเก็บให้ดี อย่าให้บูดเน่า การเก็บอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะเป็นการเพาะเชื้อโรคเมื่อมาบริโภคในภายหลังจะป่วยด้วยโรคต่าง ๆ ได้ นอกจากเพาะเชื้อโรคแล้ว อาหารที่เก็บไม่เป็นที่เป็นทาง ยังเป็นกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ (breeding place) สัตว์นำโรคและสัตว์ก่อความรำคาญ เช่น หนู แมลงวัน แมลงสาบ แมลงหวี่ และ ยุงรำคาญ
การได้เงินมาคราวละมาก ๆ นอกจากต้องจ่ายดอกเบี้ยระหว่างรอใช้แล้ว ถ้าจัดเก็บจ่ายไม่ดี รีบ ๆ ร้อน ๆ ขาดสติ ยังจะเป็นสิ่งบ่มเพาะคอรัปชัน การโกงกินให้ต้องปวดหัวเหมือนแมลงและสัตว์นำโรคในบ้าน รัฐบาลต้องเตรียมระบบป้องกันให้ดี อย่าให้เสียความศรัทธา
ท่านผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย คำพระท่านว่า “โภชเนมัตตัญญุตา ” พึงรู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร สำหรับพวกเราฆราวาสยุคโควิด คงจะเป็น “ธเนมัตตัญญุตา ” พึงรู้จักประมาณในทางบริโภคเงินนะครับ
